วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ยิ่งลักษณ์'โพสต์ สอนบิ๊กตู่! เปิดใจฟังวิจารณ์

เตือนยิ่งใช้ก.ม.บังคับยิ่งเลวร้าย ประยุทธ์ลั่นต้องใช้ก.ม.เด็ดขาด ปชป.โต้ปช.มติต้องไม่มัดมือชก

“ประยุทธ์” ฮึ่มใช้ยาแรงงัดกฎหมายเด็ดขาด กำราบพวกบิดเบือน สวดคนแกว่งคอยป่วนเป็นรถสวนขบวนขับเคลื่อนประเทศ ยันไม่โกหกลุยโรดแม็ปเลือกตั้งปี 60 ลั่นทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่าให้วุ่นจนถึง 7 ส.ค. “ยิ่งลักษณ์” จัดหนักย้อนอดีตยกคำพูด “บิ๊กตู่” เมื่อ 2 ปีก่อน สอนเชิงผู้นำต้องเปิดใจฟังเสียงวิจารณ์ เตือนสติใช้ ก.ม.บังคับคน ทำตามคำสั่งสถานการณ์ยิ่งเลวร้าย “จตุพร” จวกเป็นเวลาของปืน ยัดเยียดเอาผิด 8 มือโพสต์โซเชียลล้อเลียน ผู้นำทวงสิทธิเคาะประตูชวนชาวบ้านคว่ำ รธน. “ณัฐวุฒิ” เหน็บ “นายกฯตู่” ชวนดูซีรีส์เกาหลีใต้ แต่ชีวิตจริงสร้างซีรีส์เกาหลีเหนือให้คนไทยดู “องอาจ” สับประชามติต้องไม่มัดมือชก “เสรี” ขย่ม กกต.ออกกฎคลุมเครือสับสนเกินขอบเขต ก.ม. “ศุภชัย” ปลอบอย่าวิตกเกินเหตุ ถ้าไม่ขัด ก.ม.-ไม่ปลุกระดมทำได้เลย “สมชัย” โต้ไม่ได้มโนนึกขึ้นเอง โบ้ยผิดหรือไม่ผิดอยู่ที่ศาลตัดสิน

จากกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรการทางกฎหมายเข้มงวดดำเนินคดีกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกลุ่มแนวร่วม นปช. 8 รายที่ทำเฟซบุ๊กเพจล้อเลียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. โดยนายกฯกำชับต้องใช้กระบวนการยุติธรรมจัดการกับพวกบิดเบือนทั้งหมด ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กยกคำเตือนของ พล.อ.ประยุทธ์เมื่อ 2 ปีก่อน มาเตือนสติถ้าใช้กฎหมายบังคับคนให้ทำงานตามคำสั่ง จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย

“บิ๊กตู่” ซัดมีพวกแกว่งขวางรัฐบาล

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ท้องสนามหลวง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี 59 ว่า สิ่งที่รัฐบาลและ คสช.ทำวันนี้เหมือนหัวขบวนที่คอยขับเคลื่อนประเทศที่หยุดนิ่งมานาน แรงเดินหน้าน้อยเต็มที ต้องช่วยกันเข็น อย่าเป็นรถที่สวนขบวนมา อยากให้ชาติสงบเรียบร้อยอยู่แบบนี้ เพื่อเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย ไม่ใช่มาทะเลาะกัน ขอแค่ 5 ปี ให้มั่นใจสิ่งที่ได้ทำมาไม่ล้มเหลว วันนี้มีคนอยู่หลายคนมาแกว่ง พี่น้องแรงงานต้องอย่าให้เขามาใช้เป็นเครื่องมือบิดเบือนต่างๆ เพราะมันทำให้การทำงานของตนยากขึ้นทุกวัน เสร็จแล้วก็มีการบังคับใช้กฎหมาย ตำรวจก็โดนด่า วนกันอยู่อย่างนี้ เราต้องอดทนมองไปข้างหน้าด้วยกัน ถ้าใครมีคำถามอะไรให้ไปถามในทีวีวันศุกร์หรือไปอ่านหนังสือพิมพ์ที่เขาเอาไปลง

ยันไม่โกหกโรดแม็ป ลต.ปี 60

นายกฯกล่าวว่า “วันนี้เราอยู่ใกล้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผมไม่พูดอะไรที่โกหกหลอกลวงท่าน ผมเป็นทหารถวายสัตย์ปฏิญาณทุกปี ฉะนั้นคงไม่ทำอะไรผิดๆ ผมจะทำตามโรดแม็ปถึงปี 2560 เลือกตั้ง และอะไรที่ทำได้จะทำเลย อะไรที่ส่งต่อก็ต้องส่งรัฐบาลหน้า ถึงจำเป็นต้องมีบทเฉพาะกาล ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อพวกท่าน เพื่อให้ทุกคนทำงานให้ท่านได้ แต่แค่นี้ยังไม่รับเลย ผมจะเชื่อมั่นได้อย่างไร ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน วันนี้กำลังดำเนินการอยู่ อย่าต่อต้านมากนัก ที่ผ่านมาอยากทำอะไรก็ทำ เขาเขียนกฎหมายมายังไม่รู้เลยว่าการพูดจาเป็นเท็จคืออะไร การใช้ความรุนแรง การพูดจาหยาบคายไม่รู้ ไม่เข้าใจหรือ ต้องมาแปลอีกหรือ ถ้าแปลอย่างนี้เป็นอย่างนี้ แสดงว่าการเรียนรู้ทำไม่ได้ เรียนมาสูงเสียเปล่า”

