วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พท.-ปชป.ฉะ ข้อห้ามกกต. กํากวม-คลุมเครือ

วัฒนาโพสต์เดือด! ย้อนรอย ‘ประยุทธ์’

ศาลทหารอนุญาตให้ฝากขัง “บุรินทร์” ผู้ต้องหาผิด ม.112-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ผัดแรก 12 วัน ไม่มีทนายยื่นประกัน เลขาฯสมช.ซัดแค่คนกลุ่มหนึ่งทำตัวเหนือกฎหมาย “ตู่” ท้าเหยงขอใบเสร็จเชื่อมโยง “โอ๊ค” เขียนผังเป็นตุเป็นตะทำไมไม่ออกหมายจับ ฉะไร้สติชาติเดียวในโลกตั้งข้อหาล้อเลียนนายกฯ “วัฒนา” เอาอีกโพสต์ยกภาษิตโรมัน “ท่ามกลางอาวุธ กฎหมายไม่มีเสียง” ตอก “บิ๊กตู่” ล้อเลียนคนอื่นได้แต่ทีตัวเองทำดิ้น เตือนละเมิดสิทธิหนักข้อขัดปฏิญญาสากล “ไก่อู” ไม่ให้ราคามองข้ามไปแล้ว ไม่ขอเสียสมาธิกับพวกผิด ก.ม. ปชป.ยุส่งสาวถึงใครจับให้หมด “จาตุรนต์-องอาจ” ประสานเสียงท้วงหลักเกณฑ์ กกต.ยังกำกวม เปิดช่อง จนท.รัฐตีความเล่นงานคนเห็นต่าง “สมชัย” โพสต์ขยายความ 10 ทำได้ 10 ทำไม่ได้ ห้ามเด็ดขาดเรื่องเท็จ-หยาบคาย ไม่ให้ปลุกระดมสร้างความวุ่นวาย กสม.ถล่ม จนท.รัฐ 90% ละเมิดสิทธิ

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้ มาตรการเด็ดขาดดำเนินคดีกลุ่มที่เคลื่อนไหวต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นการออกเสียงประชามติ ล่าสุดศาลทหารฯมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังนายบุรินทร์ อินติน 1 ใน 8 ผู้ต้องหาแล้ว

ศาลทหารอนุมัติฝากขัง “บุรินทร์”

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30 เม.ย. ที่ศาลทหารกรุงเทพ กรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง รอง ผกก.(สอบสวน) กก.3 บก. ปอท. คุมตัวนายบุรินทร์ อินติน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหาร ข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความ อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาตรา 14 (3) มายังศาลทหารกรุงเทพ เพื่อขอศาลฝากขังผัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.-11 พ.ค. ภายหลังศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง โดยไม่มีทนายจำเลยมายื่นประกันตัวแต่อย่างใด ก่อนคุมไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

กลุ่มแนวร่วมแห่เยี่ยม 8 ผู้ต้องหา

ต่อมาเวลา 11.00 น. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ นายปิยรัฐ จงเทพ นายกสมาคมเพื่อเพื่อน ที่คอยช่วยเหลือนักโทษคดีการเมือง นำกลุ่มญาติเข้าเยี่ยมแนวร่วม นปช. 8 ราย ที่ถูกคุมขัง กรณีทำเฟซบุ๊กเพจ ล้อเลียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จน ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยมีกลุ่มมวลชนเสื้อแดงนับสิบรายเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ อาทิ นายทรงชัย วิมลภัทรานนท์ น.ส.สุวรรณา ตาลเหล็ก แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือเอ็นดีเอ็ม ส่วน บรรยากาศบริเวณหน้าเรือนจำ มีกำลังตำรวจจาก สน.ประชาชื่น ดูแลความเรียบร้อย

ไร้เงาแกนนำ นปช.แต่กำลังใจยังดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ผู้ต้องหาเกือบทั้งหมดทำหน้าที่เป็นแอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนว ร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) และเว็บไซต์ยูดีดีไทยแลนด์ ของกลุ่ม นปช. แต่กลับไร้เงาแกนนำ นปช. แม้แต่สถานีโทรทัศน์พีซทีวีของ นปช. ก็ไม่มาติดตามทำข่าว จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาเยี่ยม 8 ผู้ต้องหา โดยนายปิยรัฐ จงเทพ กล่าวว่า ทั้ง 8 คนถูกควบคุมตัวอยู่ในแดน 1 สภาพจิตใจยังดี ส่วนใหญ่กังวลกับเรื่องครอบครัว แต่ ยังฝากให้กำลังใจคนที่อยู่ข้างนอกให้สู้ต่อ ทราบว่าศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกำลังเร่งหาช่องทางยื่นประกันตัวให้ได้ ก่อนครบกำหนดฝากขังผัดแรก ส่วนสมาคมเพื่อเพื่อน จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายและข้าวของที่ต้องใช้ในเรือนจำ ซึ่งวันที่ 2 พ.ค. นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แจ้งว่าจะมาเยี่ยมผู้ถูกคุมขังทั้ง 9 รายด้วย สำหรับ น.ส.ณัฏฐิกา วรธัยวิชญ์ ที่ถูกคุมตัวที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ทางผู้คุมยังไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยม ต้องรอไปจนถึงวันที่ 2 พ.ค. ถึงจะประสานได้อีกครั้ง

ซัดแค่คนกลุ่มหนึ่งหวังอยู่เหนือ ก.ม.

พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.ว่าด้วย การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีผลบังคับใช้ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกร่างประกาศว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ อะไรทำได้ ไม่ได้ ขอให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจและปฏิบัติตาม จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมาย เมื่อถามถึงการควบคุมตัวผู้ต้องหา 8 คน ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ฐานยั่วยุปลุกปั่น และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จะนำไปสู่ความวุ่นวายหรือไม่ เลขาธิการ สมช.ตอบว่า ถือเป็นคนเพียงกลุ่มหนึ่งที่พยายามอยู่เหนือกฎหมาย มองที่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง มองข้ามประโยชน์ส่วนรวม แล้วเราจะยอมให้คนกลุ่มนี้อยู่ร่วมกับประชาชนทั่วไปที่อยู่ใต้กฎหมายหรือ

“ตู่” ท้าขอใบเสร็จเชื่อมโยง “โอ๊ค”

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวในรายการมองไกลผ่านทางยูทูบว่า กรณี คสช.แจ้งข้อหา 8 ผู้ดูแลเพจ “เรารัก พล.อ.ประยุทธ์” เป็น การยัดข้อหาล้อเลียนนายกฯเข้าข่ายเป็นภัยความมั่นคง ซึ่งไม่มีประเทศใดทำกันแต่เกิดขึ้นที่ประเทศไทย อดีตนายกฯแทบทุกคนล้วนถูกล้อเลียนทั้งนั้น แต่ไม่มีใครแจ้งความดำเนินคดี มีการอ้างถึงแหล่ง เงินว่าได้รับการสนับสนุนจากนายชัยธัช รัตนจันทร์ ซึ่งสนิทและเป็นผู้รับฝากเงินจากนายพานทองแท้ ชินวัตร มาให้นายหฤษฎ์ มหาทน อีกทอด เพื่อนำมา จ้าง น.ส.ณัฎฐิกา วรธัณยวิชญ์ ทำเพจ เมื่อกล่าวหากันแบบนี้ต้องแสดงหลักฐานการโอนเงินให้กระจ่างชัด แผนผังที่นำมาแถลงข่าวที่มีรูปดำๆ เป็นไอ้โม่งอยู่ข้างบนสุด เพื่อให้เข้าใจว่าหมายถึงนายพานทองแท้ แล้วเหตุใดไม่ออกหมายจับ กลับมากล่าวหาลอยๆ ไม่มีหลักฐานมาแสดง

ฉะไร้สติตั้งข้อหาล้อเลียนนายกฯ

นายจตุพรกล่าวว่า ส่วนที่มีการกล่าวหาว่าเพจของตนต่อต้านและใส่ร้ายรัฐบาล แม้ไม่ชอบรัฐบาลจริง แต่ไม่ได้ต่อต้าน ถ้าต่อต้านไม่ได้อยู่กันแบบนี้แน่ การเขียนสำนวนตั้งข้อกล่าวหาแบบนี้ไร้สาระ ไร้สติ จะบ้าไปถึงไหน การเอาภาพนายกฯมา ล้อเลียนขำขัน เป็นภัยความมั่นคงมันบ้าจริงๆ ในโลกไม่มีข้อหาแบบนี้ ส่วนการเอารูปตนไปใส่ในแผนผังนั้น เพื่อให้มีหลักฐานควบคุมตัวให้เป็นคดีความมั่นคง อัตราโทษสูง คัดค้านการประกันตัว ส่วนที่นายกฯเปรียบตัวเองเป็นเม่น ต้องพองขนป้องกันตัวจากคนเกลียดนั้น ไม่มีใครรังแก พล.อ.ประยุทธ์ได้ และท่านไม่ใช่นายกฯคนแรกที่ถูกล้อเลียน ถ้าไม่ต้องการให้ล้อเลียนก็ต้องออกจากตำแหน่ง ต้องหัดขำบ้าง

“วัฒนา” โพสต์โต้แย้งข้อกล่าวหา

ช่วงเช้าวันเดียวกัน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ถึงการควบคุมตัวผู้ต้องหา 8 คน ในข้อหา ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ว่า นักกฎหมายทั่วโลกคงตกตะลึงกับข่าวการจับกุมมือโพสต์ทั้ง 8 คน ที่ล้อเลียน ทางการเมือง โดยนำภาพนายกฯพร้อมคำพูดขำๆ มาใส่แล้วโพสต์ลงในเพจ แต่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารข้อหาความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ และไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งความผิดตามมาตรา 116 ต้องมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน แต่เจตนาที่แท้จริงของทั้ง 8 คนตามคำขอฝากขัง คือต้องการทำให้รัฐบาลและนายกฯไร้ความสามารถในการบริหารประเทศ ซึ่งตรงกับพฤติกรรม จึงมองว่าไม่ครบองค์ประกอบความผิด ตามข้อกล่าวหา

