วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ชี้อันตราย คสช.ใช้“ยาแรง”ตัดไฟป่วนประชามติ : เสี่ยงโรคแทรก ซ้อนวิกฤติ

ชี้อันตราย คสช.ใช้“ยาแรง”ตัดไฟป่วนประชามติ : เสี่ยงโรคแทรก ซ้อนวิกฤติ

  • Share:

“ตับแลบ” ทำลายสถิติกันเป็นว่าเล่น

โดยสภาพอากาศเมืองไทยที่สะท้อนตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่รายงานโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตัวเลขขึ้นถึงจุดพีคต่อเนื่องกัน สาเหตุมาจากสภาพร้อนอบอ้าว

ต้องเปิดแอร์ เปิดพัดลม ช่วยบรรเทาภาวะที่เหมือนอยู่ข้างเตาเผา

ขณะที่ข่าวพยากรณ์อากาศหลายพื้นที่ยังมีโอกาสที่อุณหภูมิจะไต่ระดับสูงกว่านี้ขึ้นไปอีกตามปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตั้งฉาก

นั่นหมายถึงว่า ยังไม่ถึงจุดร้อนสูงสุดแต่อย่างใด

และนั่นก็ล้อกันไปเลย ตามสภาพอากาศยังไม่คลายความอบอ้าว โดยสถานการณ์ที่ตีคู่ไปกับอุณหภูมิกรุ่นๆ ทางการเมืองที่ทวีความร้อนแรงต่อเนื่อง

ตามท้องเรื่องวนอยู่ในโหมดการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ที่มีการยกระดับความเข้มข้น ตามฉากบู๊ดุดันบทถึงลูกถึงคน เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจตามมาตรา 44 บุกเข้าตรวจค้นจับกุมกลุ่มเป้าหมายทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดขอนแก่น

เดินแผนรุกเร็วแบบไม่ให้ทันได้ตั้งตัว

ล็อกเข้าค่ายทหารสอบเค้นข้อมูล ก่อนส่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย คสช.เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อนำสำนวนไปยื่นขอศาลทหารกรุงเทพออกหมายจับจำนวน 8 ราย

ในข้อหาร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ซึ่งต่อมาศาลได้อนุมัติออกหมายจับ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ยั่วยุปลุกปั่นและกระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

และทั้งหมดถูกนำตัวไปฝากขังผลัดแรกที่ศาลทหารกรุงเทพ

ขณะเดียวกันก็มีการแถลงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายกฎหมาย คสช. นำโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กับ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง โดยมีการแสดงผังล้ม คสช.ที่มีการโยงถึงนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มเสื้อแดง นปช.และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง

เครือข่ายครอบคลุมไปถึงสื่อและเว็บเพจของกลุ่มเสื้อแดง นปช. ฝ่ายต่อต้าน คสช.

โดยมีการระบุว่า จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง พบการกระทำที่เป็นการต่อต้านการทำงานของ คสช.รวมถึงรัฐบาลและผู้นำรัฐบาล

มีภาพและข้อความถูกเผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊กต่างๆ

และข้อความเหล่านั้นส่งผลให้เกิดการกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนในระดับที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้น ในลักษณะของการยั่วยุปลุกปั่น

สรุปว่าอยู่ในขั้นเป็นภัยต่อความมั่นคง

ตามปรากฏการณ์ คสช.ตีธง เปิดแนวรบโลกโซเชียลมีเดียตามยุทธศาสตร์ “เชือดไก่ให้ลิงดู” ไล่ทุบเครือข่ายเสื้อแดง ปรามนักเลงคีย์บอร์ดไม่ให้ปั่นกระแสโจมตี คสช.ต่อต้านประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ในจังหวะที่ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติมีผลบังคับใช้

ล้อไปกับสัญญาณเข้มๆที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง ประสานเสียงโทนเดียวกัน