ขึงขังงัด ก.ม.กำราบพวกบิดเบือน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขณะเดียวกันเราต้องทำให้ต่างชาติเห็นว่าประเทศไทยมีแต่รอยยิ้ม ที่ผ่านมามีแต่แยกเขี้ยวตีใส่กันทุกวัน หลายคนจะกลับไปที่เก่าอีก ต้องช่วยกันอย่าไปร่วมมือแบบนี้ เรื่องประชาธิปไตยก็ว่าไป ตนไม่ขัดแย้งด้วย แค่อยากให้เป็นประชาธิปไตยที่แข็งแรง ไม่เอียงไปเอียงมาจนเกือบจะล้ม และล้มไปแล้ว ที่เข้ามา ไม่ได้ยึดอำนาจนายกฯ แต่เพราะไม่มีนายกฯ ไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม ใช้งบประมาณไม่ได้ จึงต้องเข้ามา ไม่เช่นนั้นวันนี้จะล้มทั้งหมด เข้าใจหรือยัง รวมถึงยิงโน้น ยิงนี่ วัดพระแก้วยังโดน ใครทำมันทำได้อย่างไร หัวใจคนไทย ศาสนาพุทธ ส่วนใครทำไปหามา บิดเบือนกันอยู่นั่นทุกวัน แล้วจะให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการทั้งหมด ตนไม่ทะเลาะด้วย

ลั่นต้องช่วยกันอย่าให้วุ่นจนถึง 7 ส.ค.

“ต่อให้ตายก็ยอม พวกผมอุทิศไปแล้วทั้งตัวและหัวใจ ผมเสี่ยงอันตรายเข้ามา วันหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ผมต้องทำ เพราะเห็นพวกท่านไม่มีความสุขไม่ได้ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ วันนี้ปรับตัวทั้งหมด ต้องปรับตัวเข้าหากัน จะได้ไม่เป็นสังคมที่มีความรุนแรง ไม่บังคับใช้กฎหมายมากเกินจำเป็น เพราะขนาดกฎหมายเก่ายังไม่เชื่อเลย วันหน้าคอยดูแล้วกัน และจากวันนี้จนถึงวันที่ 7 ส.ค.ต้องช่วยผมนะ อย่าให้วุ่นวาย อย่าไปเป็นเครื่องมือเขา อย่าไปคิดว่าเดี๋ยวเขาเข้ามาแล้วจะปรับค่าแรงเป็น 400-500 บาท มันเป็นไปไม่ได้ จะเอาเงินที่ไหน ข้าวเกวียนละเท่าไหร่ ยังอยู่ในคลังขายไม่ออก ขายไม่ได้ มีข้าวปลอมปนเยอะแยะ ถูกหรือผิดผมไม่รู้ พูดไปก็โดนด่าอีก แต่ผมไม่กลัว” นายกฯกล่าว

“ปนัดดา” กระตุกยึดพื้นที่คนเนรคุณชาติ

ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า นักปราชญ์ราชบัณฑิตตะวันตกวิเคราะห์เคยวิเคราะห์ว่า คุณงามความดีใครที่สร้างทั้งชีวิต จะหมดสิ้นเมื่อก้าวเข้ามาเป็นนักการเมืองเต็มตัว ใครที่คิดว่าเก่งเพียงผู้เดียว ขาดคุณไม่ได้ นั่นแปลว่า วันสุดท้ายของคุณอยู่อีกไม่ไกล และยังพูดแต่เรื่องผลประโยชน์ ความร่ำรวย ถือพรรคพวก วงศาคณาญาติ เป็นสี เป็นฝ่าย เป็นศัตรู ลบหลู่ดูหมิ่นสถาบันสำคัญ ชอบคนรวยแม้โกงกินทุจริตไม่โปร่งใส นั่นคือจุดจบและความล่มสลายประชาธิปไตย คนเป็นนักปกครองนักบริหาร และพลเมืองดีของชาติ ต้องเป็นคนดี ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มีปัญญาที่เป็นกุญแจชีวิต ไม่ให้พื้นที่คนคดโกง คนเนรคุณชาติ เนรคุณแผ่นดิน

“ปู” สอนเชิง “บิ๊กตู่” เปิดใจฟังเสียงวิจารณ์

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กว่า วันนี้ขออนุญาตเขียนถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หน่อย เพราะแม้ว่าวันนี้สถานะเราจะต่างกัน แต่เมื่อก่อนเราก็เคยร่วมงานกัน เคยอยู่ในสถานะเช่นท่านมาก่อน แม้ว่าที่มาที่ไปของเราจะต่างกัน จึงเข้าใจความรู้สึกของท่านเวลาถูกต่อว่าต่างๆนานา ในฐานะที่เป็นผู้นำถือเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องพร้อมเปิดใจรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในด้านดีและด้านลบ ที่มีต่อตัวเอง หรือรัฐบาล เพราะตนเคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ต้องเป็นฝ่ายอดทนมาโดยตลอด ย่อมเข้าใจความรู้สึกท่านดี เพียงแต่ตนไม่สามารถที่จะออกกฎหมายหรือคำสั่งการใดๆให้เป็นกฎหมายได้เช่นท่าน

ยกคำพูดย้อนศรใช้ ก.ม.บังคับยิ่งเลวร้าย

“ซึ่งเมื่อก่อนท่านก็เคยพูดกับดิฉันว่า ยามบ้านเมืองแตกแยก ถ้าคิดแต่เอากฎหมายมาปลดคนนั้นคนนี้ออก เพียงเพราะไม่สนองตอบนโยบาย หรือเอากฎหมายมาใช้บังคับคนให้ทำงานตามคำสั่ง จะยิ่งทำให้สถานการณ์มันแย่และเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ ซึ่งดิฉันก็พูดมาโดยตลอดว่าคนที่มีความคิดเห็นต่าง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้บ้านเมืองแตกแยก แต่จะเป็นการดีที่จะได้ช่วยกันแสดงความคิดความเห็นในการพัฒนาประเทศมากกว่า วันนี้ดิฉันจึงอยากจะขอฝากสิ่งที่ท่านเคยพูดไว้ หวังว่าท่านคงจะไม่ลืม และนำไปใช้เช่นเดียวกัน ตามที่เคยบอกกับดิฉันเมื่อสองปีที่แล้วนะคะ”

“จตุพร” โวยเป็นเวลาของปืนไม่ใช่ ก.ม.

วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกลผ่านทางยูทูบ ถึงกรณี คสช.แจ้งความเอาผิด 8 ผู้ดูแลเพจ “เรารัก พล.อ.ประยุทธ์” ตามมาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา กรณียั่วยุปลุกปั่นว่า เป็นการยัดเยียดความผิดให้ประชาชน ซึ่งไม่มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามคำร้องของ พล.ต.วิจารณ์ จุดแดง หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ คสช.แต่อย่างใด ผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ไม่มีพฤติการณ์เข้าข่ายมาตรา 116 เพราะเพจล้อเลียนไม่ได้ทำให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร หากไม่ต้องการให้ใครมาล้อเลียน ก็อย่ามาเป็นนายกรัฐมนตรี การเป็นนายกฯต้องถูกวิจารณ์ได้ การตั้งข้อหามาตรา 116 ทำกันไม่ต่างจากกรณีที่เคยเขียนผังล้มเจ้า และการสร้างผังขอนแก่นโมเดล การตั้งข้อหากันแบบนี้ ทำให้พังกันมามากแล้ว เห็นด้วยกับการกล่าวของนายวัฒนา เมืองสุข ว่า มันเป็นเวลาของปืน ไม่ใช่เวลาของกฎหมาย

ทวงสิทธิ์ให้ได้เท่าเทียมกับ กรธ.

นายจตุพรกล่าวว่า ส่วนที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. โพสต์เฟซบุ๊กขยายความ 10 ข้อทำได้ และ 10 ข้อห้ามทำเรื่องประชามตินั้น ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายไปมาก แต่กรณีนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญถึงบ้านเพื่อให้ผ่านประชามติจะเข้าข่ายเป็นการรณรงค์ทำได้หรือไม่ ตนอยากให้ฝ่ายไม่รับทำได้เช่นเดียวกัน โดยให้ไปเคาะประตูทุกบ้านด้วยคำพูดสุภาพว่า ไม่รับครับ อยากให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ทำประชามติให้ถล่มทลายโดยไม่ต้องไม่อายพม่า และขอให้เป็นหูเป็นตาจับตาด้วย ถ้าพบการทำผิดขอแจ้งมาที่ นปช.เพื่อจะได้ดำเนินการ รวมทั้ง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เกลียดการโกงควรมาร่วมกันจัดการ ควรเปิดกว้างให้นานาชาติมาสังเกตการณ์ทำประชามติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกว่าเสียหาย

“เต้น” ซัดหยุด 8 คนแต่ปลุกคนลุกฮือ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.กล่าวว่า การจับกุมคุมขังและใช้อำนาจกับผู้เห็นต่างเป็นแผนของรัฐบาลที่เลือกใช้วิธีนี้ในช่วงการทำประชามติ ต้องแลกกับต้นทุนทางการเมืองมหาศาล ไม่แน่ใจว่าปัจจุบันรัฐบาลมีต้นทุนพอที่จะใช้อำนาจแบบนี้ได้มากน้อยแค่ไหน การชี้ว่าทำเพจล้อเลียนนายกฯ เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงนำไปสู่การจำขัง หยุดความเคลื่อนไหวนักกิจกรรมในโซเชียล 8 คน แต่ได้ปลุกคนจำนวนมากให้ตื่นจากภวังค์ แล้วตั้งคำถามว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทั่วโลกรับรู้ว่าผู้นำประเทศกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือล้อเลียนเป็นของคู่กัน มีบางประเทศเท่านั้นที่ทำไม่ได้ เวลานายกฯแนะนำให้ดูละครพูดถึงซีรีส์ของเกาหลีใต้ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมชีวิตจริง กลับสร้างซีรีส์เกาหลีเหนือให้คนไทยดู คนเหล่านี้เป็นเพียงหนุ่มสาวที่เห็นต่าง อาจมีความคึกคะนองบ้าง แต่ไม่ใช่อาชญากรที่ต้องไปอยู่ในเรือนจำ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการทุกขั้นตอนให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพิจารณาคำร้องขอประกันตัวของศาลทหาร โดยทนายความจะไปยื่นในวันที่ 2 พ.ค.

ป้อง “โอ๊ค” เป็นจำเลยทั้งที่ไร้หลักฐาน

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า การระบุชื่อบุคคลต่างๆในผังที่เป็นข่าว เป็นการเอามาเกี่ยวไว้ลอยๆ โดยเฉพาะนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้จ่ายเงินค่าจ้าง ไม่มีการแสดงหลักฐาน และไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา แต่เอามาเป็นจำเลยทางการเมือง นายกฯไปพูดที่ไหนมักมีลูกเล่นให้คนฮา และดูเหมือนทีมการเมืองของรัฐบาลจะถือเป็นตัวชี้วัดความนิยมด้วย ถ้างานไหนฮามากแสดงว่าคนชื่นชอบมาก ไม่นึกว่าอยู่ๆจะไปไล่จับเด็กที่ไปทำเพจล้อเลียนได้

“อุดมเดช” ติงต้องระวังยึดระเบียบ กกต.

นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงหลักเกณฑ์สิ่งใดทำได้ทำไม่ได้ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญระบุว่า เมื่อเป็นระเบียบที่ กกต.พิจารณาออกมาแล้ว อาจมีทั้งเหมาะสมและไม่เหมาะสมก็ต้องปฏิบัติตาม ขอเตือนคนที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญว่าจะวิจารณ์อะไร ต้องใช้ความระมัดระวังให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน และต้องไม่ขัดกับระเบียบดังกล่าว เพราะ กกต.จะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจแจ้งข้อกล่าวหา หากมีการฟ้องร้องถึงศาล จะเป็นภาระของผู้ถูกกล่าวหาอีกยาว

“สุดารัตน์” แนะให้เห็นต่างอย่างสร้างสรรค์

เมื่อเวลา 19.00 น. ที่วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีต รมว.สาธารณสุข และอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ได้จัดงานครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 55 โดยมีการสวดมนต์ในพระอุโบสถและบริเวณรอบข้างเพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าภาพและผู้ร่วมงานจำนวนมาก โดยปีนี้คุณหญิงสุดารัตน์แจ้งผู้เข้าร่วมงานว่า ของดรับดอกไม้หรือ ของขวัญ แต่ขอให้บริจาคเงินเพื่อรวบรวมมอบให้กับ วัดในพื้นที่ประสบภัยแล้งเพื่อสร้างแท็งก์น้ำต่อไป ทั้งนี้ มีแกนนำพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมอย่างคึกคัก อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค เพื่อไทย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรค เพื่อไทย รวมถึงกลุ่มอดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อาทิ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.ไอซีที และนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวถึงกรณีที่ กกต.ประกาศหลักเกณฑ์การรณรงค์ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า กติกาของ กกต.ที่ออกมายิ่งทำให้เป็นห่วง เพราะมีข้อห้ามในการแสดงความเห็นมากมาย ท้ายที่สุดอาจจะไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลและ คสช.เอง เพราะอาจจะมีปัญหาการยอมรับและผลการโหวตออกเสียงประชามติ ตนติงมาด้วยความห่วงใย อยากให้ทุกอย่าง เป็นไปในทางที่จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับบนพื้นฐานของความเห็นต่างที่สร้างสรรค์

“องอาจ” สวดประชามติต้องไม่มัดมือชก

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการออกเสียงประชามติว่า เมื่อพิจารณาสาระของกฎหมายประชามติและบรรยากาศของการทำประชามติแล้วพบว่า เป็นไปในลักษณะมัดมือชก เพราะมาตรา 10 ของกฎหมายประชามติ เปิดโอกาสให้ กรธ.หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เผยแพร่และประชาสัมพันธ์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนทราบได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการจูงใจ สามารถใช้ข้าราชการของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน นับแสนคนออกไปอธิบายถึงร่างรัฐธรรมนูญ เชื่อได้ว่าคงประชาสัมพันธ์ถึงข้อดีของรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับ สนช.ที่จะประชาสัมพันธ์ถึงข้อดีของคำถามพ่วง ที่ให้ ส.ว.สรรหาขั้นสุดท้ายของ คสช.มีสิทธิเลือกนายกฯได้ แต่ในส่วนของผู้ที่เห็นต่าง กลับไม่สามารถพูดถึงความเห็นที่แตกต่าง หรือข้อเสียในรัฐธรรมนูญได้ อีกทั้งไม่มีหน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ งบประมาณของรัฐ ร่วมมือสนับสนุนการที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายหนึ่งพูดถึงข้อดี แต่ไม่เอื้อประโยชน์ให้อีกฝ่ายหนึ่งพูดถึงข้อเสียได้ เท่ากับเป็นการมัดมือชก ทางที่ดีรัฐควรเปิดพื้นที่ร่วมมือ สนับสนุนให้ผู้เห็นต่างทำได้เช่นเดียวกับที่ กรธ.ทำ จะถือว่าเป็นการทำประชามติที่เสรีและเป็นธรรม

ยังมีเวลาเปิดเวทีโดยเสรีและเป็นธรรม

นายองอาจกล่าวต่อว่า “เราจึงควรช่วยกันทำให้เกิดการยอมรับผลของการออกเสียงประชามติ โดยเปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญมีโอกาสถกแถลง แสดงออกด้วยข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนรอบด้านอย่างเท่าเทียม ซึ่งยังมีเวลาอีกหลายเดือนก่อนจะถึงวันออกเสียงประชามติ ผู้มีอำนาจ และ กกต. ควรใช้ช่วงเวลานี้ทำให้บรรยากาศการทำประชามติเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เสรี และเป็นธรรม” นายองอาจกล่าว

“วัชระ” เหน็บรู้ทันมุกเดิมเพื่อนเก่า

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจโชว์ใบเสร็จว่านายพานทองแท้ ชินวัตร จ่ายเงินจ้างทำเพจล้อเลียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯให้เป็นตัวตลกว่า เป็นมุกเก่าที่ใช้มาตลอด ตำรวจไม่ควรสนใจ แต่ควรปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะถ้าตำรวจหลงกล นายจตุพรอาจอ้างอีกว่าเป็นหลักฐานปลอม เหมือนคนเสื้อแดงที่ทำความผิดแล้วถูกจับได้พร้อมหลักฐาน นายจตุพรยังแถลงหน้าตาเฉยว่าเป็นคนเสื้อแดงปลอมทุกครั้ง จึงขอให้ตำรวจรวบรวมหลักฐานทำสำนวนส่งอัยการฟ้องศาล อย่าใช้วิธีที่เคยทำในสมัยรัฐบาลทักษิณ และยิ่งลักษณ์ เว้นแต่ว่ายังมีตำรวจมะเขือเทศแอบแฝงอยู่เท่านั้น

จี้อัยการถอนประกันผิดคู่หูตู่–เต้น

นายวัชระกล่าวว่า ส่วนที่นายจตุพรสั่งเสียเรื่องอิสรภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลงนั้น “ผมไม่อยากให้นายจตุพรดราม่าหลอกคนเสื้อแดงไปมากกว่านี้ การเสียอิสรภาพ เพราะถูกขังหรือจำคุกเกิดจากนายจตุพรทำผิดกฎหมายเอง จะยกเว้นนายจตุพรให้อยู่เหนือกฎหมายได้อย่างไร ส่วนกรณีการเสียชีวิต ไม่เห็นโลงศพอย่าเพิ่งหลั่งน้ำตา นายจตุพรหรือนายพานทองแท้ทำอะไรไว้กับบ้านเมืองก็จะได้รับผลตามกฎแห่งกรรม ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แม้ว่าจะหนีไปอยู่ต่างประเทศก็ตาม จากพฤติกรรมการปลุกระดมของนายจตุพรและนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สองจำเลยที่ได้ประกันตัวในคดีก่อการร้าย น่าเข้าข่ายละเมิดเงื่อนไขศาล อัยการควรร้องขอถอนประกันแกนนำคนเสื้อแดงทั้งหมด เพื่อความสงบสุขของสังคม จะได้ไม่ใช้วาจาสร้างปัญหาให้บ้านเมืองอีกต่อไป”

