วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อย่าซ้ำเติมเหลื่อมล้ำ

ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในยุคการ ปฏิรูปประเทศ เหตุผลสำคัญที่จะต้องให้ ส.ว.ทั้งสภามาจากการสรรหา ก็เพื่อให้สานต่อการปฏิรูป 5 ปี การปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องหนึ่งที่มีเสียงเรียกร้องกันมาก และร่างรัฐธรรม-นูญฉบับมีชัยก็ได้ตอบสนอง ด้วยการเปลี่ยนระบบการเรียนฟรี 12 ปี เริ่มต้นจาก ป.1 ถึง ม.6 มาเป็นเริ่มต้นที่อนุบาลจนถึงชั้น ม.3

ส่วนการปฏิรูปการศึกษาของ คสช. ได้แก่การที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 44 ออกคำสั่ง 2 ฉบับ คือฉบับที่ 10 และ 11 ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการศึกษาในส่วนภูมิภาค โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน และตั้งคณะกรรมการศึกษาจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อให้บูรณาการ

หนังสือพิมพ์บางฉบับพาดหัวข่าว ว่า เป็นการปฏิวัติเงียบในกระทรวงศึกษาธิการ แต่มีเสียงวิจารณ์จากนักวิชาการด้านการศึกษาว่า ระบบใหม่เป็นการบริหารจัดการศึกษาแบบรวมศูนย์การตัดสินใจ ทำลายความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เพราะต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง ทั้งยังมีหน่วยงาน เพิ่มขึ้น มีคนและงบประมาณเพิ่มขึ้น เป็นการบริหารเงินภาษีที่ด้อยประสิทธิภาพ

แต่การปฏิรูปการศึกษาที่สร้างความฮือฮา ล่าสุดคือข้อเสนอของประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้รัฐบาลปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ ขอให้หัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 ปรับแก้กฎหมายการศึกษา 15 ฉบับ โดยไม่ต้องผ่าน สนช. กำหนดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึง ป.6 เด็กที่จบ ป.6 แต่คะแนนไม่ถึง 2.5 จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองเมื่อขึ้นเรียน ม.1

นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินทำหน้าที่ในเรื่องที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่โดยตรงของตน ครั้งแรกรับอาสาตีความกฎหมายการปกครองคณะสงฆ์ ครั้งที่สองเสนอแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของชาติ และมีเสียงขานรับในทันทีจากนักการศึกษา แต่เป็นการขานรับในด้านลบ บางคนบอกว่าเป็นข้อเสนอแบบสุดขั้ว ไม่อยู่บนหลักการหรือวิธีคิดที่ตรงกับข้อเท็จจริงของปัญหา

นักการศึกษาวิจารณ์ว่าการให้ การศึกษาภาคบังคับถึงแค่ ป.6 จะผลักดันให้เด็กออกนอกระบบการศึกษา ส่วนการให้เด็กเรียนอ่อนจ่ายเอง ตั้งแต่ระดับ ม.1 ขึ้นไปเป็นการลงโทษเด็กที่ทารุณโหดร้าย ครอบครัวที่ยากจนจะไม่ให้ลูกเรียนต่อ หากต้องจ่ายเอง แต่จะดึงลูกออกไปช่วยทำมาหากิน เด็กที่เรียนอ่อนเป็นเด็กที่มีปัญหาจะต้องช่วยแก้ปัญหาไม่ใช่ซ้ำเติม

การศึกษาภาคบังคับถึง ป.6 และการให้เด็กเรียนอ่อนเสียค่าใช้จ่ายเอง เป็นการซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับต้นๆของโลก ถ้าเด็กที่เรียนอ่อนเป็นลูกหลานคนจน และจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ถ้าไม่มีเงินต้องกู้จากกองทุนเงินยืมเท่ากับสาปให้เด็กจมปลักจมอยู่กับความยากจนตลอดชาติ และมีหนี้สินตั้งแต่ยังไม่ถึงสิบขวบ.

3 พ.ค. 2559 10:36 3 พ.ค. 2559 10:36 ไทยรัฐ