ข่าว
100 year

พิษ "ตะกั่ว" ในสีทาบ้าน อันตราย…ส่งผลสมองเด็ก

ไทยรัฐฉบับพิมพ์16 เม.ย. 2559 05:01 น.
SHARE

องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคปัญญาอ่อนจากสารตะกั่ว ติดอันดับ 1 ใน 10 โรคร้ายแรงที่สุดจากสภาพแวดล้อมซึ่งป้องกันได้ โดยพบสถิติการป่วยด้วยโรคนี้ของเด็กๆทั่วโลกถึง 600,000 รายต่อปี

กลุ่มที่เสี่ยงต่อการรับสารพิษจากตะกั่วมากที่สุด คือ เด็กในวัยต่ำกว่า 6 ปี ทั้งนี้ เพราะร่างกายของเด็กในวัยดังกล่าวสามารถดูดซึมตะกั่วได้มากกว่าผู้ใหญ่ถึง 5 เท่า โดยระบบทางเดินอาหารของเด็กจะดูดซึมสารตะกั่วได้ถึงร้อยละ 50 ของตะกั่วที่รับเข้าสู่ร่างกาย และ...เมื่อตะกั่วถูกดูดซึมสู่กระแสเลือด จะขัดขวางพัฒนาการทางสมองจนมีผลให้เกิดอาการสติปัญญาบกพร่องที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สารตะกั่วที่เด็กมีโอกาสได้รับมากที่สุด คือ สารตะกั่วที่ผสมอยู่ในสี โดยเฉพาะสีทาบ้าน สถานที่ที่ต้องใช้ชีวิตมากที่สุดในแต่ละวัน

ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา บอกว่า เด็กๆมักได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายจากการกินแผ่นสีที่ลอกออกมา หรือฝุ่นสีที่หลุดล่อนจากผนังต่างๆ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ที่อันตรายที่สุด ก็คือ สารตะกั่วจะเข้าไปทำลายเซลล์สมองของเด็กที่กำลังพัฒนา จะทำให้เด็กมีอาการผิดปกติทางสมองได้ แม้ได้รับสารตะกั่วในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ตาม เพราะเด็กเล็กสามารถย่อยและดูดซึมสารตะกั่วได้ดีกว่าผู้ใหญ่

คุณหมอสมศักดิ์ บอกว่า จากการเฝ้าระวังการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมนานกว่า 10 ปี พบว่า มีผู้ป่วยภาวะพิษจากโลหะหนักเพิ่มขึ้นทุกปี แบ่งเป็นพิษสารตะกั่ว 55.10% แคดเมียม 14.28% ดีบุกและส่วนประกอบ 10.2% เฉลี่ยจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 7 ราย แม้จะดูว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำเมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ แต่การได้รับพิษจากสารตะกั่วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และผู้ป่วยโดยเฉพาะเด็กมีสิทธิที่จะมีภาวะความพิการทางสมองไปตลอดชีวิต

“ในเด็กเราพบการสัมผัสสารตะกั่วสูงขึ้น ไม่ใช่แค่สีทาบ้าน แต่ยังพบในเครื่องเล่นเด็ก ซึ่งเด็กใช้มือจับ เล่นเครื่องเล่น และนำมาอมหรือใส่เข้าไปในปาก ทำให้ตะกั่วที่อยู่ในสีที่หลุดลอกเข้าสู่ร่างกายจนเป็นอันตรายได้” นายกแพทยสภาอธิบาย

คุณหมอสมศักดิ์ บอกด้วยว่า สารตะกั่วมักถูกใช้เป็นวัตถุดิบในสีน้ำมันทาอาคารและสีน้ำมันตกแต่ง โดยมักอยู่ในรูปของผงสีโทนสด เช่น สีเหลือง สีแดง สีเขียว ในบางกรณีสารตะกั่วยังถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของสารเร่งแห้งและสารเร่งปฏิกิริยาทางเคมี แต่หลังจากที่พบว่าสารตะกั่วในสีเป็นต้นเหตุของโรคพิษตะกั่วในเด็กจำนวนมาก รัฐบาลกว่า 40 ประเทศทั่วโลกจึงออกกฎหมายเลิกใช้สารตะกั่วในสี โดยล่าสุด เมื่อเดือนธันวาคม 2556 ฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ออกกฎหมายห้ามผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์สี บรรจุภัณฑ์อาหาร ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีสารตะกั่วเจือปน ภายในปี 2559

“เหตุผลที่ต้องออกมาเตือน เพราะสารตะกั่วเป็นสารพิษที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุดและเป็นอันตรายมากสำหรับเด็กๆ อย่างที่บอกว่า ร่างกายเด็กจะดูดซึมสารตะกั่วจากทางเดินอาหารได้ถึง 30-75% ขณะที่ผู้ใหญ่ดูดซึมได้เพียง 11% และเมื่อตะกั่วเข้าสู่ร่างกายของเด็กจะไปทำลายระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย ยิ่งเด็กอายุน้อยก็จะมีการทำลายมากขึ้น ส่งผลต่อการพัฒนาการระดับไอคิว ทำให้สติปัญญาต่ำ พัฒนาการช้า ในรายที่รุนแรงอาจถึงขั้นปัญญาอ่อน” คุณหมอสมศักดิ์บอก

