วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เผือกร้อนมะกัน-ซาอุฯ ปมเอกสารลับคดี9/11

ถกเครียด?-นายบารัค โอบามา ทำสีหน้าเคร่งเครียดระหว่างการสนทนากับนายอาเดล อัล-จูแบร์ รมว.ต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ก่อนขึ้นแอร์ฟอร์ซวัน เดินทางออกจากกรุงริยาด ซาอุฯ เมื่อวันที่ 21 เม.ย. หลังเสร็จสิ้นภารกิจกระชับสัมพันธ์เป็นเวลา 6 วัน.

ผ่านมาเกือบ 15 ปีเต็ม สำหรับวินาศกรรมก่อการร้าย จี้เครื่องบินโดยสารพุ่งชนตึกแฝด “เวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์” แลนมาร์กกลางนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา วันที่ 11 กันยายน หรือ 9/11

โดยเหตุการณ์ในปี 2544 ครั้งนั้น ได้แปรสภาพโลกให้เข้าสู่ห้วงเวลาแห่งสงครามต่อต้านก่อการร้าย ชักธงโดยสหรัฐฯปฏิบัติการพลิกล่าผ่าแผ่นดินหาตัวผู้รับผิดชอบมาชดใช้ให้จงได้

นำไปสู่การกวาดจับกุมผู้ต้องสงสัยทั่วโลก การถล่มอัฟกานิสถาน อิรัก และท้ายสุดสังหารตัวบงการมาสเตอร์ไมน์ นายโอซามา บิน ลาดิน หัวโจกเครือข่ายก่อการร้ายสากลอัล-เคดา อีก 10 ปีให้หลัง ที่ปากีสถาน

อย่างไรก็ตาม แม้เวลาจะล่วงเลยจนป่านนี้ มีการจับกุมผู้ต้องหาทั้งทางตรงและทางลับเข้าคุกลับกวนตานาโมอย่างมากมาย แต่ปรากฏว่าการสืบสวนก็ยังไม่กระจ่างชัดร้อยเปอร์เซ็นต์เสียที

โดยเฉพาะประเด็นการสนับสนุนจากต่างชาติ ที่กลับมาเป็นเรื่องเผือกร้อนในสหรัฐฯอีกครั้ง หลังมีความเคลื่อนไหวจากกลุ่ม ส.ส.และ ส.ว.พรรคฝ่ายค้านรีพับลิกัน ที่ออกมากดดันให้รัฐบาลพูดความจริง

แจงว่าคณะกรรมาธิการสอบสวนคดี 9/11 มีเอกสารการสืบสวนจำนวน 28 หน้า ที่โยงใยให้เห็นว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุ 19 คน ได้รับการสนับสนุนจากที่ใดบ้าง แต่กลับถูกสั่งปิดเงียบเป็นความลับทางราชการโดยอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช

นำโดยสองหัวหอก ส.ส.วอลเตอร์ โจนส์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ที่เตรียมเสนอร่างกฎหมาย ให้ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ยอมเปิดเผยรายละเอียดของเอกสาร และอดีต ส.ว.บ็อบ เกรแฮม รัฐฟลอริดา ชงกฎหมายต้านสปอนเซอร์ก่อการร้าย เปิดช่องให้ญาติผู้เสียชีวิตฟ้องร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลต่างชาติได้

ขณะที่สื่อในประเทศต่างพากันรับลูก อย่างหนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์ ที่กล้าอ้างจากแหล่งข่าวว่า สำนักข่าวกรองกลางซีไอเอ และสำนัก งานสืบสวนสอบสวนกลางเอฟบีไอ พบหลักฐาน มีเจ้าหน้าที่ “ซาอุดีอาระเบีย” ให้ความช่วยเหลือทางอ้อมแก่ผู้ก่อเหตุชาวซาอุฯอย่างน้อย 2 คน

และทุกการสืบสวนที่โยงไปถึงทางการซาอุฯนั้น กลับถูกสั่งเบรกจากเบื้องบน โดยทั้งนายจอห์น กวนโดโล อดีตเจ้าหน้าที่สืบสวนเอฟบีไอ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากทีมต้านก่อการร้ายเจทีทีเอฟ ผู้ไม่ขอเอ่ยนาม และ ร.ต.ท.โรเจอร์ เคลลี เจ้าหน้าที่สืบสวนศูนย์ข่าวกรองภูมิภาค ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พอมีชื่อซาอุฯโผล่ขึ้นมาทีไร ก็จะถูกสั่งห้ามสืบสวนต่อ ไม่ว่าจากทำเนียบขาวหรือในองค์กรเอฟบีไอเอง

