วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"อึมครึม" กันไปภายใต้กฎเหล็ก

คลอดออกมาเรียบร้อยไปแล้ว “กฎเหล็ก” ของ กกต. “6 ข้อ ทำได้–8 ข้อทำไม่ได้” ไปหาอ่านกันนะครับ...เพราะถือเป็นเรื่องที่จะต้องพึงปฏิบัติกันทุกคน หากไปฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษที่รุนแรงถึงขั้นติดคุกหัวโต 10 ปีเลยทีเดียว

ที่ทำได้ 6 ข้อนั้นคงไม่ต้องไปกล่าวถึงมากนักเนื่องจากเป็นเรื่องพื้นๆในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงบุคคลสามารถดำเนินการได้ด้วยวิธีที่ไม่มีลักษณะผิดไปจากข้อเท็จจริง รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือข่มขู่และไม่ขัดต่อกฎหมายอื่นๆ

แต่ 8 ข้อทำไม่ได้นี่แหละสำคัญนักจึงขอสรุปเอาประเด็นสำคัญมากล่าวถึงเพื่อจะได้สาระที่ไม่ควรปฏิบัติ

1.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดมหรือข่มขู่

2.การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดมหรือข่มขู่ในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือส่งต่อข้อมูลในลักษณะดังกล่าว

3.การทำหรือส่งสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายอันเป็นลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดมหรือข่มขู่

4.การจัดสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชน ตามกฎหมาย เข้าร่วมและมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง

5.การชักชวนให้ใส่เสื้อหรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง

หรือการขายการแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าวในลักษณะรณรงค์ทั่วไป เพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง

6.การใช้เอกสารใบปลิวหรือแผ่นพับ ที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคายหรือปลุกระดมการเมือง

7.การรายงานข่าวหรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดมหรือสร้างความวุ่นวายในสังคม

8.การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคม เพื่อให้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีลักษณะการปลุกระดมหรือขัดขวางการออกเสียง

เป็นไงครับ...8 ข้อที่ทำไม่ได้

อย่าว่าแต่ผู้คนทั่วไปในสังคมเลยครับ...แม้แต่สื่อมวลชนอย่างพวกผมที่ต้องเสนอข่าวและเขียนบทความต่างๆก็ต้อง“อึดอัด” ไม่น้อย

เพราะขยับซ้ายก็ลํ้าเส้น ขยับขวาก็ยาก อยู่ตรงกลางก็ไม่ต้องแสดงความคิดเห็นอะไรกันแล้ว เนื่องจากกฎกติกาครอบคลุมไปทั้งหมด

มีเสียงจากนักการเมืองบอกว่า กกต.น่าจะกำหนดหลักเกณฑ์ให้แคบกว่านี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากกว่านี้

แต่ก็คงได้แต่พูดกันไปเท่านั้น เพราะคงไม่มีการแก้ไขอะไรแล้ว

เหนืออื่นใด สิ่งที่น่าพิจารณาก็คือเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ประชามตินั้นดูเหมือนจะครอบคลุมไปทั้งหมด

ขึ้นอยู่กับการ “ตีความ” มากกว่า

เพราะผู้บังคับใช้กฎหมายสามารถที่จะชี้ผิด-ถูกได้ตามที่ต้องการมากกว่าเหตุผล หรือความเป็นจริงในการแสดงความคิดเห็นด้วยเจตนารมณ์อะไร

เมื่อกำหนดกติกากว้างๆเอาไว้ว่า ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ไม่สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นเพื่อให้สาธารณะ

รับรู้ได้ เพราะถือว่าเป็นการโน้มน้าวให้คล้อยตาม

ก็ต้อง “อึมครึม” กันไปจนกว่ากฎหมายจะหมดวาระการบังคับใช้.

“สายล่อฟ้า”

1 พ.ค. 2559 11:22 1 พ.ค. 2559 11:22 ไทยรัฐ