วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ตามพระราชดำริ นำร่องแก้วิกฤติภัยแล้ง : น้ำคือ...ชีวิต

น้ำคือชีวิต!

มี “น้ำ” มี “ชีวิต”

โครงการน้ำคือชีวิต คือ โครงการสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของ กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ดำเนินการ “ทำดีเพื่อแผ่นดินถวายพระเจ้าแผ่นดิน สนองพระมหากรุณาธิคุณ” ที่ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระราชทานแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลกันดารมาเป็นเวลายาวนาน

ทั้งยังเป็นโครงการซึ่งถูกนำมาใช้แก้ปัญหา “ภัยแล้ง” ที่กำลังคุกคามคนไทยอย่างหนักหนาสาหัส โดยร่วมกับแนวทางประชารัฐของรัฐบาลในการบริหารการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะต้องยอมรับว่าสถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้ส่งผลต่อทุกภาคส่วนรุนแรงมาก

ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยฯ รวม 2,228 ล้านลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูแล้ง วันที่ 1 พ.ย.2558 มีน้ำไหลลงเขื่อนเพียง 1,036ล้านลูกบาศก์เมตร น้อยกว่าค่าเฉลี่ย และได้มีการระบายน้ำไปแล้ว 2,674 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งน้อยกว่าแผนที่วางเอาไว้

ส่วนเขื่อนอื่นๆ ก็ล้วนตกอยู่ในสภาพวิกฤติไม่แพ้กัน หลายแห่งปริมาณน้ำใช้การได้จริงหมดลงไปแล้ว และอยู่ในภาวะใช้น้ำใต้ระดับเก็บกักต่ำสุดหรือน้ำก้นอ่าง โดยขณะนี้ใช้น้ำใต้ระดับเก็บกักต่ำสุดไปแล้ว 11 ล้านลูกบาศก์เมตร

ขณะที่พื้นที่ป่าต้นน้ำของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำปิง กลายเป็น “เขาหัวโล้น” ส่งผลให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น มีอากาศร้อนถึงร้อนจัด โดยในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง มีอุณหภูมิสูงสุดช่วงกลางวันกว่า 41 องศาเซลเซียส ส่วนภาคตะวันออก ภาคใต้และ กทม. อุณหภูมิสูงสุด 39-40 องศาเซลเซียส เมื่อยิ่งร้อนก็ยิ่งเท่ากับซ้ำเติมทำให้สถานการณ์น้ำแล้งยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก

นี่ยังไม่รวมถึงปริมาณฝน ตั้งแต่ต้นปีปริมาณฝนโดยรวมของประเทศไทยน้อยกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ น้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึง 45%

ด้วยเหตุนี้ การบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว จึงถูกหยิบยกขึ้นมาแก้วิกฤติภัยแล้ง ตามนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ซึ่งรัฐบาลมอบให้กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวหอกเร่งแก้ไขปัญหา

โดยโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ต.แม่แฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นโครงการนำร่อง

“ขณะนี้ประเทศไทยกักเก็บน้ำในเขื่อนไม่เพียงพอกับความต้องการ จากที่ควรจะกักเก็บได้ตามมาตรฐาน
โลกที่ประมาณ 20% จากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา แต่ประเทศไทยกักเก็บได้เพียง 10% เท่านั้น จึงเป็นต้นเหตุให้เกิดความขาดแคลนน้ำ ความจริงควรจะหาแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่ม ดังนั้นโครงการพระราชดำริฯ ด้านน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเหมาะสมกับสถานการณ์มากที่สุด โดยขณะนี้ กรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ตามพระ ราชดำริแก้วิกฤติน้ำแล้ง ตามกระแส พระราชดำรัส ที่ว่า “หลักสําคัญ ว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟ คนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำคนอยู่ ไม่ได้” นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าว

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ตามพระราชดำริ แก้วิกฤติน้ำแล้ง ที่ถูกยกเป็นโครงการนำร่อง เคยเป็นพื้นที่ซึ่งประสบปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการเกษตร สภาพเดิมเป็นลำห้วยพื้นราบระหว่างช่องเขาหลายลูกเรียงรายอยู่รอบๆอ่าง เรียกม่อนห้วยแก้ว ม่อนหินไหลหินชัน ม่อนห้วยพระเจ้า ม่อนหอย มีทางน้ำไหลมาจากช่องเขา 2 สายมาบรรจบกันเรียก 2 สบแล้วมาเป็นลำน้ำห้วยแก้ว จึงเท่ากับรับน้ำที่ไหลทอดยาวมาจากม่อนหรือดอยดังกล่าวผ่านพื้นราบช่องเขามารวมกัน ซึ่งในอดีตพอได้เก็บกักน้ำให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ในช่วงหน้าแล้ง แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปอ่างดังกล่าวตื้นเขิน น้ำที่ไหลมาเก็บกักไว้ได้น้อยลง เข้าหน้าแล้งก็แห้งไปเกือบหมดทำให้ประชาชนที่เคยได้ใช้ประโยชน์พลอยเดือดร้อนไปด้วย กรมทรัพยากรน้ำจึงเข้าไปแก้ปัญหา ทำเป็นเขื่อนดินขึ้นมาพร้อมระบบส่งน้ำเพื่อกระจายน้ำให้ประชาชนอย่างทั่วถึง มีลักษณะโครงการเป็นเขื่อนดิน สูง 24 เมตร ยาว 329 เมตร ความจุ 2,180,000 ลูกบาศก์เมตร ความยาวระบบส่งน้ำ 12.429 กิโลเมตร งบประมาณ 130.6960 ล้านบาท มีประชาชนได้รับประโยชน์ 950 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 5,000 ไร่

นายสุพจน์ ได้ฉายภาพโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ตามพระราชดำริ ว่า เป็นโครงการนำร่องของกระทรวงทรัพยากรฯ ตามความร่วมมือกันตามแนวทางประชารัฐในการบริหารการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการติดตั้งมิเตอร์วัดน้ำที่ส่งให้กับพื้นที่การเกษตรเพื่อควบคุมปริมาณน้ำได้อย่างเหมาะสม ทำให้พื้นที่มีน้ำพอใช้ ไม่ขาดแคลนน้ำเหมือนพื้นที่อื่นๆ ช่วยให้เศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง โครงการนี้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จที่เกิดจากความ ร่วมมือร่วมใจแบบประชารัฐ โดยรัฐบาลได้ส่งมอบโครงการให้กับประชาชนและท้องถิ่นใช้ประโยชน์ร่วมกันไปแล้วเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา

“วันนี้ชาวบ้านตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ ตระหนักถึงความห่วงใยที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวทรงมีต่อประชาชน จึงได้ร่วมกันสร้างสำนึกในการที่จะใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและช่วยกันดูแลรักษา ให้ความรู้ในการดูแล เช่น ไม่ตัดไม้ทำลายป่า มีกติกาห้ามตัดห้ามทำลาย ชาวบ้านร่วมกันดูแลและปลูกเสริม” อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ระบุชัดในที่สุด

และจากนี้จะมีการขยายโครงการออกไปทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในเรื่องน้ำในพื้นที่ห่างไกลกันดารให้สมกับเป็นโครงการสนองพระราชดำริ “น้ำคือชีวิต” ทำดีเพื่อแผ่นดิน ถวายพระเจ้าแผ่นดิน

สนองพระมหากรุณาธิคุณพ่อของแผ่นดิน ซึ่งได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการจัดการทรัพยากรน้ำ”

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

2 พ.ค. 2559 13:23 2 พ.ค. 2559 13:24 ไทยรัฐ