คนจนหมดสิทธิ์! แฉเล่ห์แป๊ะเจี๊ยะ ร.ร.ดัง พ่อแม่ควักตังค์ คนมีอำนาจยัดเด็ก

Share :
line-share-logo

“แป๊ะเจี๊ยะ” คำสั้นๆ แต่ความหมายเจ็บแสบบาดลึกหัวใจของคนชนชั้นรากหญ้ายิ่งนัก เพราะคำเพียงคำเดียวอาจทำลายสิทธิอันควรจะเป็นของเด็กนักเรียนคนหนึ่งอย่างไม่ใยดี และที่สำคัญ คำๆ เดียวอาจถูกเล่นแร่แปรธาตุจนเปลี่ยนเป็นคำใหม่ เช่น คำว่าค่าบำรุงการศึกษา, เงินบริจาค, เงินอุดหนุนการศึกษา หรือแล้วแต่สถานศึกษาจะบรรจงสร้างคำขึ้นมาใหม่ให้สวยหรู

ทางทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้เริ่มต้นหาเบาะแสจากคำบอกเล่าของผู้อำนวยการของโรงเรียนชื่อดัง กับประเด็นร้อนแรงที่สุดในช่วงปิดเทอม “การสอบเข้า ม.1 และ ม.4 ของปีนี้ มีแป๊ะเจี๊ยะหรือไม่?” โดยแบ่งเป็นโรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ 1 ท่าน และโรงเรียนจากต่างจังหวัด 1 ท่าน ซึ่งรายงานพิเศษชิ้นนี้จะไม่บอกว่า โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศไทยมีแป๊ะเจี๊ยะหรือไม่อย่างไร แต่เราขอให้ท่านผู้อ่านได้พินิจพิจารณาจากคำบอกเล่าของผู้อำนวยการด้วยตัวของท่านเอง

พ่อแม่ผู้ปกครองต่างร่วมลุ้นไปกับลูกด้วย
ฝั่งโรงเรียน : ผู้อำนวยการโรงเรียนในเขต กทม.

เริ่มต้นจาก ดร.สุปราณี ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา ยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ปกครองหลายต่อหลายท่านพยายามที่จะติดต่อสอบถามเข้ามากับทางโรงเรียนว่า จะต้องให้พวกเขาทำอย่างไร เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสเข้าไปเรียนในโรงเรียนสตรีวิทยา แต่ทางโรงเรียนได้แนะนำให้ผู้ปกครองเขียนคำร้องจัดหาที่เรียนให้ ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหรือโรงเรียนใกล้บ้าน

“โดยส่วนใหญ่ ผอ.จะไม่พบผู้ปกครองเหล่านี้โดยตรง แต่จะมีเจ้าหน้าที่ของทางโรงเรียนคอยพูดคุยกับผู้ปกครอง เพื่อชี้แจงให้ผู้ปกครองไปเขียนไปยื่นคำร้องจัดหาที่เรียนให้แก่บุตรหลาน” ผอ.ร.ร.สตรีวิทยา กล่าวเพิ่มเติม

“ผู้อำนวยการมีทัศนคติอย่างไรกับการที่ผู้ปกครองจ่ายค่าบำรุงการศึกษาให้แก่ทางโรงเรียน เพื่อแลกที่นั่งให้กับบุตรหลาน?” ดร.สุปราณี แสดงทรรศนะว่า หากเป็นการจ่ายเงิน เพื่อแลกสิทธิ์ให้บุตรหลานได้เข้าเรียน สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง แต่ในกรณีที่ผู้ปกครอง หรือหน่วยงานต่างๆ ได้อุปการะโรงเรียนมาอย่างยาวนาน กรณีเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เช่น โรงเรียนบางแห่งที่ใช้ประโยชน์จากที่ดินของการรถไฟ จะไม่รับเด็กนักเรียนที่มาจากเงื่อนไขพิเศษก็มิได้ เพราะโรงเรียนและการรถไฟมีการทำสัญญาระหว่างกันไว้ตั้งแต่ต้น อีกทั้ง งบประมาณจากกระทรวงศึกษาธิการนั้น แบ่งเป็นงบฯ ต่อหัวของ ม.ต้น 3,500 บาท และ ม.ปลาย 3,800 บาท คำถามคือ งบประมาณที่ตกวันละ 17.50 บาท จะเพียงพอต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างไร