สปท.ยำหลักเกณฑ์ กกต.สุดสับสน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวถึงการออกหลักเกณฑ์ของ กกต.ถึงสิ่งที่ทำได้และไม่ได้ในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า หลักเกณฑ์ที่ออกมาของ กกต.ยิ่งเขียนยิ่งสับสน เพราะสิ่งที่ห้ามทำในการทำประชามติเขียนไว้ชัดเจนแล้วในมาตรา 61 ของ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ แต่หลักเกณฑ์ที่ กกต.กำหนดขึ้นมา กลับไปเขียนมากกว่าเนื้อหาที่กฎหมายประชามติกำหนด ทำให้เกิดความคลุมเครือสับสนเช่น การห้ามรณรงค์ให้คนคล้อยตามเพื่อให้รับหรือไม่รับร่างที่มีลักษณะปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองนั้น หมายความว่า ถ้ารณรงค์ในลักษณะไม่ใช่การปลุกระดมสามารถทำได้ใช่หรือไม่ ซึ่งขัดต่อกฎหมายประชามติที่ห้ามรณรงค์เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ หรือการติดป้าย เข็มกลัด สติกเกอร์ เป็นการบุคคล ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ระบุว่า สามารถทำได้ แต่ให้พึง ระวังสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย สรุปแล้วหมายความว่าจะทำได้หรือไม่กันแน่ หลักเกณฑ์ที่ กกต.ออกมา จะทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการตีความของเจ้าหน้าที่ หากเป็นเช่นนี้ประชาชนจะไม่กล้าทำอะไร ไม่กล้าแสดงความเห็น เพราะกลัวสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายประชามติ

เย้ยระเบียบไม่เอื้อบรรยากาศ ปชต.

นายสมพงษ์ สระกวี สปท.การเมือง กล่าวว่า หลักเกณฑ์ของ กกต.ที่ออกมาเหมือนของเด็กเล่น มีข้อห้ามมากมาย ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย และไม่ช่วยสร้างบรรยากาศประชาธิปไตย ทั้งที่หลักการทำประชามติต้องรับฟังความเห็นของประชาชน หลักเกณฑ์ที่ออกมาทุกข้อดูแล้วยังคลุมเครือ จะมีความผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตีความของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติว่าจะตีความแบบหาเรื่องหรือไม่ ส่วนกรณีที่สมาชิก สปท.บางส่วนคัดค้านการให้สหประชาชาติและอียูเข้ามาสังเกตการณ์ทำประชามติ โดยระบุเป็นการชักศึกเข้าบ้านนั้น ส่วนตัวเห็นว่าไม่ใช่ชักศึกเข้าบ้าน แต่การเชิญคนมาสังเกตการณ์จะช่วยเป็นปากเสียงอธิบายและการันตีให้ประเทศอื่นๆเข้าใจได้ว่า ประเทศไทยกำลังเดินอยู่บนถนนไปสู่ประชาธิปไตย ไม่ถือว่ามีผลเสียแต่อย่างใด

“วันชัย” ห่วง คสช.เล่นไม้แข็งติดกับดัก

นายวันชัย สอนศิริ โฆษกกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ขณะนี้มีคนพวกหนึ่งพยายามโยนฟืนเข้ากองไฟให้เป็นไฟลามทุ่ง โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองที่ตรงข้ามกับ คสช. จะออกมาเคลื่อนไหวท้าทายอำนาจรัฐมากขึ้น ด้วยท่าทีจับเป็นจับ คุกเป็นคุก ดังนั้นรัฐบาลและ คสช.ต้องทันเกม อย่าไปเล่นตามเกม หรือติดกับดักคนพวกนี้ ต้องร่วมกันวางแผนกับผู้มีประสบการณ์เคลื่อนไหวทางการเมือง อย่าคิดว่าไม้แข็งจะเอาอยู่เสมอไปพลาดพลั้งอาจหักได้ ควรสุขุมมากกว่าทุกวันนี้ โดยเฉพาะการทำประชามติที่ท่วงทำนองการแสดงออกต้องเป็นบรรยากาศประชาธิปไตย แต่ยึดกฎกติกาตามที่กฎหมายกำหนด รัฐบาลและ คสช.ต้องชี้แจงว่า การทำประชามติครั้งนี้ ประชาชนต้องเป็นใหญ่ ตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ให้ใครมาจูงจมูก ใครจะแสดงความคิดเห็นตามกฎกติกาก็ว่ากันไป แต่ห้ามโน้มน้าวชักจูงรณรงค์ให้รับหรือไม่รับ ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะแตกแยกก่อนมีการเลือกตั้ง

สะกิด กกต.หยุดเล่นการเมืองกันเอง

นายวันชัยกล่าวว่า ส่วนตำรวจทหารและเจ้าหน้าที่ต้องทำเรื่องนี้ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ อย่าเที่ยวจับดะ เล่นไม้แข็งไปหมด ผลเสียที่สะท้อนกลับมาจะกระทบ คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์– โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ดังนั้น กกต. ในฐานะเจ้าภาพเรื่องประชามติต้องเป็นหลักทำงานอย่างเป็นเอกภาพ จากการทำงานในครั้งนี้ของ กกต.ถือเป็นครั้งแรกที่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาล คสช. และทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี จึงต้องทำงานให้ประชาชนมั่นใจว่าจะจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้อย่างดี ถ้าครั้งนี้ทำไม่ได้ ครั้งต่อไปคงสิ้นหวัง กกต.ต้องเป็นหลักกำกับกฎกติกาอย่าเล่นการเมืองกันเอง ลำพังแค่นักการเมืองเล่นการเมืองก็วุ่นพอแล้ว ขืน กกต.มาเล่นการเมืองกันเอง ก็ยุ่งกันไปใหญ่