พร้อมจัดหนักให้พวกท้าทายกฎหมาย

และไม่ใช่แค่ขู่ แต่ลุยเอาจริงเลย

โดยพฤติการณ์สวนกระแส ไม่แคร์เสียงวิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่สนการเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) สหภาพยุโรป (อียู) เข้ามาสังเกตการณ์การทำประชามติ

กระตุกภาพเผด็จการทหารไล่บี้ฝ่ายไม่เห็นด้วย

แน่นอน ในเชิงของยุทธศาสตร์ มันคือการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” โดยสถานการณ์ที่เข้าใจได้ถึงความจำเป็นในยุทธศาสตร์ของทหารต้องใช้ “ยาแรง” กดแรงกระเพื่อม

คุมอาการป่วนของฝ่ายต่อต้านแบบเฉียบพลัน

ในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อ สถานการณ์ประชามติมาถึงจุดสำคัญตามโปรแกรมที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีคิวลงพื้นที่ชี้แจง “ขายตรง” ร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชนในต่างจังหวัด

ตามอาการแหยงๆแบบที่เจ้าตัวยอมรับเลยว่า เตรียมใจพบกลุ่มป่วน หลัง 2 พรรคการเมืองใหญ่ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์มีท่าทีไม่รับร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ต้องขอกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก

ซึ่งนั่นก็ทำให้ “บิ๊กตู่” ต้องการันตี คสช.จะดูแลความสงบให้การลงพื้นที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่มีการกระทำความรุนแรงในพื้นที่ระหว่างการชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ

ขู่เสียงเขียวเลยว่า ถ้ามีจะลงโทษสถานหนัก

จับอาการซีเรียสมันก็ชัดว่า สถานการณ์มาถึงจุดเสี่ยง งานนี้ พล.อ.ประยุทธ์และทีมงาน คสช.น่าจะชั่งน้ำหนักแล้ว ถ้าขืนปล่อยไปแบบนี้ โดยไม่มีการคุมแรงกระเพื่อม

มีหวังประชามติวุ่นวายแน่

และอีกนัยหนึ่ง ทหารก็น่าจะหยั่งกำลังฝ่ายต้าน ประเมินการเคลื่อนไหวที่เจือแฝงเกมการเมือง โดยเฉพาะขบวนการที่โยงกับกลุ่มเสื้อแดง นปช.และพรรคเพื่อไทย

เครือข่าย “ทักษิณ” ก็ยังไปกันคนละทิศคนละทาง

สังเกตได้จากตัวละครเอกอย่างนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีคนดัง ก็เน้นโชว์เดี่ยว ไม่ได้เคลื่อนไหวเชื่อมโยงกับกลุ่มเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยสักเท่าไหร่

ฟืนของขั้วอำนาจเก่าจุดไม่ติด

การชิงจังหวะตัดไฟแต่ต้นลมจึงไม่น่าจะเสี่ยงมากในห้วงนี้

กระนั้นก็ดี ก็ยังไม่ได้หักดิบกันแรงๆเสียทีเดียว

ประเมินจากรูปการณ์ “จับแล้วปล่อย” หลายกรณีที่ทหาร ตำรวจมีการล็อกตัวขบวนการเคลื่อนไหวไปนั่งเฉยๆในสถานที่ควบคุม แล้วต่อมาก็ปล่อยตัวเป็นอิสระ

ไม่ว่าจะเป็นกรณีของนายวัฒนาที่โดนล็อกเข้าค่ายปรับทัศนคติ หรือเครือข่ายของ “จ่านิว” นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ แกนนำเครือข่ายฝ่ายต้านขาประจำ

ในอารมณ์ที่ คสช.ก็ยังไม่ได้บังคับโทษอย่างขึงขัง

ยังดึงเกมประคองสถานการณ์ไม่ให้อยู่ในโหมดรุนแรง เด็ดขาดจนเกินไป

ไม่พร้อมเสี่ยงวัดดวงเหมือนกัน

นั่นก็เพราะโดยเงื่อนสถานการณ์อีกมุมหนึ่งมันก็มีเค้าลางที่แฝงอันตราย แบบที่ยากจะหยั่งได้