นายกแพทยสภา ยังบอกด้วยว่า หากมีสารตะกั่วเพิ่มขึ้นทุก 10 ไมโครกรัม/เดซิลิตร จะทำให้ไอคิวลดลง 1-3 จุด เมื่อตะกั่วเข้าสู่ร่างกาย ตะกั่วจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และสะสมในเนื้อเยื่อ ต่างๆ ถ้าเป็นเนื้อเยื่อแข็งจะสะสมที่กระดูก ฟัน เล็บ และเส้นผม ส่วนเนื้อเยื่ออ่อน จะสะสมในไขกระดูก ระบบประสาท ตับ ม้าม ไต และอวัยวะภายในอื่นๆ อวัยวะที่พบการสะสมมากที่สุดคือ กระดูก แม้ว่าตะกั่วบางส่วนสามารถถูกขับออกจากร่างกายได้ด้วยทางปัสสาวะและอุจจาระ รวมถึงการขับออกทางเหงื่อและน้ำนมก็ตาม

สำหรับอาการของโรคพิษจากสารตะกั่ว เกิดได้ในทุกๆระบบของร่างกาย เช่น หากเกิดในระบบทางเดินอาหาร จะมีอาการเบื่ออาหาร อาเจียน ท้องผูก จนถึงอาจมีอุจจาระร่วง ปวดท้องอย่างรุนแรง แต่ถ้าตะกั่วเข้าสู่ระบบประสาทจะมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อมือและข้อเท้าห้อย ส่วนอาการทางสมอง มักพบมากในเด็ก โดยเด็กจะมีอาการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม เช่น เซื่องซึม เฉื่อยชา ถ้ามีการสะสมของตะกั่วมากอาจทำให้เกิดอาการชักและหมดสติได้ ส่วนถ้าสารตะกั่วซึมเข้าในระบบเลือด ก็จะทำให้เกิดอาการเลือดจาง อ่อนเพลีย ซีด เนื่องจากตะกั่วไปขัดขวางการสังเคราะห์ฮีโมโกลบิน ทำให้มีปริมาณฮีโมโกลบินในเลือดลดลง

นอกจากนี้ยังพบอาการของพิษตะกั่วในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เมื่อตะกั่วเกิดการสะสมในเนื้อเยื่อกระดูก และกล้ามเนื้อต่างๆ จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามข้อและกระดูก ซึ่งมักพบอาการกระดูกผุและหักง่ายตามมาส่วนอาการทางกล้ามเนื้อจะทำให้เมื่อยล้า และกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ในประเทศ ไทยเริ่มมีสีทาอาคารปลอดสารตะกั่วและสีที่มีสารตะกั่วผสมในปริมาณต่ำ วางจำหน่ายตั้งแต่ปี 1977 และเริ่มมีการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับผลิตภัณฑ์สีประเภทต่างๆ ตั้งแต่ปี 1978 อย่างไรก็ตาม มาตรฐานดังกล่าวยังอาศัยความร่วมมือแบบสมัครใจ แต่ไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย

ทั้งนี้ นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ผู้ก่อตั้งและประธานที่ปรึกษากลุ่มบริษัททีโอเอ บอกว่า ปี 2558 ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ได้จัดทำมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อควบคุมปริมาณสารตะกั่วในสีน้ำมันเป็นเรียบร้อยแล้ว (มอก.2625-2557) รอแค่ ครม.อนุมัติและบังคับใช้ นั่นหมายความว่า หลังจากนี้ไปผู้บริโภคต้องเลือกซื้อสินค้าสีน้ำมันที่มีฉลาก มอก. ฉบับนี้กำกับอยู่บนกระป๋อง จึงจะถือว่าปลอดภัยและผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มิฉะนั้นหากถูกตรวจพบ ผู้ผลิตสีรายนั้นๆ จะเข้าค่ายผิดกฎหมายและถูกเพิกถอนการขายสินค้าชนิดนั้นทันที ทั้งนี้ สารตะกั่วมักจะพบในกลุ่มสีน้ำมันทาอาคาร ประกอบด้วยวัตถุดิบ 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1.ผงสี (Pigment) ทำให้สีสด มักมีปริมาณสารตะกั่วสูงมาก 2.สารที่ช่วยให้สีน้ำมันแห้ง (Drier) 3.ผงสีกันสนิม (Anti-Corrosive primer) และสารกันเชื้อรา ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้จะไม่พบในกลุ่มสีน้ำทาอาคาร.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สมาร์ทไลฟ์ตะกั่วสารตะกั่วพิษสารตะกั่วสีทาบ้านสารตะกั่วจากสีทาบ้านอันตรายจากสีทาบ้านสมศักดิ์ โล่ห์เลขานายกแพทยสภาคอลัมน์คอลัมน์ฉบับพิมพ์คอลัมน์ไทยรัฐหนังสือพิมพ์ไทยรัฐไทยรัฐไทยรัฐออนไลน์

Most Viewed