ประธาน กกต.แจงซ้ำทำได้–ไม่ได้

วันเดียวกัน นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าประกาศ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติไม่ชัดเจนว่า ขอชี้แจงหลักการง่ายๆ ถ้าการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเป็นไปโดยสุจริต ไม่ปลุกระดม ไม่ขัดต่อหลักกฎหมายสามารถทำได้เลย ยกตัวอย่าง ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร แสดงเหตุผลออกมาในเชิงวิชาการ แบบนี้ทำได้ แต่หากปลุกระดมว่าไม่ควรรับร่างรัฐธรรมนูญ แบบนี้ทำไม่ได้ แม้กระทั่ง กรธ.จะไปปลุกระดมให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญก็ทำไม่ได้เช่นกัน

ปลอบประชาชนอย่าวิตกเกินเหตุ

นายศุภชัยกล่าวอีกว่า คนที่ทำหน้าที่ชี้ว่าสิ่งใดผิดหรือไม่ผิดคือศาลยุติธรรม ตอนนี้ กกต.ออกแนวทางปฏิบัติทำได้ 6 ข้อ ทำไม่ได้ 8 ข้อ ถ้าหลังจากนี้จะมีสิ่งใดอีก กกต.ก็จะออกเป็นประกาศเพิ่มเติมต่อไป ขณะนี้ กกต.ก็กำลังทยอยคิดอยู่ แต่เอาง่ายๆการวิจารณ์ถ้าอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตใจทำได้ การโพสต์ข้อความอย่าไปปลุกระดม หรือใช้ถ้อยคำที่หยาบคายก้าวร้าว รุนแรง ขอประชาชนอย่ากังวลเกินเหตุกับแนวทางต่างๆที่ออกมา หากปฏิบัติตามกรอบกฎหมายก็ไม่ต้องไปกังวลอะไร และตนอยากขอให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิกันให้มาก ส่วนจะมีความเห็นอย่างไรก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของทุกคน

“สมชัย” โต้ออกกฎไม่ได้มโนนึกเอง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีการตั้งข้อสังเกตว่าประกาศ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติไม่ชัดเจน ว่า การพิจารณาของ กกต.เป็นการนำคำถามของสังคมที่ถามว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ ไม่ได้เขียนมาจากการนึกขึ้นเอง แต่เมื่อต้องเขียนเป็นภาษาทางกฎหมาย จำเป็นต้องเขียนให้กระชับ ไม่สามารถแยกย่อยรายละเอียดลงไปได้ หากออกประกาศแบบลงรายละเอียดมากขนาดนั้น เกรงว่าจะเป็นประกาศที่มีความยาวมหาศาล จนคนทั้งโลกจะตื่นตระหนกหลักการดังกล่าวเชื่อว่าตอบคำถามต่างๆ ของสังคมได้พอสมควร ว่าอะไรทำได้ทำไม่ได้และตอบโจทย์ทุกรูปธรรมที่สังคมสงสัย แต่แม้ว่าบอกว่าทำได้หรือไม่ได้ เมื่อมีการกระทำเกิดขึ้นมีคนฟ้องร้องก็อยู่ที่ศาลวินิจฉัย สิ่งที่บอกว่าทำได้ เมื่อคดีถึงศาลผลอาจจะออกมาตรงข้ามก็ได้ การบอกว่ามาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการที่เข้มงวดถือว่าเข้าใจผิด เพราะถือว่าผ่อนปรนมากกว่าปกติ และเป็นแนวทางที่ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่แล้ว เพียงแต่ว่าสิทธิเสรีภาพถูกจำกัดว่าจะต้องไม่หยาบคาย เป็นเท็จ หรือปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

กรธ.อุ่นใจกฎเหล็กช่วยลดวิชามาร

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าวถึงแผนงานประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญว่า แผนการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญจะชัดเจนสัปดาห์นี้ กรธ.จะจัดทำเอกสารข้อมูลประกอบการอบรมวิทยากร และการเผยแพร่ต่อสาธารณะว่าจะเน้นประเด็นใด ควรมีรายละเอียดที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้นอย่างไรบ้าง ส่วนประกาศ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ ทำได้ 6 ข้อ ทำไม่ได้ 8 ข้อ เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยให้วิชามารต่างๆ ลดน้อยลงและทำให้การทำงานของ กรธ.ง่ายขึ้น เพราะสิ่งที่ กรธ. พบเจอไม่ใช่ปัญหาความไม่เข้าใจ แต่เป็นปัญหากลุ่มต่อต้านมากกว่า เมื่อกลุ่มเขาไม่ชอบการใช้อำนาจที่เขาไม่ได้มีส่วนร่วม ก็คิดหาวิธีว่าจะมีจุดใดที่แสดงคัดค้านได้บ้าง เมื่อถามว่า การแสดงสัญลักษณ์และท่าทีของกลุ่มต่างๆ จะมีผลต่อการลงพื้นที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า กรณีนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะดูแลความเรียบร้อยพิจารณาความเหมาะสมว่า สิ่งใดทำได้หรือไม่ได้ กรธ.ไม่ได้อยู่ในฐานะของคนที่จะไปบังคับใช้กฎหมายโดยตรง ตรงกันข้ามเรากลับต้องพิจารณาว่าตัว กรธ.เอง หรือคนที่มาช่วยงาน กรธ.ทำเกินไปกว่าสิ่งที่กฎหมายกำหนดไว้