“บางคนไปมองเจตนาผิด กลายเป็นโรงเรียนชั่วร้าย โรงเรียนเรียกรับเงิน จริงๆ ไม่ใช่ ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แล้วว่า การที่ผู้ปกครองจะมาสนับสนุนโรงเรียน ผู้ปกครองต้องเห็นประโยชน์ในโครงการของโรงเรียนว่า ถ้าทำแล้วมีประโยชน์ต่อลูกเขาด้วย อย่ามองว่าโรงเรียนเอาแต่ได้อย่างเดียว เพราะโรงเรียนก็เก่าแก่และเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา จึงต้องมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง” ดร.สุปราณี ผอ.โรงเรียนสตรีวิทยา ให้ความเห็น

ประกาศผลสอบ ย่อมมีคนสมหวังและผิดหวัง
ฝั่งโรงเรียน : ผู้อำนวยการโรงเรียนในเขตต่างจังหวัด

ตามมาด้วย โรงเรียนดังทางฝั่งตะวันตกของประเทศ อย่างเบญจมราชูทิศ ราชบุรี โดย นายสมศักดิ์ ฉันทานุรักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน ยืนยันกับทีมข่าวว่า ในช่วงนี้ ทางโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ไม่มีการรับบริจาคเงินจากผู้ปกครองอย่างแน่นอน แต่ยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ปกครองจำนวนมากมีความพยายามที่จะติดต่อเข้ามา เพื่อขอความอนุเคราะห์อย่างต่อเนื่อง แต่ทางโรงเรียนได้ตอบปฏิเสธ พร้อมแนะนำให้ผู้ปกครองไปยื่นคำร้องจัดหาที่เรียนให้แก่บุตรหลาน เนื่องจากในช่วงนี้มีหนังสือชี้แจงมาจาก สพฐ.ว่า ห้ามรับเงินบริจาคในช่วงนี้

“จากกระแสข่าวที่ว่า โรงเรียนมีการรับเงินบริจาคสูงถึง 50,000 บาท เพื่อแลกกับที่นั่งเรียนชั้น ม.1 ความจริงเรื่องนี้เป็นเช่นไร?” ผู้สื่อข่าวถามไปยัง ผอ.ร.ร.เบญจมราชูทิศ ราชบุรี ซึ่งเราได้รับคำตอบปนเสียงหัวเราะจาก ผอ.ว่า 50,000 บาทไม่มี ยืนยันเลยว่าไม่มี แต่อาจจะมีที่เขาสนับสนุนเข้ามาล่วงหน้าไว้แล้ว แต่ไม่ใช่ช่วงนี้ อย่างเช่นหน่วยงาน หรือองค์กรที่มีการอุปการะกับโรงเรียนมาโดยตลอด เช่น วัด, สมาคมฯต่างๆ โดยแต่ละหน่วยงานจะจัดส่งเด็กนักเรียนมาในรูปแบบเงื่อนไขพิเศษ ประมาณ 3-5 คนต่อหน่วยงาน ซึ่งจะมีการพิจารณาเป็นรายคน มิใช่ว่า ทางโรงเรียนรับทั้งหมดทุกคน โดยในปีนี้การรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษมีทั้งสิ้น 70 คน

“ผู้อำนวยการมีทัศนคติอย่างไรกับการที่ผู้ปกครองจ่ายค่าบำรุงการศึกษาให้แก่ทางโรงเรียน เพื่อแลกที่นั่งให้กับบุตรหลาน?” เราถามคำถามนี้กับ ผอ.ร.ร.เบญจมราชูทิศ ราชบุรี เช่นเดียวกัน ซึ่งได้รับคำตอบว่า โดยส่วนตัวมองว่า แป๊ะเจี๊ยะอาจไม่ใช่เรื่องผิด เนื่องจากเงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปพัฒนาโรงเรียนในด้านต่างๆ มิใช่นำเงินมาเข้ากระเป๋าผู้บริหาร หรือบุคลากรในโรงเรียน อีกทั้งงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่สามารถนำมาใช้ดำเนินการได้ตามระบบงบประมาณ เช่น การปรับปรุงอาคารสถานที่ อันเป็นสิ่งที่โรงเรียนไม่สามารถขอจากทางกระทรวงได้โดยตรง

“หากถามว่างบประมาณที่ให้มาเพียงพอมั้ย ก็บอกได้ว่าพอ แต่ถ้าโรงเรียนจะต้องพัฒนาต่อยอดนอกเหนือจากที่งบประมาณที่จัดสรรมาให้ เราก็ต้องหาแนวทางพัฒนาโรงเรียนให้แตกต่างออกไป” ผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อดังฝั่งตะวันตกของประเทศให้ความคิดเห็น