ยกภาษิตโรมัน “กฎหมายไม่มีเสียง”

นายวัฒนาระบุอีกว่า ภาษิตกฎหมายโรมันที่ว่า “ท่ามกลางอาวุธ กฎหมายย่อมไม่มีเสียง” แสดงให้เห็นว่าการใช้อำนาจอาวุธแทนที่กฎหมาย เป็นวิถีปกติในสภาวะที่ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย การล้อเลียนผู้นำที่ทำกันมาทุกสมัย และไม่มีความผิด แม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ หัวหน้า คสช. ยังเคยล้อเลียนอดีตนายกฯว่า “ก้มหน้าอ่านโพย” แต่พอตัวเองถูกล้อเลียนบ้าง กลับถือเป็นความผิดเป็นภัยต่อความมั่นคง นายกฯบอกว่าไม่ชอบ คนที่เปิดประตูให้คนนอกมาทำลายประเทศ แต่ท่าน คงลืมไปว่าประชาคมโลกมีหลักการสำคัญคือ การไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ยกเว้นมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ประชาคมโลกจะเข้าแทรกแซงเพื่อมนุษยธรรม ดังนั้น การที่เขาสามารถเข้ามาเกี่ยวข้องกับเราได้ แปลว่าไทยกำลังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน คนที่ทำละเมิดคือคนที่เปิดประตู และสมควรถูกประณาม

เตือนใช้อำนาจขัดปฏิญญาสากล

นายวัฒนาระบุด้วยว่า ระวังการดำเนินคดีข้างต้นที่ผู้ทำมีเจตนาเพียงต้องการล้อเลียนผู้นำ แต่กลายเป็นภัยต่อความมั่นคง เพื่อเอาพลเรือนไปขึ้นศาลทหาร ซึ่งขัดกับข้อ 10 ของปฏิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชน และข้อ 14 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อันเป็นพันธกรณีระหว่างประเทศที่เราลงนามผูกพันไว้ อย่าลืมโกรธคนที่ตั้งข้อกล่าวหาด้วย เพราะนั่นคือคนที่เปิดประตูให้ประชาคมโลกเข้ามา

“ไก่อู” ไม่ให้ราคามองข้ามไปแล้ว

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงไปกำหนดกฎเกณฑ์กับ นายวัฒนา เมืองสุข ไม่ได้ เป็นเรื่องของเขา รัฐบาลและ คสช.ยึดขอบเขตกฎหมายอย่างเดียว คือถ้าทำผิดจับกุมดำเนินคดี และว่าไปตามขั้นตอน ถ้าอนุญาตให้ประกันตัวก็ประกันตัวไป วันนี้ยังไม่เห็นผล วันหน้าก็เห็นผล ถ้าใครไม่ชื่นชมสิ่งที่นายวัฒนาดำเนินการอยู่ ก็อย่าไปให้ความสนใจ ไม่อย่างนั้น สถานการณ์บ้านเมืองจะปั่นป่วน ส่วนผู้ต้องหา 8 คน ศาลจะเป็นผู้ตัดสิน สำหรับตนมองข้ามนายวัฒนาไปแล้ว ส่วนนายวัฒนาต้องการท้าทายหรือไม่อยู่ที่คนจะมอง เจ้าหน้าที่รัฐอาจมองว่าท้าทายก็ได้

ไม่ขอเสียสมาธิพวกผิดกฎหมาย

พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า ไม่อยากไปคิดเยอะไปกว่าเรื่องที่ควรจะคิด ถ้าเรามานั่งคิดทุกอย่างไปหมด ชีวิตก็ลำบาก เอาเป็นว่ารัฐบาลยึดหลักข้อกฎหมายเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เพื่อให้เดินต่อได้ตามโรดแม็ป นั่นคือการลงประชามติรับ หรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นถ้ารับก็เป็นรายละเอียดของการออกกฎหมายลูก เพื่อการเลือกตั้งต่อไป และเวลาเลือกตั้งคุยกันหลายรอบแล้ว นายกฯก็บอกปี 60 ก็เป็นไปตามนั้น รัฐบาลยืนยันทำทุกอย่างให้เป็นไปตามโรดแม็ป เพื่อให้มีการเลือกตั้งที่กำหนด ส่วนถ้าประชามติไม่ผ่าน นายกฯมีแนวทางของท่านอยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ เมื่อทุกคนอยากได้ประชาธิปไตย อยากได้เลือกตั้ง ก็ไปลงประชามติ จะมานั่งเสียสมาธิกับการทำผิดกฎหมายของแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายทำไม

“จาตุรนต์” ติหลักเกณฑ์กำกวม

ทางด้าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ลงเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญว่า ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้ให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ จึงไม่ดี ส่วนหลักเกณฑ์ของ กกต.เรื่องอะไรทำได้ ทำไม่ได้ ถ้าให้คะแนนก็ให้ได้แค่เกรดดี สอบระดับประถม คือ ผ่านแบบอ่อนมาก ที่ยังให้ผ่านเพราะอย่างน้อยยังทำให้เห็นว่าการแสดงความเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นได้ แต่โดยรวมหลักเกณฑ์ยังกำกวม เปิดช่องให้มีการตีความผิดๆในทางจำกัดเสรีภาพได้ง่าย

เชื่อผู้นำขอ 5 ปีทำตัดสินใจง่ายขึ้น

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกและหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติถึงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี เชื่อว่าจะทำให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินใจรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญง่ายขึ้น หากพิจารณาแนวคิดที่ขอเวลาดังกล่าว จะทำให้คิดได้เองว่าควรรับร่างฯหรือไม่ เพราะมีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ตนเองและครอบครัวประสบอยู่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประกอบการตัดสินใจในวันลงประชามติ

ปชป.บอกคลุมเครือไม่ตอบโจทย์

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลักเกณฑ์ 6 ข้อทำได้ และ 8 ข้อห้ามเกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญของ กกต. ยังไม่มีความชัดเจนปราศจากข้อสงสัยได้ บางข้อความยังคลุมเครืออาจถูกนำไปใช้ตีความเพื่อให้คุณ ให้โทษ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ตลอดเวลา ไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร หลักเกณฑ์ 6 ข้อที่ทำได้ ไม่มีอะไรใหม่เป็นเพียงการขยายความเนื้อหาสาระของกฎหมายในเชิงอธิบายเพิ่มเติม เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานที่วิญญูชนทั่วไปพึงกระทำได้อยู่แล้ว ส่วน 8 ข้อห้าม ก็เป็นข้อห้ามตามมาตรา 61 วรรคสอง ที่ห้ามการเผยแพร่ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่ ถึงแม้ไม่ออกหลักเกณฑ์เป็นข้อห้าม ก็ไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว

ขอ กกต.ทบทวนทำให้ชัดเจนกว่านี้

นายองอาจกล่าวต่อว่า ดังนั้นหลักเกณฑ์ของ กกต.ที่ยังไม่ชัดเจนนี้ ย่อมทำให้ผู้มีความเห็นต่างจากร่างรัฐธรรมนูญสุ่มเสี่ยงจะถูกดำเนินคดีตลอดเวลา รวมถึงสื่อมวลชนที่อาจต้องทำหน้าที่บนความไม่แน่นอน ถึงแม้จะปฏิบัติตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพด้วยความรับผิดชอบแล้วก็ตาม จึงฝากให้ กกต.ช่วยพิจารณาว่า จะมีหลักเกณฑ์ที่มีความชัดเจนมากกว่านี้ได้อย่างไร เพื่อให้ผู้เห็นต่างอย่างสุจริตใจมีพื้นที่แสดงความคิดเห็น และเผยแพร่ความคิดเห็นโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย

“วิรัตน์” ยุ คสช.สาวถึงใครจับดะ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เท่าที่ดูหลักเกณฑ์ค่อนข้างละเอียดดี ทำให้คนตั้งใจอภิปรายข้อเท็จจริงกล้าพูด คนจงใจบิดเบือนจะได้หยุด กฎหมายนี้ลงลึกไปทางโซเชียลมีเดียถือว่าก้าวหน้า แต่อยู่ที่การตีความของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ กกต.ทั่วประเทศ ดังนั้น กกต.กลาง ควรรีบยกตัวอย่างออกมาให้เห็นเป็นกรณีๆไป เช่น การยกตัวอย่างบัตรดีบัตรเสีย ไม่อย่างนั้นคนตั้งใจดีอาจถูกตั้งข้อหาได้ เช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ ที่ตั้งใจดี แต่กำลังถูกบางฝ่ายกล่าวหา แบบนี้แล้วใครจะมาแบกรัฐธรรมนูญเอาไว้ ส่วนการเปิดเผยข้อมูลผังเครือข่ายต่อต้านคสช.นั้น เจ้าหน้าที่ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน อย่ากล่าวอ้างลอยๆ ถ้ามีข้อมูลชัดต้องจับกุมอย่าละเว้น หากมั่นใจว่ามีมูลต้องตามหาจิ๊กซอว์คนเหล่านี้ให้ได้ มีหลักฐานสาวไปถึงใครต้องจับ ไม่ต้องกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม คสช.อย่าแค่ขู่ คนเหล่านี้ไม่กลัวคำขู่

