วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แก้ระบบอุปถัมภ์ (2)

โดย ซี.12

การศึกษาหาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ที่สร้างผลเสียหายกับระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรมโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่พลเรือเอกศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง เป็นประธานนั้น

ในประเด็นที่ 1 รูปแบบ ลักษณะ พฤติการณ์ของระบบอุปถัมภ์ที่เกิดขึ้นในระบบราชการไทย ยังพบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างภาคการเมือง ภาคธุรกิจ และข้าราชการประจำกล่าวคือ ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจได้พัฒนาก้าวไกลไปมากจนก้าวล้ำกลุ่มข้าราชการ ขณะเดียวกันระบบการเมืองได้เปิดกว้างขึ้นและต้องอาศัยเม็ดเงินเป็นจำนวนมาก

ในสมัยก่อนนักการเมืองมักอาศัยการสนับสนุนทางการเงินจากนักธุรกิจ แต่ปัจจุบันนักธุรกิจกลับกลายเป็นนักการเมืองเสียเอง กลุ่มธุรกิจ กลุ่มการเมืองจึงเริ่มกลืนเป็นกลุ่มเดียวกัน นักการเมืองโดยแท้ที่ไม่มีทุนถูกกีดกันออกจากระบบ

ความสัมพันธ์ระหว่างภาคการเมือง ภาคธุรกิจ และข้าราชการประจำจึงเป็นไปในลักษณะที่ไม่สมดุล ยิ่งนานวันอำนาจของกลุ่มข้าราชการประจำจะลดลงตามลำดับ ทำให้เกิดวงจรที่ข้าราชการชั้นผู้น้อยวิ่งเข้าหาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็จะวิ่งหานักการเมืองในฐานะผู้ที่เข้ามาใช้อำนาจรัฐและมีอำนาจในการพิจารณาเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง และนักธุรกิจวิ่งเข้าหาข้าราชการ เพื่อเสนอผลประโยชน์ตอบแทนให้กับข้าราชการและนักการเมือง โดยแลกกับผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือสิทธิพิเศษในการลงทุน

การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เมื่อรัฐบาลใดขึ้นมาบริหารประเทศก็มักจะมีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงให้ดำรงตำแหน่งแทนคนก่อนที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นบุคคลของฝ่ายตรงข้ามหรือมีแนวโน้มว่าจะไม่สนองตอบต่อนโยบาย

เมื่อพรรคการเมืองใดได้กำกับดูแลกระทรวงใด ก็จะมีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายหรือการวางตัวข้าราชการในตำแหน่งต่างๆของกระทรวงนั้นๆ โดยผ่านการใช้อำนาจที่มาจากการดำรงตำแหน่งที่เป็นทางการและได้รับความชอบธรรมตามกฎหมาย

ประกอบกับการใช้อำนาจทางการเมืองที่มีเหนือกว่าข้าราชการประจำ เช่น อำนาจในการจัดสรรงบประมาณ อำนาจในการควบคุมและกำกับนโยบายของระบบราชการ หรืออำนาจจากการเป็นผู้แทนของประชาชน เป็นต้น

ส่วนราชการในฐานะหน่วยงานที่เป็นผู้รับนโยบายโดยตรงจากฝ่ายการเมืองไปปฏิบัติ จึงทำให้ตัวข้าราชการต้องมีความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง เมื่อฝ่ายการเมืองเข้าครอบครองอำนาจรัฐ อีกทั้งกฎหมายได้ให้สิทธิและให้อำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำ เพื่อให้ฝ่ายการเมือง ในฐานะผู้กำหนดนโยบายได้บุคคลที่เหมาะสมสอดคล้องกับการเข้ามาเป็นไม้เป็นมือในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาล จึงเป็นผลให้การใช้ระบบอุปถัมภ์ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในระบบราชการ

นโยบายประชาสังคมที่ทำให้ประชาชนหวังพึ่งพิงนโยบายอุปถัมภ์ของรัฐมากจนเกินไป และนโยบายประชานิยมเป็นพื้นฐานก่อให้เกิดความหวังเทียมในหมู่คนจน

สำหรับในระบบราชการนั้น นโยบายดังกล่าวเป็นการเปิดช่องโหว่ให้นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน เพราะการนำนโยบายประชานิยมไปปฏิบัติจำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาล ประกอบกับวัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ย่อมเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มผลประโยชน์กระทำการทุจริตคอร์รัปชันได้ง่ายขึ้น

นี่คือความจริงที่จำเป็นต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน.

“ซี.12”

2 พ.ค. 2559 09:02 2 พ.ค. 2559 09:02 ไทยรัฐ