“เอฟบีไอเริ่มพบหลักฐานที่ชี้เป้าไปยังซาอุฯหลายอย่าง แต่หลังจากเจ้าชายบันดาร์ บิน สุลต่าน เอกอัครราชทูตซาอุฯ ประจำสหรัฐฯ เข้าพบส่วนตัวกับจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในทำเนียบขาว คำสั่งก็เปลี่ยนไป เจ้าหน้าที่เอฟบีไอกลับต้องไปช่วยอพยพเจ้าหน้าที่ซาอุฯในเมืองต่างๆ และหนึ่งในนั้นก็คือสมาชิกครอบครัวโอซามา บิน ลาดิน แถมตอนนั้นทางการก็รู้แล้วด้วยว่า ผู้ก่อเหตุ 15 คน จาก 19 คน เป็นชาวซาอุฯ ความจริงเจ้าชายบันดาร์ควรจะเป็นบุคคลที่ต้องถูกสืบสวนเสียด้วยซ้ำ”

พ่วงด้วยรายงานจากร่างแก้ไขของคณะกรรมาธิการสอบสวนคดี 9/11 บางส่วนที่ถูกนำมาเปิดเผยสมทบว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน สถานทูตซาอุฯได้โทรศัพท์สนทนากับบุคคลที่ปรากฏในภายหลังว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนสมาชิกก่อเหตุ ในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ขณะที่ครอบครัวของเจ้าชายบันดาร์ยังได้โอนเงิน 130,000 ดอลลาร์สหรัฐฯให้แก่ทีมสนับสนุนสมาชิกก่อเหตุในเมืองซานดิเอโกเช่นกัน

เท่ากับว่าเป็นการแสดงให้เห็นได้หรือไม่ ว่ารัฐบาลสหรัฐฯรู้หมดว่ามีอะไรในกอไผ่ แต่กลับฉ้อฉลกันภายในเสียเอง อย่างงี้ก็เท่ากับว่าไม่ให้คุณค่าเหยื่อผู้บริสุทธิ์ ที่เสียชีวิตไปกว่า 3,000 ศพเลยหรืออย่างไร

ดังนั้นกรณีดังกล่าวจึงเป็นเรื่องน่าติดตามกันต่อว่า สรุปแล้วร่างกฎหมายให้เปิดเผยเอกสารลับดังกล่าว รวมถึงร่างกฎหมายการฟ้องค่าเสียหายจากรัฐบาลต่างชาติ จะผ่านสภาคองเกรสไปได้หรือไม่ คาดประมาณเดือนมิถุนายนนี้ และหลังจากนั้นจะทำให้รูปคดีไปสู่ทิศทางใด

อย่างไรก็ตาม นายทิม โรเมอร์ อดีต ส.ส.พรรคเดโมแครต และนั่งตำแหน่งคณะกรรมาธิการสอบสวนคดี 9/11 เคยให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอพีว่า เคยอ่านเอกสารลับไปแล้ว 3 รอบ ก็เป็นแค่การรายงานคดีปกติทั่วไป มีทั้งเบาะแส ข้อกล่าวหา ปากคำพยาน และหลักฐานเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุเท่านั้น

ส่วนรัฐบาลซาอุฯก็มีจุดยืนที่ชัดเจน โดยอาเดล อัล-จูแบร์ รมว.ต่างประเทศซาอุฯ ได้ขู่นักการเมืองสหรัฐฯไว้ว่าหากร่างกฎหมายผ่าน รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องขายหลักประกันและทรัพย์สินในสหรัฐฯทั้งหมดรวมกว่า 750,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกศาลสั่งอายัด

คำตอบสุดท้ายจึงอยู่ที่ประธานาธิบดีโอบามา ว่าจะใช้มาตรการวีโต้คว่ำร่างกฎหมาย กลบเรื่องให้มันเป็นปริศนาคาราคาซังต่อไป ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดอย่างดีว่าชีวิตประชาชนกับผลประโยชน์ประเทศอันไหนสำคัญกว่ากัน.


วีรพจน์ อินทรพันธ์

30 เม.ย. 2559 08:58 30 เม.ย. 2559 08:59 ไทยรัฐ