“นิคม” ห่วงอยู่ที่ผู้มีอำนาจตีความ

นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ตามหลักเกณฑ์ที่ กกต.ออกมา 6 ข้อทำได้ 8 ข้อทำไม่ได้ อ่านรายละเอียดแล้วยังมีข้อสงสัยอยากถาม เช่น กกต.บอกว่าสิ่งที่ประชาชนทำได้ คือแสดงความเห็นได้โดยใช้ถ้อยคำสุภาพ สมมติว่า หากตนพูดวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียอย่างสุภาพ แต่ความหมายคำพูดคือ “คงจะรับรัฐธรรมนูญไม่ได้หรอกครับผม” แบบนี้ถือว่าสุภาพไหม ชี้นำหรือเปล่า หลักเกณฑ์ที่ออกมาดูเหมือนจะมีรายละเอียดลงลึกมากมาย แต่ความหมายกลับคลุมเครือ สับสน เช่น เรื่องการแชร์ หรือโพสต์ข้อมูล กกต.ต้องขยายความให้ชัดเจนเป็นภาษาชาวบ้านที่เข้าใจง่าย ถ้าไม่แก้ก็ไม่ต้องออกมาประกาศดีกว่า สุดท้ายอำนาจการตีความขึ้นอยู่ที่ผู้บังคับใช้กฎหมายอยู่ดี การทำประชามติต้องให้เลือกอย่างเสรี มาเขียนกติกาอย่างสับสน มีเงื่อนไขมากยากต่อการทำความเข้าใจ เดี๋ยวจะไปกันใหญ่ จะกลายเป็นการทำประชามติที่ตลกที่สุด

“สมชัย” ขยายความทำได้–ทำไม่ได้

ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ขยายความหลักเกณฑ์สิ่งใดทำได้และทำไม่ได้ (Do & Don't) ช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญระบุว่า รูปธรรมที่สุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย 10 ข้อ ประกอบด้วย 1. การสัมภาษณ์ลงสื่อ เพื่อแสดงจุดยืนและเหตุผลการรับหรือไม่รับ 2. การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ไลน์ ฯลฯ เพื่อแสดงจุดยืนและเหตุผลการรับหรือไม่รับ 3. การแชร์ข้อความในเฟซบุ๊ก ไลน์ ฯลฯ เพื่อแสดงจุดยืนและเหตุผลการรับหรือไม่รับ 4. การทำสัญลักษณ์ เครื่องหมาย แสดงจุดยืนและเหตุผลการรับหรือไม่รับ 5. การแชร์สัญลักษณ์ เครื่องหมายตามข้อ 4

ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง

นายสมชัยระบุว่า 6. การจัดเวทีสัมมนา อภิปรายทางวิชาการ โดยหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชนตามกฎหมายหรือโดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน เพื่อแสดงจุดยืนและเหตุผลการรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ 7. การติดป้าย เข็มกลัด สติกเกอร์ ธง ริบบิ้น เสื้อ หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์รับหรือไม่รับเป็นการบุคคล (เป็นเรื่องที่ผู้ดำเนินการพึงระวังสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย) 8. การแจกเอกสาร ใบปลิว แผ่นพับ เพื่อแสดงจุดยืน และให้เหตุผลอย่างเป็นวิชาการโดยปราศจากอคติ 9. การรายงานข่าว การจัดรายการของสื่อมวลชนโดยปราศจากอคติ และ 10. การรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการออกเสียงประชามติบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

ห้ามเด็ดขาดเป็นเท็จ–หยาบคาย

กกต.ระบุอีกว่า ส่วนรูปธรรมที่ไม่สุจริตและขัดต่อกฎหมาย 10 ข้อ ประกอบด้วย 1. การสัมภาษณ์ลงสื่อด้วยข้อความที่เป็นเท็จ หยาบคาย รุนแรง มีลักษณะเป็นการปลุกระดม 2. การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ไลน์ ฯลฯ ที่เป็นเท็จ หยาบคาย รุนแรง มีลักษณะเป็นการปลุกระดม 3. การแชร์ความที่เป็นเท็จ หยาบคาย รุนแรง มีลักษณะเป็นการปลุกระดม 4. การทำสัญลักษณ์ เครื่องหมาย ที่หยาบคายเป็นการปลุกระดม ไม่สุภาพ หรือขัดต่อขนบธรรมเนียมศีลธรรม 5. การแชร์สัญลักษณ์ เครื่องหมายตามข้อ 4