พ่อแม่แอบมารอหน้าห้องผู้อำนวยการ เพื่อพูดคุยทำข้อตกลงฝากลูกหลานเข้าเรียน
ฝั่ง NGO : ภตช. เปิดลูกเล่นฝากเด็กเข้าโรงเรียนดัง

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของชาติ (ภตช.) กล่าวถึงกระบวนการจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะในรูปแบบต่างๆ ว่า ในบางปีจะมีผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงทำจดหมายลงตราครุฑ เขียนถึงโรงเรียนชื่อดังบางแห่ง เพื่อขอความอนุเคราะห์ แต่ก่อนที่จะทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ ทางโรงเรียนและผู้ใหญ่ในกระทรวงก็จะมีการพูดคุยทำข้อตกลงกันก่อน เพราะถ้าเด็กไม่มีที่มาที่ไป ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ เช่น โรงเรียนไม่สามารถชี้แจงกับคณะกรรมการรับนักเรียนได้

“ส่วนรูปแบบการจ่ายเงินนั้น มี 2 ส่วน คือ 1.จ่ายเงิน พร้อมหนังสือขอความอนุเคราะห์ ซึ่งหนังสือดังกล่าวก็จะเหมือนจดหมายน้อยที่ออกจากข้าราชการตำแหน่งใหญ่โต เช่น บุคคลที่มีตำแหน่งสูงในกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น 2.จ่ายเงินผ่านสมาคมฯ หรือผู้มีอำนาจ ซึ่งในรูปแบบนี้ จะเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ปกครองที่เป็นพ่อค้า หรือประชาชนทั่วไป โดยมีผู้มีอำนาจทำหนังสือยื่นต่อผู้อำนวยการโรงเรียนหรือคณะกรรมการรับนักเรียน” เลขาธิการ ภตช. พูดคุยอย่างเปิดอก

ขณะที่ ผลกระทบของการจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะแลกที่นั่งเรียนนั้น เลขาธิการ ภตช. กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การจ่ายแป๊ะเจี๊ยะมี 2 รูปแบบ โดยแบ่งเป็นรูปแบบที่เป็นข้อแลกเปลี่ยนด้วยเงินสด กับ การแลกเปลี่ยนด้วยสิทธิประโยชน์เกื้อกูลกัน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งโยกย้าย การตั้งกรรมการสอบวินัย การสั่งฟ้อง หรือไม่สั่งฟ้อง โดยกระบวนการยุติธรรมนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าแปลงเป็นรูปแบบเงินสด จะอยู่ที่ 6,000 – 12,000 บาท

ปัญหาแป๊ะเจี๊ยะกลายเป็นปัญหาฝังรากลึกระบบการศึกษาไทย

“ถ้าเป็นไปในรูปแบบสิทธิประโยชน์ในด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากตัวเงิน ก็คงประเมินค่าไม่ได้ เช่น เขาถูกดำเนินคดี เขามีเรื่องร้องเรียนที่ อ.ก.ค.ศ. (คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษา) แล้วปรากฏว่า อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่บอกว่า เดี๋ยวช่วยนะ มี 5-6 เสียงเดี๋ยวช่วยกัน เพื่อให้ ผอ.โรงเรียนคนนี้รอด แต่ อ.ก.ค.ศ. เขาขอฝากเด็กนักเรียนคนละ 1-2 คน รวมเด็กทั้งหมดก็ราวๆ 12 คน ถ้าคนละ 200,000 ก็เท่ากับ 2,400,000 เพราะฉะนั้น ถ้าแปลงจากเงินเป็นความช่วยเหลือ มันก็คือระบบคอร์รัปชันนั่นเอง” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

นายมงคลกิตติ์ กล่าวถึงการทำงานของ ภตช.ว่า ในปีที่ผ่านมา ภตช. ไปตรวจสอบที่โรงเรียนแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับห้าแยก โดย ภตช.ไปตรวจสอบบันทึกการกดเงินของผู้ปกครองย้อนหลังในช่วงวันที่ประกาศผลสอบจนถึงมอบตัว พบว่า มีเงินแต่ละบัญชีถูกเบิกออกไปซ้ำกันๆ ประมาณ 2-3 แสนบาท จนตู้เอทีเอ็มที่ติดตั้งอยู่บริเวณห้าแยกเงินหมด ทั้งๆ ที่ค่าเทอมโรงเรียนแห่งนั้นไม่ได้แพง ซึ่งจะมีแต่เพียงค่าบำรุงการศึกษาราว 4-5 พันบาทเท่านั้น คำถามคือ ทำไมต้องเบิกเงินออกไปพร้อมๆ กัน โดยไม่ได้นัดหมาย

