วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มทร.ล้านนาเปลี่ยนชีวิตวัยโจ๋อัพทักษะสู่"มืออาชีพ" โรงเรียน…ในโรงงาน!

มทร.ล้านนาเปลี่ยนชีวิตวัยโจ๋อัพทักษะสู่"มืออาชีพ" โรงเรียน…ในโรงงาน!

โดย นิสิตา
1 พ.ค. 2559 05:01 น.
  • Share:

แรงงาน ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งต้องยอมรับว่ามาจากค่านิยมของสังคมไทย ที่ยังคงยึดติดกับการเรียนสายสามัญ แล้วก็มุ่งหน้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้ปริญญามาแปะข้างฝาบ้าน แต่ที่เป็นปัญหาคือ จบแล้วส่วนใหญ่ก็ออกมา “วิจัยฝุ่น” ในขณะที่สายวิชาชีพ ซึ่งจบมาแล้วมีงานทำแน่นอน คนส่วนใหญ่กลับไม่สนใจ และมองว่าเป็นเรื่องของคนเรียนไม่เก่ง หรือฐานะไม่ดีเท่านั้นที่จะเรียน

นั่นคือโจทย์ใหญ่ของประเทศ ส่งผลให้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา จับมือกับ คณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) และพันธมิตรบริษัทระดับโลกอย่าง สยามมิชลิน ประเทศไทย ร่วมจัดทำโครงการ “โรงเรียนในโรงงาน” หรือ work integrated learning ขึ้น

ด้วยวัตถุประสงค์ที่อยากจะเห็นเยาวชนคนรุ่นใหม่เรียนวิชาความรู้ ไปพร้อมกับสร้างทักษะในการทำงานที่ได้คุณภาพและมาตรฐาน จบออกไปแล้วสามารถทำงานได้จริง มากกว่าการเรียนรู้เฉพาะในตำรา จบออกมาแล้วทำอะไรไม่เป็น

เนื่องใน วันแรงงานแห่งชาติ วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 “นิสิตา” เลยขอถือโอกาสเชียร์โครงการดีๆ ที่นอกจากจะสร้างแรงงานฝีมือมากคุณภาพให้ประเทศชาติแล้ว ยังสร้าง “ชีวิตใหม่” ให้กับน้องๆที่เข้าร่วมโครงการอีกด้วย ฟังจากคนนอกคงไม่ถึงกึ๋น เท่ากับฟังจากปากตัวแทนน้องๆ นักศึกษาปี 1 สาขาเทคนิคอุตสาหกรรม ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ ปวส. เอง

เริ่มกันที่ “เอฟ”...เจษฎากร ปิ่นทอง อาสาเปิดประเด็นว่า “ผมเรียน ม.6 ที่โรงเรียนสันป่ายางวิทยาคม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และทราบว่ามีโครงการโรงเรียนในโรงงาน จึงสนใจเพราะเป็นการให้โอกาสนักเรียนได้มีทางเลือก ความจริงจบ ม.6 นักเรียนควรมีทางเลือกมากกว่าการมุ่งเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเดียว ผมเลือกที่นี่เพราะฐานะทางบ้านขัดสน ทุกคนที่เข้าโครงการต้องผ่านการสอบข้อเขียนและการสอบสัมภาษณ์ ก่อนเข้าสู่การอบรมปรับพื้นฐานการทำงาน นักศึกษาในโครงการนี้จะใช้โรงงานเป็นโรงเรียน โดยทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย พวกเราทำงานเป็นกะ ใครเข้างานเช้าก็มาเรียนตอนเย็น ใครเข้ากะบ่ายก็มาเรียนเช้า โดย ผศ.ดร.นิวัตร มูลปา หัวหน้าทีมจะเป็นคนวางทีมผู้สอนและครูพี่เลี้ยงให้มาดูแลและสอนพวกเราที่ห้องโถงในหอพัก ซึ่งถูกจัดให้เป็นห้องเรียน ทุกวันนี้ผมได้เงินเดือน เดือนละ 7,600 บาท มีที่พัก มีสวัสดิการการทำงาน และมีเงินเก็บทุกเดือนโดยไม่ต้องขอเงินแม่”