โพลชี้เสียงรับ–ไม่รับ รธน.ยังไม่ทิ้งขาด

วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ผลสำรวจครั้งที่ 1 : การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559” ระหว่างวันที่ 25-26 เม.ย. จากผู้มีอายุ 18 ปี ขึ้นไปทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,500 หน่วยตัวอย่าง โดยถามถึงการตัดสินใจของประชาชนเกี่ยวกับการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พบว่า ร้อยละ 38.20 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 35.87 ไปลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 14 ระบุว่าไปใช้สิทธิ แต่ไม่มีมติไปทางใดทางหนึ่งชัดเจน และร้อยละ 11.93 ไปลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อถามถึงการตัดสินใจของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอการให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สรรหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี มีสิทธิร่วมกับ ส.ส.โหวตเลือกนายกฯ ร้อยละ 38.20 ระบุว่าไปลงมติเห็นด้วย ร้อยละ 29.40 ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 26.27 ไปลงมติไม่เห็นด้วย และร้อยละ 6.13 ไปใช้สิทธิ แต่ไม่มีมติไปทางใดทางหนึ่งชัดเจน

ชาวบ้านยังได้ประโยชน์จาก พท.–ปชป.

ด้านสำนักวิจัย ซูปเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่องประชาชนคิดอย่างไรต่อประโยชน์ที่ได้รับจากพรรคการเมือง กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งใน 15 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงราย เชียงใหม่ พิษณุโลก นครราชสีมา มุกดาหาร ขอนแก่น อุดรธานี ปทุมธานี ลพบุรี นครปฐม ชลบุรี นครศรีธรรมราช สงขลา และนราธิวาส ทั้งสิ้น 6,161 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1-30 เม.ย. พบว่า ร้อยละ 30.3 ระบุได้รับประโยชน์มากจากพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 18.8 จากพรรคประชาธิปัตย์ และร้อยละ 10.0 จากพรรคอื่นๆ เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่าคนในภาคใต้ระบุได้ประโยชน์จากพรรคการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าภูมิภาคอื่น โดยได้รับจากพรรคเพื่อไทยร้อยละ 35.8 และได้รับจากพรรคประชาธิปัตย์ร้อยละ 46.5

23 พ.ค.จ่ายเยียวยาเหยื่อม็อบปี 56–57

นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาช่วยเหลือเยียวยาด้านการเงินตามหลักมนุษยธรรม แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ปี 2556-2557 หลัง พส. เปิดให้ผู้รับลงทะเบียนยื่นคำร้องรับเงินเยียวยาระหว่าง วันที่ 17 ก.พ.-17 มี.ค.ว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ประชุมคณะอนุกรรมการช่วยเหลือเยียวยาด้านการเงินตามหลักมนุษยธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง พิจารณาข้อมูลผู้ยื่นคำร้อง ยังพบปัญหาส่วนหนึ่งที่มีการยื่นใบรับรองจากคลินิกซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบ ที่ต้องเป็นใบรับรองจากโรงพยาบาล จึงต้องใช้เวลาพิสูจน์ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานแล้ว โดยจะพิจารณารายละเอียดอีกครั้งวันที่ 11 พ.ค. เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่าจะมีการจ่ายเงินเยียวยาลอตแรกให้กับผู้ได้รับผลกระทบประเภทเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ผ่านการพิจารณาแล้วในวันที่ 23 พ.ค.กว่า 100 ราย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม.จะเป็นประธานพิธีมอบ ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอขออนุมัติงบฯกลาง จากสำนักงบประมาณที่ได้กันงบฯไว้แล้ว 120 ล้านบาท โดยผู้เสียชีวิตจะจ่ายเยียวยา 400,000 บาท ทุพพลภาพ 200,000 บาท บาดเจ็บสาหัส 100,000 บาท บาดเจ็บ 60,000 บาท และบาดเจ็บเล็กน้อย 20,000 บาท

นายกฯ–ครม.เจ้าภาพสวดศพ “บรรหาร”

เมื่อเวลา 19.00 น. ที่ศาลา 1 (เตชะอิทธิพร) วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ นำคณะรัฐมนตรี อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ร่วมเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล นักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่น 18 นักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT.) รุ่น 5 นอกจากนี้ผู้แทนจากสถานทูตออสเตรเลีย โดยนายพอล โรบิลลิอาร์ด เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย และ น.ส.ออคเทเวีย บอร์ทวิค อัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยพร้อมเจ้าหน้าที่สถานทูต ได้เข้าคารวะศพนายบรรหารด้วย

ตร.พรึบสกัดกิจกรรม “กลุ่มโต้กลับ”

ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ช่องนนทรี เมื่อเวลา 15.00 น. พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบก.น.5 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน บก.น.5 พร้อมกำลังตำรวจชุดควบคุมฝูงชน สนธิกำลังกับตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ สน.ยานาวา กว่าร้อยนาย เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณทางเดินสกายวอล์ก และลานหน้าสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี เตรียมสกัดกั้นการรวมตัวของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ที่นัดหมายผ่านโซเชียลมีเดีย จัดกิจกรรม “โพสต์-สิทธิ” เพื่อเขียนข้อความประกาศอิสรภาพประชาชน เรียกร้องให้ปล่อยตัว 9 ผู้ต้องหาคดีความมั่นคง มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากการทำเฟซบุ๊กเพจล้อเลียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ โดยให้สำนักงานเขตบางรัก นำแผงรั้วเหล็กล้อมรอบลานหน้าสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี อนุญาตให้แค่คนเดินผ่านแต่ไม่ให้ทำกิจกรรมใดๆ ขณะที่ทางเดินสกายวอล์กรอบสถานี กำลังชุดควบคุมฝูงชน บก.น.5 ตั้งแถวยืนเรียง เฝ้าสังเกตการณ์คนเดินผ่านไปมา