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ ภตช. เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวว่า ห้ามโรงเรียนรับเงินในรูปแบบต่างๆ อย่างเด็ดขาด โดยให้รัฐใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งเก็บภาษีการศึกษา เช่นเดียวกันกับการเก็บภาษีล้อเลื่อน, ภาษีน้ำมัน ซึ่งภาษีการศึกษาไม่ใช่ตัวเงินมากมายใดๆ ดังนั้นจึงไม่เป็นภาระต่อนักเรียนและผู้ปกครองแต่อย่างใด

ฝั่งนักวิชาการด้านการศึกษา : แป๊ะเจี๊ยะ มะเร็งร้ายกัดกินชาติ

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงสภาพปัญหาแป๊ะเจี๊ยะว่า การแก้ปัญหาแป๊ะเจี๊ยะ นับว่าเป็นเรื่องยาก เนื่องจากแป๊ะเจี๊ยะได้กลายเป็นวัฒนธรรมหนึ่งของระบบการศึกษาไทยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัญหาดังกล่าวถูกบ่มเพาะขึ้นจาก 1.คุณภาพของโรงเรียนแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน โรงเรียนที่ดีมีจำกัด จึงก่อให้เกิดค่านิยมต่อโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งขึ้น 2.ผู้รับ-ผู้จ่าย มีความสมยอมพร้อมใจกัน

“ปัจจุบัน เราไม่สามารถติดตามตรวจสอบได้เลยว่า กฎเกณฑ์การรับนักเรียนของแต่ละโรงเรียนมีรายละเอียดเช่นไร โดยเฉพาะในกรณีที่เด็กมีอุปการะ หรือมีบุญคุณกับทางโรงเรียน รายละเอียดในส่วนนี้ค่อนข้างยิบย่อยมาก เช่น จำนวนเด็กเงื่อนไขพิเศษ, สมาคมฯ หรือหน่วยงานที่มีบุญคุณกับโรงเรียนมีกี่แห่ง ซึ่งช่องทางนี้ สามารถนำไปสู่การจ่ายแป๊ะเจี๊ยะได้อย่างง่ายดาย เพราะฉะนั้น รายละเอียดเรื่องจำนวนนักเรียน, สิทธิพิเศษ, จำนวนที่ประกาศรับเทียบจำนวนที่เข้า เป็นเช่นไร” นักวิชาการด้านการศึกษา ชี้ช่องโหว่

พ่อแม่ผู้ปกครองต่างร่วมลุ้นไปกับลูกด้วย

ศ.ดร.สมพงษ์ ให้ความเห็นต่ออีกว่า ในทุกๆ ปี มักจะพบว่า รัฐมนตรีหรือผู้หลักผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการจะมีการมอบนโยบายปลอดแป๊ะเจี๊ยะกันตลอดทุกปี แต่ในทุกๆ ปีนั้น ยังมีจุดบกพร่องคือมาตรการติดตามตรวจสอบ และบทลงโทษภายหลังจากฤดูกาลรับเด็กนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ที่ยังมีความเข้มข้นไม่เพียงพอ

ขณะที่ ผลกระทบของ “แป๊ะเจี๊ยะ” นั้น ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อธิบายว่า ระบบแป๊ะเจี๊ยะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงระบบการศึกษาไทยที่ไม่เคารพสิทธิของเด็กโดยทั่วหน้า ซึ่งกลับกลายเป็นว่า เด็กกลุ่มหนึ่งมีอภิสิทธิ์เหนือเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง และผลที่ตามมาคือ ระบบอภิสิทธิ์ และระบบอุปถัมภ์ อันเป็นต้นตอของค่านิยมคอร์รัปชันในที่สุด

“อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ เด็กที่ไม่สามารถเข้าเรียนได้จะเกิดความรู้สึกว่า สังคมไม่เป็นธรรม โรงเรียนในฝันร่วมมือกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่าเคารพแย่งชิงในสิ่งที่พวกเขาควรจะได้ ในขณะที่เด็กที่ใช้เงินเพื่อแลกที่นั่ง จะเกิดนิสัยเคยตัว เพราะฉะนั้น หากรัฐบาลยุคนี้มองว่า การคอร์รัปชันเป็นเรื่องร้ายแรง ผมก็จะบอกว่า แป๊ะเจี๊ยะในระบบการศึกษาก็เป็นเรื่องที่ร้ายแรงไม่แตกต่างจากคอร์รัปชันทั่วไป” ศ.ดร.สมพงษ์ ทิ้งท้าย

