วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลดค่าเงินบาทอีก 30%

คุณพรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาคแบงก์ชาติ แถลงส่งท้ายเดือนเมษาว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้คือ 3% แผ่วลงเล็กน้อยจากไตรมาส 4 ปีก่อน แต่การส่งออกไตรมาส 1 ยังขยายตัวติดลบ 1.4% หดตัวลงจากไตรมาส 4 ปีก่อนในเกือบทุกหมวดสินค้า เป็นผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและอาเซียน

ไม่ว่าจะเกิดจากผลอะไร สรุปก็คือการส่งออกยังติดลบต่อเนื่อง

ช่วงที่ผ่านมาผมคุยกับเพื่อนพ้องในแวดวงธุรกิจ แต่ละคนก็มีปัญหาต่างกัน บางคนก็แฮปปี้ ธุรกิจโตสวนเศรษฐกิจ เพราะย้ายโรงงานจากไทยไปตั้งที่ พม่า เวียดนาม ที่มีต้นทุนและค่าแรงถูกกว่ามาก กำไรเป็นกอบเป็นกำ ส่งผลให้ผลประกอบการดีขึ้น แต่มีผลต่อไทยทางอ้อม ทำให้การส่งออกสินค้าไทยไปยัง พม่า เวียดนาม กัมพูชา ลาว ลดลง การคำนวณภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจในวันนี้ จึงค่อนข้างลำบาก

แต่ที่คำนวณได้ง่ายที่สุดก็คือ ภาคการเกษตร ที่เกษตรกรไทยผู้ยากไร้หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินกำลังรอวันตาย เพราะภัยแล้ง และราคาตกต่ำ แต่ไม่มีใครเหลียวแลอย่างจริงจัง

วันก่อนมีเพื่อนพ้องนำตัวเลขมาให้ดู เห็นแล้วก็อดนำมาแลกเปลี่ยน กับ แบงก์ชาติ ตรงนี้ไม่ได้ เพราะเกี่ยวโยงกับเรื่อง “ค่าเงินบาท” โดยตรง

ปี 2558 ที่ผ่านมา ยอดส่งออกของไทยติดลบไปถึง 5.8% การส่งออกสินค้าเกษตรติดลบไปถึง 7.2% สินค้าเกษตรส่งออกหลักของไทยก็มี ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด เป็นต้น เขาบอกว่า สาเหตุหลักที่ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรติดลบมาก สู้ประเทศคู่แข่งไม่ได้ก็เพราะ ค่าเงินบาท อ่อนค่าน้อยกว่าค่าเงินของประเทศคู่แข่งขัน

เขาทำตัวเลขมาให้ผมดูว่า นับตั้งแต่ปี 2012 ถึงเดือนเมษายน 2016 ประเทศคู่แข่งทางสินค้าเกษตรของไทย เช่น อินเดีย ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงไปถึง 25% มาเลเซีย อ่อนค่าไป 22% ประเทศคู่แข่งในแถบอเมริกาใต้ เช่น อาร์เจนตินา ค่าเงินอ่อนค่าลงไปถึง 234% บราซิล อ่อนค่าลงไป 90% ออสเตรเลีย อ่อนค่าลงไป 24% และ แอฟริกาใต้ อ่อนค่าลงไป 75% ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรของโลกลดลง

มีการคาดกันว่า นับจากนี้ไปราคาสินค้าเกษตรของโลกจะยังคงมีราคาตํ่าไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าเกษตรของไทย เช่น ข้าว ยางพารา ที่ส่งออกในปี 2015 ติดลบไปถึง 12% เมื่อเทียบกับปี 2014 เป็นการตอกยํ้าว่า ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งขัน

อย่างเรื่อง ราคาข้าว ปัจจุบัน ชาวนาขายข้าวเปลือกได้ตันละ 7,500-8,000 บาท ปัญหาจากภัยแล้งส่วนหนึ่ง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นหลัก ทำให้ชาวนาเดือดร้อนอย่างมาก ต้นทุนก็ตกตันละ 7-8 พันบาทแล้ว ถ้าทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงมา ราคารับซื้อข้าวเปลือกอาจขยับขึ้นเป็นตันละ 10,000 บาทก็ได้ เมื่อเทียบกับราคาส่งออก

เขาเสนอว่า ค่าเงินบาทควรอ่อนค่าลงไปอีก 30% จากอัตราแลกเปลี่ยน 35.04 บาทต่อดอลลาร์ ในปัจจุบัน เป็น 45-46 บาทต่อดอลลาร์ จะทำให้การส่งออกของไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลกได้ สามารถกำหนดราคาสินค้าได้ โดยไม่เสียเปรียบประเทศคู่แข่งขัน

ถ้า แบงก์ชาติ ยอมอ่อนค่าเงินบาทลง 30% ก็เท่ากับส่งเงินบาทกระโจนลงสู่ สนามสงครามค่าเงิน ไปโดยปริยายทันที

ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ ถ้าเงินบาทอ่อนค่าลงมา แล้ว ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จากอัตราแลกเปลี่ยน และช่วยให้ราคาส่งออกไทยแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ เวียดนาม วันนี้คือตัวอย่าง ค่าเงินดองที่อ่อนค่ากว่าไทย ค่าแรงขั้นตํ่าวันละ 95 บาท ส่งผลให้เวียดนามส่งออกเกิน 50,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แซงหน้าไทยไปตั้งแต่ปี 2556 โน่น และจีดีพีเวียดนามปีที่ผ่านมาก็โตกว่า 7% สูงกว่าไทยไม่เห็นฝุ่น ก็ฝากไว้เพื่อพิจารณาครับ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

3 พ.ค. 2559 10:40 3 พ.ค. 2559 10:40 ไทยรัฐ