คุกป๋าชื่น 12ปี! แอบอ้าง เบื้องสูง ขอโฉนด

Share :
line-share-logo

“ป๋าชื่น” มาฟังคดีหมิ่น เบื้องสูงที่ศาลอาญา ถูกพิพากษาจำคุก 12 ปี แอบอ้างฮุบที่ดินลำตะคองบริเวณเขาหนองเชื่อมโคราชขอออกโฉนดที่ดินทับซ้อนที่ทหาร และพื้นที่กันไว้ทดแทนต้นน้ำ เพื่อจัดสรรขายให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่ดินไปปลูกบ้านพักตากอากาศเพื่อหวังผลกำไร จำเลยฟังคำตัดสินยังไม่รู้ว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ ถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวกลับเรือนจำตามเดิม

ศาลชั้นต้นจำคุกป๋าชื่น 12 ปี แอบอ้างเบื้องสูงขอออกโฉนดพื้นที่ทับซ้อนทหาร สร้างบ้านพักตากอากาศหวังทำกำไร เปิดเผยขึ้นที่ห้องพิจารณา 814 ศาลอาญา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 เม.ย. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ฟ้องนายบุญธรรม หรือป๋าชื่น บุญเทพประทาน อายุ 66 ปี กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัทบ้านชุมทอง จำกัด และบริษัทเขาใหญ่ เบเวอร์ลี่ฮิลล์ จำกัด เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นองค์รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างปี 2550-2551 วันเวลาใด ไม่ปรากฏชัด ที่ดินลำตะคอง บริเวณเขาหนองเชื่อม ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา บางส่วนมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน บางส่วนเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับที่ดินของทหารที่มีหนังสือขอใช้พื้นที่อย่างเป็นทางการ และบางส่วนเป็นพื้นที่ที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินแห่งชาติ ได้กันไว้เป็นพื้นที่ทดแทนต้นน้ำ จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ แต่ต่อมา นายบุญธรรม จำเลย เป็นเจ้าของ และเป็นกรรมการ ผู้มีอำนาจ บจก.บ้านชุมทอง และ บจก.เขาใหญ่ฯ ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินและค้าขายที่ดิน มีความประสงค์จะนำที่ดินบริเวณดังกล่าว มาขอออกโฉนดที่ดินเพื่อจัดสรรขายให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่ดินไปปลูกบ้านพักตากอากาศในราคาสูงทำกำไรได้มาก

โดยนายบุญธรรม จำเลย ได้ร่วมมือกับนายเสฏฐวุฒิ หรือตั๊ก เพ็งดิษฐ์ นายหน้าค้าที่ดิน ให้ไปดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินเนื้อที่หลายร้อยไร่ และพูดกับนายเสฏฐวุฒิมีถ้อยคำบางตอนอ้างว่า มีความสนิทสนมกับ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีต รอง ผบช.ก.และ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. มีศักดิ์เป็นน้า ของอดีตองค์รัชทายาท หากนายเสฏฐวุฒิ มีปัญหาหรืออุปสรรคขั้นตอนใดๆ ในการขอออกโฉนดที่ดินให้มาบอกได้ทันที ถ้อยคำ นั้นเป็นการแอบอ้าง จาบจ้วง ล่วงเกิน ที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์รัชทายาท และต่อมายังได้พูดแอบอ้างกับนายเสฏฐวุฒิอีก โดยมีเจตนาชัดเจนที่ต้องการแอบอ้างรัชทายาท เพื่อให้ตนเองสมประโยชน์ เหตุเกิดที่ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีพนักงานสอบสวน 4 นาย เป็นชุดพนักงานสอบสวนที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.เมื่อปี 2558 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนกว่า 30 นาย เพื่อสืบสวนสอบสวนหลักฐานทางคดี เบิกความสอดคล้องกันถึงคำให้การของนายเสฏฐวุฒิ ผู้ต้องหา ให้การว่าช่วงปี 2550-2551 ได้รับประสานให้รวบรวมที่ดินที่อำเภอปากช่องและได้รับเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาทจากจำเลย โดยจำเลยอ้างว่าหากมีปัญหาอะไรให้มาบอกเพราะรู้จักกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มีศักดิ์เป็นน้า ของอดีตองค์รัชทายาท

