วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จิดาภา ศัลยสิริ ไชยศรีสุทธิ์ เจ้าของร้านชาบู ชาบู นางใน ได้เรียนรู้ชีวิตบนเส้นทางธุรกิจ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

จิดาภา ศัลยสิริ ไชยศรีสุทธิ์ เจ้าของร้านชาบู ชาบู นางใน ได้เรียนรู้ชีวิตบนเส้นทางธุรกิจ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

  • Share:

เรียนรู้การทำงานจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนมาหลายปี จิดาภา ศัลยสิริ ไชยศรีสุทธิ์ ได้นำประสบการณ์มาใช้ในการทำธุรกิจของตัวเอง โดยเริ่มสร้างธุรกิจที่ชอบ แทนการสานธุรกิจของที่บ้าน เธอจึงได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่มีการสอนในตำรา

พิงค์-จิดาภา นักธุรกิจสาววัย 34 ปี เล่าว่า เป็นลูกสาวคนสุดท้องของ นพ.สัณห์-ดร.สิริลักข์ ศัลยสิริ เจ้าของเพชรรัตน์ คลินิก สถาบันศัลยกรรมความงามแห่งแรกๆ ของเมืองไทย ที่ตั้งมากว่า 50 ปีแล้ว ด้วยความที่ศัลยกรรมความงามในอดีตไม่ได้บูม เช่นทุกวันนี้ และด้วยความที่คุณพ่อรู้ว่า การเป็นหมอจะเหนื่อยและเครียดมาก เลยไม่ได้กดดันให้ลูกๆทั้ง 4 คนเรียนหมอเลย พิงค์เรียนที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ และ ร.ร.นานาชาติจักรวาล ที่เขาใหญ่ ก่อนไปเรียนปริญญาตรีที่มหา-วิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และต่อปริญญาโท ที่วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ทางด้านการจัดการ ภาคอินเตอร์ ด้วยความที่ชอบงานบริการ เลยมาทำงานที่โรงแรมเซนทาราแกรนด์ ทำอยู่ไม่กี่เดือนก็มาทำงานด้านประชาสัมพันธ์ ที่บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ และบีลีฟเรคคอร์ด จำกัด

“ตอนทำงานบริษัทก็สนุกมากเลยนะคะ แม้จะเหนื่อย แต่ก็ได้ประสบการณ์ทั้งเรื่องคนและเรื่องการประสานงาน พอลาออกมาจะเริ่มทำธุรกิจ ก็อยากทำในสิ่งที่ชอบ เนื่องจากตนเป็นคนชอบกินชาบู ชาบู เลยร่วมหุ้นกับพี่สาวและเพื่อนๆ ซื้อแฟรนไชส์ร้านชาบู ชาบู นางใน มาทำที่สาขาซอยเพชรบุรี 35 ประตูน้ำ ใกล้ๆเพชรรัตน์ คลินิก ซึ่งเป็นธุรกิจของที่บ้าน ซึ่งแม้เขาจะมีระบบทุกอย่างแล้ว แต่เราก็ต้องมาวางระบบที่เป็นของเราเองทั้งหมด ซึ่ง พอมาทำงานของตัวเอง เข้าใจเลยว่า มันเหนื่อยขนาดไหน ในการดีลกับคน ซึ่งเป็นงานที่ยากที่สุด โดยเฉพาะงานบริการ บางคนทำงานเพื่อให้ได้เงินอย่างเดียว ไม่ได้มองความเจริญก้าวหน้า แต่บางคนก็ใส่ใจในหน้าที่รับผิดชอบของตน เหล่านี้เป็นสิ่งที่โรงเรียนไม่ได้สอน มันขึ้นอยู่ที่นิสัยของคน” พิงค์เล่าถึงงานใหม่ที่เธอได้เรียนรู้

พิงค์บอกถึงหลักการทำงานของเธอว่า “พิงค์ชอบทำงานในบรรยากาศของความเข้าใจกัน เพราะถ้าเราไม่เข้าใจกัน ทำงานด้วยกันก็จะไม่สบายใจ คุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วจะอึดอัด เลยบอกกับพนักงานทุกคนว่า มีอะไรคุยกันได้ อยากให้อยู่กันแบบครอบครัว นอกจากนี้ ที่บ้านทั้งคุณพ่อและคุณแม่เลี้ยงลูกแบบใครอยากทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ แต่ขอเพียงทำให้ดีที่สุด และดูแลตัวเองได้ เลยเป็นหลักยึดในการทำงาน ของพิงค์ ถ้าทำอะไรแล้วก็ขอทำให้ดีที่สุด นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุด ทำงานบริการ ถ้าเราได้เห็นรอยยิ้มของลูกค้า แค่นี้เราก็เป็นสุขแล้วค่ะ”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้