ไม่ให้ปลุกระดมสร้างความวุ่นวาย

นายสมชัยระบุต่อว่า 6. การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ โดยไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชนตามกฎหมายเข้าร่วม และมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง 7. การชักชวนให้ติดป้าย เข็มกลัด หรือการขาย การแจกจ่ายอุปกรณ์ในลักษณะรณรงค์เพื่อนำไปสู่การปลุกระดม สร้างความวุ่นวายทางการเมือง 8. การแจกเอกสาร ใบปลิว แผ่นพับ ที่มีข้อความเป็นเท็จ ถ้อยคำหยาบคายหรือมุ่งสู่การปลุกระดมการชุมนุม หรือความวุ่นวายทางการเมือง 9. การรายงานข่าว การจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดมสร้างความวุ่นวายในสังคม และ 10. การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคมเพื่อให้รับหรือไม่รับ หรือขัดขวางการออกเสียงประชามติ ที่มีลักษณะเป็นการปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง

กรธ.กางแผนงานเผยแพร่ร่างฯ

ด้านนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า กรธ.ส่งสรุปสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญแก่ กกต.เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 29 เม.ย. มี 2 ส่วนคือ 1.ประชาชนจะได้อะไรจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จำนวน 8 เรื่อง และ 2.ของใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญในอดีต จำนวน 21 เรื่อง จากนี้เป็นหน้าที่ กกต.ไปดำเนินการพิมพ์แจกแก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อไป เบื้องต้น กกต.แจ้งว่าจะแจกจ่ายได้ประมาณวันที่ 23 พ.ค. ช่วงสัปดาห์หน้ากรธ.จะประชุมเพื่อวางแผนงานประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรบ้าง พร้อมทำเอกสารประกอบการอบรมวิทยากร วันที่ 2 พ.ค. ตนจะไปคุยกับ กทม. เพื่อขออาสาสมัครจากกรรมการชุมชนที่ลงทะเบียนไว้ประมาณ 2,000 แห่ง ชุมชนละ 2 คน มาอบรมเกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อไปชี้แจงกับคนในชุมชนต่อไป

ยันทำตามกติกาไม่มีข้อยกเว้นพิเศษ

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. กล่าวว่า หลัง กกต.ออกประกาศหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ประชามติ 6 ข้อทำได้ 8 ข้อทำไม่ได้แล้ว ถือว่าเป็นเรื่องดีจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันอีก ง่ายๆก็ขอให้ถามใจตัวเองว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร ถ้าแสดงความเห็นอย่างสุจริตตามหลักวิชาการ คงไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีจิตมุ่งร้าย อาฆาตพยาบาท หวังผลจะก่อให้เกิดปัญหา ขอให้พึงระวัง ส่วนที่มีข้อวิจารณ์ว่าอาจเป็นการมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ตีความเพื่อเอาผิดคนที่เห็นต่างนั้น เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะหากการแจ้งความเป็นเท็จ ผู้ที่ไปแจ้งความต้องรับผิดชอบ เพราะกฎหมายเปิดช่องให้ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิฟ้องร้องคืนได้ ซึ่ง กรธ.จะลงพื้นที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องช่วยอธิบายกับประชาชนถึงประกาศดังกล่าวด้วย เพื่อให้ประชาชนทราบและเข้าใจ ไม่ทำผิดกฎหมาย

จัดเสวนาดุลยภาพแห่งอำนาจรัฐ

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการสัมมนาวิชาการโครงการปริญญาโทสาขาวิชาบริหารรัฐกิจและกิจการสาธารณะสำหรับนักบริหาร ประจำปี 2559 หัวข้อ “ดุลยภาพแห่งอำนาจรัฐและการจัดระเบียบสังคมกับสิทธิ เสรีภาพของพลเมือง” โดย น.ส.สายทิพย์ สุคติพันธ์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้น ประจำศาลปกครองสูงสุด กล่าวว่า การใช้อำนาจรัฐส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากที่สุด แต่การใช้อำนาจจะชอบธรรมหากมีวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรม ทำอย่างไรไม่ให้รัฐใช้อำนาจจำกัดสิทธิเสรีภาพตามอำเภอใจ สังคมไทยดูเหมือนจะหมุนไปหมุนมา คือ มีการเลือกตั้ง มีทหารเข้ามามีบทบาท ดุลอำนาจไม่ใช่ขั้วอำนาจเดียวโดยเฉพาะช่วงปี 2540 มองว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบของประชาธิปไตย แต่เป็นเพียงเงื่อนไข ดังนั้นหลังจากได้รัฐบาลที่มาจากความยินยอมแล้ว การใช้อำนาจของรัฐบาลนั้นต้องอยู่ภายใต้หลักการตรวจสอบได้