นอกจากนี้ยังมีพยานเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินปากช่อง เบิกความว่าครั้งแรกนายเสฏฐวุฒิมาขอออกโฉนดที่ดินเพื่อจะทำโรงแรมแต่เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นภูเขาสูงชัน มีความชันเกินกว่า 35 องศาและเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ทหารไม่สามารถออกโฉนดได้ ภายหลังนายเสฏฐวุฒิได้ดำเนินการอีก ระบุว่าจะนำโฉนดที่ดินไปถวาย นอกจากนี้ยังมีนายก อบต.อีกปากเบิกความว่าเมื่อปลายปี 2550 มีการมาขอให้พยานรับรองออกโฉนดที่ดิน พยานแจ้งว่าการออกโฉนดไม่สามารถดำเนินการได้ โดยคำเบิกความของพยานโจทก์เป็นลำดับขั้นตอนและสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวน อีกทั้งพยานไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงรับฟังได้ว่าคำเบิกความของพยานเป็นไปตามหน้าที่

ส่วนที่นายเสฏฐวุฒิ จำเลยอีกสำนวนหนึ่งรับสารภาพไปก่อนหน้านี้และศาลมีคำตัดสินแล้ว มาเบิกความเป็นพยานในคดีนี้ อ้างว่าไม่ได้รับสารภาพโดยสมัครใจ ถูกกลั่นแกล้งและข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ว่าจะทำร้ายครอบครัว ศาลเห็นว่าเมื่อมีการฟ้องคดีนายเสฏฐวุฒิ ศาลให้โอกาสเต็มที่ในการต่อสู้คดีแต่จำเลยให้คำรับสารภาพ ได้มีคำตัดสินและคดีถึงที่สุดไม่มีการยื่นอุทธรณ์ ขณะที่คำให้การในชั้นสอบสวนของนายเสฏฐวุฒิ ได้กระทำต่อหน้าจำเลย แม้คำให้การในชั้นสอบสวนจะเป็นการซัดทอดจำเลยด้วย แต่คำให้การก็ไม่ทำให้นายเสฏฐวุฒิพ้นจากความผิดเช่นกัน อีกทั้งการสอบสวนทำในรูปแบบของคณะทำงานตามคำสั่งของ ผบ.ตร. คำให้การจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยมีความผิดหรือบริสุทธิ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ฟังได้ว่าคำให้การของพนักงานสอบสวนได้มาโดยชอบ

สำหรับนายบุญธรรม จำเลยสู้ว่าถูกกลั่นแกล้งเพราะจำเลยให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และ พล.ต.ต.โกวิทย์ จำเลยในคดีหมิ่นเบื้องสูงเช่าที่เปิดบ่อนโคลอนเซ่นั้น จำเลยมีเพียงตนเองและบุตรชาย เบิกความโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้ว่าจำเลยได้รับประโยชน์ในการออกโฉนดที่ดิน ได้มีการกล่าวอ้างถึงองค์รัชทายาท ทำให้ถูกดูหมิ่นและเสื่อมเสียพระเกียรติยศ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้องโจทก์ พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวม 2 กระทง กระทงละ 8 ปี รวม 16 ปี การนำสืบจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีเห็นควรลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 4 คงจำคุกจำเลย 2 กระทง กระทงละ 6 ปี รวม 12 ปี

ภายหลังนายบุญธรรมได้หารือกับบุตรชายและญาติ รวมถึงทนายความ ว่าจะอุทธรณ์คดีหรือไม่ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะคุมตัวนายบุญธรรมกลับไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครตามเดิม

สำหรับนายเสฏฐวุฒิ หรือตั๊ก เพ็งดิษฐ์ อายุ 52 ปี อาชีพนายหน้าค้าที่ดิน เป็นน้องชายนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นั้น ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 พ.ค.58 ว่ากระทำผิดจริง ตาม ม. 112 ให้จำคุก 5 ปี คำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษกึ่งหนึ่ง จึงจำคุก 2 ปี 6 เดือน

อ่านเพิ่มเติม...