“ยีน...อมรเทพ สมณะ สานต่อว่า “ผมจบ ม.6 จาก ร.ร.ฤทธิยะวรรณาลัย 2 เป็นลูกคนเดียวของครอบครัว มีอาจารย์มาชวนจึงตัดสินใจมาสอบเข้าร่วมโครงการ โรงเรียนในโรงงานนอกจากสอนวิชาความรู้ผมแล้ว ยังสอนให้ผมรู้จักปรับตัวเองที่จะอยู่กับเพื่อนๆ และอยู่กับคนทำงานที่โตกว่าผม ทำให้เราเรียนรู้สังคมใหม่ๆ เกิดระเบียบวินัยในตัวเองและรู้คุณค่าของเวลา เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง รู้วิธีการทำงานและวิธีการแก้ปัญหา มีวิธีคิดที่เป็นระบบมากขึ้น ผมมีครูทั้งที่เป็นพนักงานรุ่นพี่ในบริษัท และมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยที่เข้ามาสอนพวกเราถึงในโรงงาน ทำให้ได้เรียนรู้ทั้งจากตำราและของจริง แถมทุกวันนี้มีเงินเก็บจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองจนทำให้เพื่อนที่ไม่ได้เข้าโครงการอิจฉา”

ตามมาด้วย “เอ๋”...วงศกร แสนสิทธิ์ ยิ้มเข้มก่อนบอกว่า “โรงเรียนในโรงงานเป็นโครงการที่ดีมากๆ นอกจากช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่แล้ว ทุกคนยังได้รับประสบการณ์การทำงานจริงแบบมืออาชีพ ผมดีใจที่ได้ร่วมงานกับบริษัทระดับโลกอย่างสยามมิชลิน หากท่านนายกรัฐมนตรีอยากให้เด็กไทยทำงานได้จริงและไม่ต้องแย่งชิงกันสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมคิดว่าท่านควรมาสนับสนุนโครงการโรงเรียนในโรงงานให้เกิดขึ้นจริงและมีคุณภาพให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรม รับรองว่าแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และได้แรงงานที่มีคุณภาพแน่นอน”

“แม็กกี้”...ปฏิภาณ นวลดี รับลูกต่อว่า “โรงเรียนในโรงงานสอนระเบียบวินัย โดยเฉพาะเรื่องเวลา กลุ่มไหนที่ต้องทำงานเช้าต้องตื่น 05.30 น. ทำภารกิจก่อนจะไปเข้าแถวเพื่อขึ้นรถไป ทำงาน การแบ่งเวลาเป็นเรื่องสำคัญ มากๆ เวลาเรียน เวลาทำงาน เวลาพักผ่อน โรงเรียนในโรงงาน ทำให้ผมเป็นผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบมากขึ้น ความรู้ที่ได้รับจากอาจารย์ที่หมุนเวียนมาสอนที่หอพักซึ่งจัดเป็นห้องเรียนและห้องพบปะพูดคุยวิชาการ ทั้งที่สยามมิชลิน แหลมฉบัง และมิชลิน ระยอง ได้เทียบเท่ากับการเรียนในมหาวิทยาลัย หรือบางทีอาจจะได้มากกว่าเพราะเราต้องขวนขวายและมีการแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ผู้สอนอย่างใกล้ชิด และยังมีครูพี่เลี้ยงที่ดูแลพวกเราด้วย”

ปิดท้ายด้วย “แบง”...ศุภวิชญ์ บุญขวาง บอกว่า “โครงการโรงเรียนในโรงงานสอนให้พวกเรามีความรู้ความเข้าใจเรื่องอุตสาหกรรมมากขึ้น ผมคิดว่า การทำงานด้วยเรียนไปด้วยสอนให้ผมมีทั้งความรู้และความรับผิดชอบ ผมมีการเปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการตัวเองในเรื่องการเรียน การทำงานและกิจกรรมต่างๆเป็นการเรียนรู้ที่มีคุณค่ากับชีวิตมากๆ ที่สำคัญมั่นใจว่าความรู้และทักษะฝีมือที่พวกเราได้รับจะทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ดูท่าแล้ว “นิสิตา” ว่าน้องๆ ทุกคนมีเป้าหมายในชีวิต และภาคภูมิใจที่หาเงินได้ระหว่างเรียนไม่ต้องแบมือขอเงินพ่อแม่ ที่สำคัญเป็นการเรียนรู้จากของจริงจนสามารถออกไปลุยงานได้ทันที

คุณภาพเต็มเปี่ยมยังงี้ รับรองพ้นข้อครหาว่า “เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ” แน่นอน!!!

นิสิตา

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้