กสม.ถล่ม จนท.รัฐ 90% ละเมิดสิทธิ

ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นไม่มีความผิด เป็นไปไม่ได้ที่คนทั้งประเทศจะเห็นด้วยกับผู้นำทั้งหมด แต่ต้องอยู่ร่วมกับสังคมได้ จึงเป็นเรื่องท้าทายในการหาสมดุลระหว่างการใช้อำนาจรัฐกับสิทธิเสรีภาพประชาชน ทุกวันนี้เราอยู่ในสถานการณ์พิเศษ แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าพิเศษตรงไหน ยังมีความขัดแย้งทั่วประเทศ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จบลง ปัญหาส่วนมากคือการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งพบว่ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ใช้อำนาจละเมิดสิทธิมนุษยชน อีกทั้งยังมีคำสั่งมาตรา 44 หรือบางคำสั่งที่ยังละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่หลายฉบับ จึงอยากให้ปรับแก้ การจำกัดสิทธิเสรีภาพในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อทำประชามตินั้น เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าประชาชนคิดอย่างไร ดังนั้น รัฐบาลต้องเปิดใจกว้างมากขึ้น เปิดให้แสดงความคิดเห็นอิสระ สถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านการสร้างความไว้วางใจเป็นเรื่องสำคัญ การใช้อำนาจตามอำเภอใจ ไม่นำสู่ความปรองดองและความไว้วางใจอย่างยั่งยืน ทหารอย่าคิดว่าประชาชนคือพลทหาร แต่ประชาชนเติบโตมาด้วยการมีสิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่ผิดก็สั่งให้วิดพื้น เพราะจะทำให้เกิดการต่อต้านแรงขึ้น

“ปู” ร่วมงานแต่งลูกชาย “ลดาวัลลิ์”

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพิธีมงคลสมรสระหว่าง สพ.ญ.อรภัทร์ แก้วธรรมชัย และนายธรรมวิทย์ วงศ์ศรีวงศ์ บุตรชายนางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีต รมว.แรงงาน โดยมีสมาชิกพรรคเพื่อไทยร่วมพิธีจำนวนมาก อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีต รมช.มหาดไทย นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานีพรรคเพื่อไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้ส่งคำอวยพรแก่คู่บ่าวสาวว่า “ยินดีด้วย ขอให้หลานมีชีวิตสมรสที่มีความสุข และมีครอบครัวที่เข้มแข็ง จนประสบความสำเร็จยิ่งๆขึ้นไป”

เย้ยต้องปรับเป้าจีดีพีอีกหลายยก

อีกเรื่อง นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเห็นว่า การที่กระทรวงคลังปรับลดจีดีพีปีนี้จาก 3.7% มาเหลือ 3.3% แสดงถึงปัญหาเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าปีนี้อาจต้องปรับลดตัวเลขอีกหลายครั้ง จากปัญหาเศรษฐกิจยังรุมเร้า รวมทั้งข่าวสารด้านลบในสายตาองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังมีต่อเนื่อง จึงทำให้ประชาชนอาจเข้าใจแล้วว่า ทำไมต่างประเทศ จึงอยากเชิญนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน ไปให้ข้อมูลมากกว่าจะเชิญรัฐบาล การที่ภาพพจน์ประเทศแย่ลงทำให้การลงทุนจากต่างประเทศยิ่งหดหาย และประเทศไทยอาจโดนมาตรการกีดกันทางการค้าด้านอื่นเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก ซึ่งรัฐบาลสามารถลดพฤติกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต่อบรรยากาศการค้าการลงทุน

“สิงห์ชัย” โดดหนุน ป.ป.ช.ถอนฟ้อง

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต ส.ว.อุทัยธานี กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมพิจารณาถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯปี 2551 ว่า เห็นด้วยที่ ป.ป.ช.จะถอนฟ้อง เพราะตนอยู่ในเหตุการณ์นั้นเมื่อครั้งยังเป็น ส.ว. ข้อเท็จจริงที่ฟ้องยังไม่แจ่มแจ้ง และอาจมีข้อเปรียบเทียบจากคดีสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้ถอนฟ้องไปแล้ว ดังนั้น หากอยากสร้างความปรองดอง นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นได้ ถือว่า ป.ป.ช.มีความกล้าหาญที่ทำแบบนี้ เชื่อว่าสังคมส่วนใหญ่ไม่น่ามีปัญหา ยกเว้นกลุ่มที่ต้องการผลทางการเมือง ส่วนการเอาผิดทางกฎหมายสามารถไปฟ้องศาลยุติธรรมได้

“บิ๊กตู่” เปิดเกมไล่บี้โกงบ่อบาดาล

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พบข้อพิรุธอาจมีการทุจริตในโครงการอุดกลบบ่อบาดาล ซึ่งตรวจสอบพบช่วงปี 2552-2557 พบว่าปลอมใบเสร็จ เบิกเบี้ยเลี้ยงผิดปกติ วัสดุไม่ได้มาตรฐาน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ สั่งการให้ ป.ป.ท.รวบรวมพยานหลักฐาน ไม่ว่าระดับใดให้ลงโทษอย่างเด็ดขาด ยอมไม่ได้ คดโกงแผ่นดิน จะไม่ปล่อยปละ ละเลยเหมือนก่อนอีก และไม่เพียงแค่รับโทษตามกฎหมายเท่านั้น แต่ข้าราชการทุจริตต้องชดใช้คืนหลวงด้วย โดยนายกฯฝากเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกหน่วย ให้ตั้งใจทำหน้าที่ ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ยุคนี้ถ้าพบต้องรับโทษหนัก รวมถึงภาคธุรกิจเอกชนต้องไม่รู้เห็นเป็นใจ ไม่อย่างนั้นถือว่าเป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วย ต้องระมัดระวังไม่ร่วมมือกับข้าราชการที่ทุจริต ที่สำคัญถ้ารู้ข้อมูลเบาะแสการทุจริตให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่

