วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พงศพัศ กู้ภาพลักษณ์ ปิดคดีเบนซ์ซิ่ง2ศพส่งอัยการฟ้อง8ข้อหาหนัก

เหตุการณ์ที่ นายเจนภพ วีรพร ขับรถเบนซ์ด้วยความเร็วสูง พุ่งเข้าชนท้ายรถฟอร์ด เฟียสต้า เป็นเหตุให้ไฟลุกท่วมมีผู้เสียชีวิตคาซากรถ 2 ราย คือ นางสาวธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย และ นายกฤษณะ ถาวร เมื่อก่อนเที่ยงของวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา

ถือเป็นโศกนาฏกรรมบนท้องถนนที่สังคมและประชาชนโดยทั่วไป จดจำได้ไม่มีวันลืมและนับต่อเนื่องมาจนถึงวันที่พนักงานสอบสวนสามารถสรุปสำนวนแล้วเสร็จ

เป็นเวลา 44 วัน ที่ทุกฝ่ายต่างเฝ้าติดตามการทำงานของพนักงานสอบสวนอย่างเกาะติด ต่อเนื่อง ท่ามกลางการยืนหยัดตรวจสอบอย่างใกล้ชิดของครอบครัวผู้สูญเสีย

คงจำกันได้ว่า คดีเริ่มต้นจากความไม่มั่นใจในการทำงานของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบพื้นที่ จน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ต้องส่ง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ลงไปควบคุมกำกับดูแล จนกระทั่งสามารถคลี่คลายความเคลือบแคลงสงสัยต่างๆของสังคมได้ในระดับหนึ่ง

โดยเฉพาะการเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน จากระดับสถานีตำรวจเป็นการตั้ง “คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน” ระดับกองบังคับการ ขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะ โดยระดมพนักงานสอบสวนที่มีประสบการณ์และความรู้ความสามารถในคดีจราจรเข้ามาเป็นองค์คณะเพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ให้เกิดความครบถ้วน และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนที่มี พ.ต.อ.สุรินทร์ ทับพันบุปผา รอง ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นหัวหน้า พร้อมพนักงานสืบสวนสอบสวนอีก 8 นาย ได้ทุ่มเทการทำงานกันอย่างหนัก เพื่อแสวงหาพยานหลักฐานในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและความผิดที่เกิดขึ้น เป็นการทำความจริงให้ปรากฏตามพยานหลักฐานในทุกแง่มุม และได้ร่วมกันเร่งรัดการทำงานกันอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีวันหยุด ซึ่งในการดำเนินการได้สอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องทางคดีไปเป็นจำนวนทั้งสิ้น 54 ปาก มีทั้งการสอบปากคำผู้กล่าวหา ผู้ต้องหา ประจักษ์พยาน พยานแวดล้อม และพยานผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายส่วนด้วยกัน ทั้งผู้เชี่ยวชาญทางด้านการพิสูจน์หลักฐานนิติเวช และนิติวิทยาศาสตร์

“ทีมข่าวอาชญากรรม” ซึ่งได้ติดตามการทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าการที่คณะพนักงานสอบสวนสามารถดำเนินการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้ได้อย่างครบถ้วนเป็นไปด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม จนสามารถสรุปสำนวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 8 ข้อหา และนำส่งพนักงานอัยการได้ภายในกรอบเวลาที่สมควรนั้น ได้ก่อให้เกิดความไว้วางใจและมั่นใจให้กับครอบครัวญาติพี่น้อง ตลอดจนสังคมและประชาชนโดยทั่วไป

สามารถลบข้อครหาต่างๆที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี

โดยเมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ และ พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.ภ.1 ได้นำทีมพนักงานสอบสวนหอบหิ้วสำนวนที่มีความหนา 686 แผ่น พร้อมพยานหลักฐาน ต่างๆ ที่ยืนยันการกระทำผิดของผู้ต้องหา ไปส่งมอบให้กับ นายยงยุทธ เกียรติศักดิ์โสภณ อธิบดีอัยการภาค 1 โดยมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 8 ข้อหา ประกอบด้วย....

1.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายและผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2.ขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ 3.ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 4.ขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของบุคคลอื่น

5.ขับรถด้วยความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด 6.เป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 7.เป็นผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานสอบสวนที่ให้มีการตรวจสอบผู้ขับขี่ตามมาตรา 43 ทวิ ที่พนักงานสอบสวนสั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ว่าหย่อนความสามารถในการที่จะขับขี่จากการเมาสุรา หรือของเมาอย่างอื่น ฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานสอบสวนไม่ยอมให้ทดสอบ และ 8.ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามหน้าที่ที่กฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร

มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี

สำหรับภาพที่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.ภ.1 ส่งมอบสำนวนการสอบสวนให้กับ นายยงยุทธ เกียรติศักดิ์โสภณ อธิบดีอัยการภาค 1 และต่อมาได้มีการแถลงข่าวร่วมกันกับ นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และ นายกฤษดา โรจนสุวรรณ อัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อชี้แจงถึงขั้นตอน กระบวนการ และกรอบเวลาในการพิจารณาดำเนินการในชั้นอัยการอย่างชัดเจนนั้น

ช่วยให้สังคมได้รับทราบอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้อย่างจริงจัง

“ทีมข่าวอาชญากรรม” ดีใจที่ได้เห็นภาพที่เกิดขึ้น และถือเป็น “มิติใหม่” ในการทำงานร่วมกันขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม ทั้ง “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” และ “สำนักงานอัยการสูงสุด” ที่สามารถสื่อให้เห็นถึงความร่วมมือกันในการบังคับใช้กฎหมายตามขั้นตอนของการอำนวยความยุติธรรม รวมทั้งหน้าที่และความรับผิดชอบสำคัญต่อการตรวจสอบและสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย

ที่สำคัญคือ ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับครอบครัวของผู้สูญเสีย ตลอดจนสังคมและประชาชนโดยทั่วไป ที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า....กฎหมายยังเป็นกฎหมายและหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายยังเป็นที่พึ่งได้

“ทีมข่าวอาชญากรรม” ยังคงต้องติดตามผลของคดีนี้ต่อไปให้จนถึงที่สุด และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็ต้องชื่นชมการทำหน้าที่ของ “คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน” รวมทั้ง “ผู้บังคับบัญชาในทุกระดับ” ที่ได้ลงพื้นที่เร่งรัดและติดตามตรวจสอบการทำงานของทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง...

ในฐานะที่เป็นองค์กรต้นธารของกระบวนการยุติธรรม

เป็นการกู้ภาพลักษณ์ของพนักงานสอบสวนให้กลับคืนมาได้อย่างน่าชื่นชม.

ทีมข่าวอาชญากรรม

30 เม.ย. 2559 09:48 30 เม.ย. 2559 09:51 ไทยรัฐ