วางอนาคตประเทศไทย สถาบันเพิ่มผลผลิตปรับโฉมรับนโยบายรัฐ

ข่าว

    วางอนาคตประเทศไทย สถาบันเพิ่มผลผลิตปรับโฉมรับนโยบายรัฐ

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      2 พ.ค. 2559 05:30 น.

      “สถาบันเพิ่มผลผลิต” ปรับโฉมภารกิจ รับนโยบายรัฐบาล เล็งก้าวขึ้นเป็นหน่วยงานวางยุทธศาสตร์ระยะยาวของชาติ 20 ปี กำหนดแผนย่อย ผลักดันให้ไทยก้าวทัน กระแสโลก ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในทุกระดับ

      นายสันติ กนกธนาพร ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ เปิดเผยถึงแนวทางการปรับรูปแบบการทำงานตามนโยบายของรัฐบาล ว่า ขณะนี้สถาบันฯได้เตรียมที่จะปรับแนวทางการทำงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาล โดยจะมีการปรับบทบาทจากเดิม ที่มีหน้าที่ในภาคปฏิบัติฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ประกอบการในภาคการผลิต ไปเป็นหน่วยงานวางแผนทิศทางของประเทศไทยระยะยาวมากขึ้น

      เนื่องจากในขณะนี้แต่ละหน่วยงานภาครัฐล้วนแต่มีแผนระยะสั้น-ยาว ระยะ 3-5 ปี อยู่แล้ว แต่แผนในระยะยาวอีก 20 ปี ข้างหน้ายังไม่มีหน่วยงาน ที่รับผิดชอบในการคาดการณ์อนาคตระยะยาวอย่างจริงจัง ซึ่งในภาวการณ์ปัจจจุบัน การวางแผน ในระยะยาว เป็นสิ่งที่สำคัญเพราะจะต้องเตรียมพื้นฐานต่างๆให้สอดคล้องกับอนาคตในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งการมีเพียงแผน ระยะสั้นหรือกลาง ไม่เพียงพอต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

      “ถ้าเราสามารถรู้ได้ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเทคโนโลยี สังคม การใช้ชีวิต การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจต่างๆ ก็จะให้ประเทศไทยเตรียมวางแผนระยะสั้น รองรับปรับเปลี่ยนประเทศให้ไปใน ทิศทางแห่งอนาคต ซึ่งการที่ปรับตัวก้าวขึ้นไปได้ก่อน ก็จะทำให้ประเทศไทยก้าวมาเป็นประเทศชั้นนำได้ในอนาคต ซึ่งประเทศสิงคโปร์ได้ตั้งศูนย์แบบนี้ตั้งแต่ปี 1996 จึงทำให้ประสบความสำเร็จดังเช่นในปัจจุบันนี้”

      สำหรับการวางแผนระยะยาว จะกำหนดเป้าหมายในระยะสั้น 5 ปี 10 ปี และ 20 ปี ต้องปรับตัวไปในทิศทางใดบ้าง โดยจะกำหนดว่าในระยะเวลาช่วงดังกล่าว ในด้านสังคม เทคโนโลยี การเมือง และสิ่งแวดล้อมต่างๆ จะปรับเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วทำแผนย่อยในด้านต่างๆ เสนอแนะแนวทางการปรับปรุงแก้ไข และรับมือกับอนาคตที่เกิดขึ้น

      นอกจากนี้ จะมีการตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศ มีหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์ ลงลึกถึงแนวโน้มสินค้าที่สำคัญต่างๆว่าในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด เพราะว่าจากตัวอย่างสินค้าแบรนด์ดังหลายชนิดที่ผ่านมา เช่น โนเกีย แบล็กเบอร์รี่ ที่เคยก้าวขึ้นมานำในตลาดโลก เพียงไม่นานก็กลับก้าวไม่ทัน และตกกระแสโลกไปในที่สุด เพราะติด กับดักความสำเร็จเดิมทำให้ไม่ยอมปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับกระแสใหม่ๆของโลก ซึ่งศูนย์นี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นอนาคตของโลกได้อย่างชัดเจน ว่าต้องปรับตัวอย่างไร เพราะหากไปผิดทิศทาง แม้ พยายามทำดีแค่ไหน ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

      นายสันติ กล่าวว่า ในเรื่องของโครงสร้างการดำเนินงาน ก็จะมีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่อยู่ภายใต้อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ ไปเป็นหน่วยงานที่เป็นองค์กรมหาชน และมีรายได้ประจำจากภาครัฐเพิ่มขึ้น และมีหน้าที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น รวมทั้งยังสามารถหารายได้เสริมจากการศึกษาวางยุทธศาสตร์ ให้กับองค์กรต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณภาครัฐได้ส่วนหนึ่ง

      “ถ้าหากจะให้ประสิทธิภาพการผลิตเป็นแกนหลักของประเทศ ภาครัฐจะต้องเพิ่มบทบาท และงบประมาณให้กับสถาบันฯ เพื่อสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็ง ซึ่งอาจจะควบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือทำงานคล้ายคลึงกันเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเดียวกัน แล้วผลักดันให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาพรวมทั้งประเทศ”.

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 14:49 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์