ฝั่ง สพฐ. : สั่งดุห้ามโรงเรียนรับเงินแลกที่นั่งเด็ดขาด

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงปัญหาโรงเรียนดังรับแป๊ะเจี๊ยะว่า หากผู้ปกครองพบข้อมูลโรงเรียนใดก็ตามเรียกรับเงิน เพื่อแลกกับที่นั่งก็ขอให้แจ้งเข้ามาได้ที่ สพฐ.ได้ทันที และหากตรวจสอบพบว่า มีการเรียกรับเงินจริงก็จะต้องถูกลงโทษทางวินัย ซึ่งโทษทางวินัยในที่นี้ ต้องตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าโรงเรียนนั้นๆ มีเจตนารับเงินหรือไม่ และการรับเงินดังกล่าว มีความผิดตามที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้หรือไม่ โดยล่าสุด ทาง สพฐ.ยังไม่พบการร้องเรียนเรื่องแป๊ะเจี๊ยะแต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่ผู้อำนวยการโรงเรียนหลายท่านมองว่า การรับแป๊ะเจี๊ยะไม่ใช่เรื่องผิด เนื่องจากเป็นการนำเงินมาบริหารโรงเรียน มิใช่เข้ากระเป๋าผู้บริหารนั้น เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า แป๊ะเจี๊ยะ คือ ข้อห้ามเด็ดขาดของ สพฐ. ใครจะอธิบายหรือคิดอย่างไรนั้น ก็อย่าลืมว่า การรับเงินรับทองเข้าโรงเรียนเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ดังนั้น หากพบบุคลากรของโรงเรียนรับเงินเพื่อแลกสิทธิ์ใดๆ ก็ตาม ต้องดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต่อไป

บางโรงเรียนมีการประกาศรายชื่อตัวสำรอง แต่บางโรงเรียนก็ไม่มีการประกาศรายชื่อตัวสำรอง

“เด็กนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ ถือว่าเป็นช่องโหว่ที่จะก่อให้เกิดปัญหาแป๊ะเจี๊ยะหรือไม่?” ผู้สื่อข่าวถาม เลขาธิการ กพฐ. ซึ่งได้รับคำตอบว่า ไม่เป็นช่องโหว่ เพราะถ้าสมาคม หรือองค์กรต่างๆ ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เด็กนักเรียนคนหนึ่งมีโอกาสได้เข้าเรียนโรงเรียนแห่งนั้นๆ ก็สามารถทำได้ แต่หลักการสำคัญ คือ ผู้ปกครองอย่าจ่ายเงิน

“หากโรงเรียนบางแห่งมีนักเรียนสละสิทธิ์ แต่ทางโรงเรียนกลับไม่ประกาศชื่อตัวสำรอง และไม่ประกาศคะแนนของผู้เข้าสอบ ในจุดนี้อาจทำให้เกิดปัญหาการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะ เพื่อแย่งที่นั่งนักเรียนตัวสำรองได้หรือไม่?” เลขาธิการ กพฐ. ตอบคำถามนี้ว่า อันดับแรกต้องตรวจสอบโรงเรียนดังกล่าวเสียก่อนว่า การประกาศผลสอบเป็นไปตามกฎของ สพฐ. หรือไม่ โดยล่าสุด ยังไม่พบโรงเรียนที่ไม่ประกาศชื่อตัวสำรอง แต่เชื่อว่า ผู้อำนวยการคงไม่ทำกับนักเรียนด้วยวิธีเรียกเด็กอีกคนหนึ่งมารับที่นั่งแทนนักเรียนตัวสำรอง ดังนั้น หากพ่อแม่ผู้ปกครองพบความผิดปกติ สามารถร้องเรียนมาได้ที่ สพฐ.ทันที


ฝ่ายหนึ่งอยากรับ ฝ่ายหนึ่งอยากจ่าย
หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบ่ายหน้าไม่เอาด้วย ปัญหาแป๊ะเจี๊ยะจะไม่มีวันเกิดขึ้น...

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ
    ส่งได้ตลอด 24 ชม.
อ่านเพิ่มเติม...