โพลชี้การเมืองขยับกดดันรัฐบาล

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความเห็นประชาชน “คิดอย่างไร?กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ณ วันนี้” พบว่า ร้อยละ 80.67 ระบุว่าต้องการสร้างกระแส กดดันรัฐบาล ร้อยละ 67.07 ระบุเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่สามารถทำได้ โดยส่วนใหญ่มองผลดีจากการเคลื่อนไหวของนักการเมืองว่า ทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น เกิดการตื่นตัวทางการเมือง ส่วนผลเสีย มองว่าสร้างความวุ่นวาย ขัดแย้ง แตกแยกมากขึ้น กระทบต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของประเทศ และส่วนใหญ่มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เพราะทำให้ บ้านเมืองวุ่นวาย ขณะที่กลุ่มที่เห็นว่าเหมาะสม มองว่านักการเมืองเป็นตัวแทนประชาชน และช่วยตรวจสอบการทำงานและกระตุ้นให้รัฐบาลตื่นตัว

กลุ่มแรงงานแฮปปี้ “รัฐบาลบิ๊กตู่”

ขณะที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจความเห็นเรื่อง “แรงงานไทยกับความสุขมวลรวมยุครัฐบาลบิ๊กตู่” พบว่า จากคะแนนเต็ม 10 ปัจจัยด้านครอบครัวเป็นตัวช่วยให้กลุ่มผู้ใช้แรงงานมีความสุขสูงถึง 7.44 คะแนน แต่การเมืองยังเป็นตัวถ่วงที่ทำให้แรงงานไทยมีความสุขต่ำสุดที่ 5.74 คะแนน แต่ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าความสุขในช่วงที่มีความวุ่นวายทางการเมือง เมื่อนึกถึงเรื่องเงินในกระเป๋า พบว่าแรงงานยังมีความสุขค่อนข้างมากที่ 6.40 คะแนน โดยร้อยละ 77.9 ระบุว่ามีเงินเก็บ เมื่อวิเคราะห์ความสุขมวลรวมของประชาชน พบว่าแรงงานไทยเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.3 มีความสุขมวลรวมค่อนข้างมาก ถึงมากที่สุด โดยแรงงานหญิงมีความสุขมวลรวมสูงกว่าชาย

ยอมรับแบกภาระค่าใช้จ่ายหนักขึ้น

สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลเปิดผลสำรวจพฤติกรรมและความคิดเห็นต่อภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้แรงงานไทยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า ภาระค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนนอกเหนือจากค่าสินค้าอุปโภค/บริโภคประจำวันมากที่สุด 5 อันดับคือ ค่าไฟฟ้า รองลงมาคือ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำประปา ค่าเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ และค่าเช่าที่พักอาศัย สำหรับภาระการชำระเงินผ่อนมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ ที่อยู่อาศัย บ้าน คอนโดมิเนียม รองลงมาคือ ยานพาหนะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และของใช้ภายในบ้าน เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า อุปกรณ์สื่อสาร/อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กลุ่มตัวอย่างเกือบหนึ่งในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 30.14 ยอมรับว่ามีภาระหนี้เงินกู้นอกระบบ ปัจจุบันยังต้องชำระอยู่ เมื่อเปรียบเทียบภาระค่าใช้จ่ายปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยอมรับว่ามีภาระค่าใช้จ่ายประจำวันสูงกว่าปีที่ผ่านมา

พท.เจ้าภาพร่วมสวดศพ“บรรหาร”

ช่วงค่ำ ที่วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครอบครัวศิลปอาชาได้เคลื่อนศพ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี มาตั้ง บำเพ็ญกุศลที่ศาลา 1 พร้อมเปิดให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรต่างๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการสวดพระอภิธรรมตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย.-7 พ.ค. ซึ่งวันนี้ มีเจ้าภาพร่วมหลายราย อาทิ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุพรรณบุรี อบจ.สุพรรณบุรี ครอบครัวอดิเรกสาร นักศึกษา วปอ.2550 โดยมีผู้ร่วมงานจำนวนมาก อาทิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกฯ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีต รมว.พลังงาน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีต รมว.สาธารณสุข นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและคณะรัฐมนตรี จะร่วมเป็นเจ้าภาพในคืนวันที่ 1 พ.ค.

1 พ.ค. 2559 00:12 1 พ.ค. 2559 00:20 ไทยรัฐ