ในส่วนของพวกที่ยังไม่ชัดว่าโยงกับกลุ่มผลประโยชน์แฝงทางการเมือง

ตามปรากฏการณ์อย่างที่แนวร่วม “กลุ่มพลเมืองโต้กลับ” ซึ่งประกอบไปด้วยเยาวชน นักศึกษา นักวิชาการ ประชาชนคนชั้นกลาง เคลื่อนไหวจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์

แสดงการต่อต้านอำนาจรัฐบาลทหารอย่างแหลมคม

กระตุกกระแสสังคมมาต่อเนื่อง โยงเรื่องดิสเครดิตคสช.มาตั้งแต่ปมร้อนการทุจริตหัวคิวโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์จนมาถึงการเร้ากระแสต้านรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

เล่นเกมไล่จับกับทหารแบบไม่กลัวของแข็ง

หรือในอารมณ์แรงลึก แบบที่อาจารย์หญิงด้านสิทธิมนุษยชนของมหาวิทยาลัยมหิดลออกแจกใบปลิวรณรงค์ “โหวตโน” ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่หน้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไม่ได้แยแสว่าจะเป็นการฝืนคำสั่งของ คสช.

ขณะเดียวกันก็เริ่มเป็นกระแสลามไปทั่วทุกมหาวิทยาลัย กับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของนิสิตนักศึกษาในการกดดัน คสช. เรียกร้องให้มีการเปิดกว้างในการวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็นทางการเมืองเรื่องประชามติร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างเสรี

การแสดงออกของชนชั้นปัญญาชน ดีกรีเข้มขึ้นตามลำดับ

สะท้อนว่า สังคมคนรุ่นใหม่ โลกยุคใหม่ ไม่เห็นด้วย รับไม่ได้กับวิธีการใช้ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการจัดการกับสังคมประเทศไทย

ให้เดินตามธงของรัฐบาลที่ถืออำนาจพิเศษ

และนั่นก็เป็นอะไรที่สอดรับไปในทิศทางเดียวกับนานาประเทศ สังคมโลกที่เฝ้าจับตาความเป็นไปในประเทศไทยภายใต้อำนาจรัฐบาลทหาร คสช.

เรียกร้อง กดดันให้คืนสู่บรรยากาศประชาธิปไตย

ที่แน่ๆโดยผลกระทบของการฝืนวิถีของโลกยุคใหม่ และยังมีพฤติการณ์เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้รัฐบาลทหารของไทยต้องถูกกดดันผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจ

ไม่ว่าจะเป็นการติด “ธงแดง” โดนแบนจากสหรัฐอเมริกาในด้านของมาตรฐานการบินพลเรือน

หรือที่กำลังลุ้นหนักกับสถานการณ์ “ใบเหลือง” ที่กำลังจ่อเข้าขั้น “ใบแดง” ในการแบนสินค้าทางด้านประมงไทยจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)

ต้องกู้สถานการณ์กันมือเป็นระวิง

ตามสภาวะยิ่งตอกย้ำซ้ำภาวะวิกฤติเศรษฐกิจให้ยิ่งสาหัสกันไปใหญ่

และนั่นก็จะเสี่ยงต่อ “ภาวะแทรก” ในทางการเมืองได้ง่ายๆ

โดยเงื่อนไขยากๆ มันจึงเป็นอะไรที่ คสช.ต้องระวัง ในสถานการณ์ที่สวนทางกัน ด้านหนึ่งจำเป็นต้องใช้ “ยาแรง” ตัดไฟป่วนประชามติ

แต่อีกมุมก็ต้องคุมความเสี่ยงไม่ให้เกิดโรคแทรก

กลายเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติ.


“ทีมการเมือง”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้