รวบ “จ่านิว” กับพวกติดโพสต์อิทเกะกะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนั้นเริ่มมีมวลชนต่อต้านการรัฐประหาร และแนวร่วมกลุ่มพลมืองโต้กลับหลายสิบคนทยอยมารวมตัวกัน แต่ยังไม่ได้ทำกิจกรรม กระทั่งเวลา 16.10 น. นายสิรวิชญ์ เสรี-ธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรม-ศาสตร์ เดินทางมาถึงพร้อมลังกระดาษโพสต์อิทและปากกา พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบก.น.5 เข้าไปเจรจาสอบถาม นายสิรวิชญ์ชี้แจงว่าแค่มาติดกระดาษโพสต์อิท ผบก.น.5 ก็ไม่ได้ห้าม แต่เมื่อนายสิรวิชญ์เตรียมจะเริ่มแจกกระดาษโพสต์อิท พ.ต.ท.สุธี เสน่ห์ลักษณา ผบก.ป.สน.ทุ่งมหาเมฆ นำกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งฝ่าวงล้อมสื่อมวลชนเข้าประชิดตัวจ่านิวเชิญตัวไป สน.ทุ่งมหาเมฆ แจ้ง เหตุผลว่า ทำให้เกะกะขวางทางผู้สัญจรไปมา จนโต้เถียงกันอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จ่านิวจะโปรยกระดาษโพสต์อิทประกาศให้มวลชนเริ่มติดโพสต์อิทตามที่นัดหมายไว้แล้วจึงยอมไปโรงพัก ซึ่งตำรวจควบคุม น.ส.ฐิตารีย์ อุทยานุกูลศิริกุล ที่ติดกระดาษโพสต์อิทต่อหน้าเจ้าหน้าที่ไป สน.ทุ่งมหาเมฆ เมื่อมีมวลชนพลเมืองโต้กลับรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ และยืนกรานว่าจะติดกระดาษโพสต์อิท เรียกร้องสิทธิให้ผู้ถูกคุมขัง 9 คนให้ได้ ตำรวจควบคุมฝูงชน บก.น.5 ก็ยอมให้ติดได้เฉพาะมุมเสาต้นที่สองของทางเดินสกายวอล์กช่องนนทรี โดยควบคุมตัวนายกิตติธัช สุมาลย์นพ แนวร่วมกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา ที่ชูป้ายที่มีข้อความทางการเมืองมา สน.ทุ่งมหาเมฆอีกราย รวมผู้ถูกจับกุมตัวจากการทำกิจกรรมนี้ 3 คน

แจ้งข้อหาทิ้งขยะในที่สาธารณะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังควบคุมตัวอยู่นานกว่า 2 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ ได้แจ้งข้อหานายสิรวิชญ์ว่า “ทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยลงบนพื้นที่สาธารณะ” มาตรา 32 (1) ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 มีโทษปรับไม่เกิน 2 พันบาท ขณะที่ น.ส.ฐิตารีย์ถูกแจ้งข้อหาโฆษณาด้วยการติด ทิ้งหรือโปรยแผ่นประกาศหรือใบปลิวในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับหนังสืออนุญาต ตามมาตรา 10 พ.ร.บ.ความสะอาด โทษปรับ 5 พันบาท โดยทั้งคู่ให้การปฏิเสธ ทางพนักงานสอบสวนจึงขอนัดตรวจสอบประวัติและทำสำนวนส่งฟ้องภายใน 15 วัน ซึ่งในเบื้องต้นได้ปล่อยตัวนายสิรวิชญ์และ น.ส.ฐิตารีย์ไป

“บิ๊กตู่” ฉะกลัวคนโลภไม่ยำเกรง ก.ม.

ผู้สื่อข่าวรายงานทำเนียบรัฐบาลว่า จดหมายข่าวรัฐบาล เพื่อประชาชน ฉบับที่ 25 วันที่ 1 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้เขียนตอนหนึ่งในบทความคอลัมน์จากใจนายกรัฐมนตรีว่า วันที่ 5 พ.ค.ปีนี้ เป็นปีมหามงคล เป็นวันฉัตรมงคลเฉลิมฉลอง 70 ปี แห่งการครองราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “กษัตริย์ผู้พอเพียง” หากทรัพยากรบนโลกใบนี้มีพอสำหรับทุกคน แต่มีไม่เพียงพอสำหรับคนโลภแม้เพียงคนเดียว เป็นสัจธรรมที่น่ากลัวแล้ว ความโลภที่เป็นมิตรการทุจริต แต่เป็นศัตรูการสุจริต น่ากลัวยิ่งกว่า บางคนมือถือสากปากถือศีล ปล่อยความโลภฉุดลงสู่ที่ต่ำ ส่วนที่น่ากลัวสุดพวกกระทำบกพร่องโดยสุจริต ไม่ยำเกรงกฎหมายบ้านเมือง ควรยึดหลักทางสายกลาง พอใจในสิ่งที่ตนเองมี ไม่อยากได้อยากมี รู้จักทดแทน ขณะที่มิติการเมืองต้องไม่ปลูกนิสัยที่ผิด ไม่สร้างดีมานด์เทียม แต่ต้องสร้างจิตสำนึก สร้างจิตสาธารณะ ทำสังคมมีธรรมาภิบาล โดยกลไกประชารัฐ

“ประยุทธ์” ฮึ่มใช้ยาแรงงัดกฎหมายเด็ดขาด กำราบพวกบิดเบือน สวดคนแกว่งคอยป่วนเป็นรถสวนขบวนขับเคลื่อนประเทศ ยันไม่โกหกลุยโรดแม็ปเลือกตั้งปี 60 ลั่นทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่าให้วุ่นจนถึง 7 ส.ค. “ยิ่งลักษณ์” จัดหนักย้อนอดีตยกคำพูด 2 พ.ค. 2559 05:19 2 พ.ค. 2559 06:00 ไทยรัฐ