วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
บรูไนใช้กฎหมายชารีอะฮฺ

บรูไนใช้กฎหมายชารีอะฮฺ

  • Share:

การเยือนบรูไน 26-28 มีนาคม 2559 ของ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ มีนายฮัมบาลี บิน อับดุล เราะห์มาน และนายอัฟเฟนดี บิน–ฮัมดัน พูดถึงกฎหมายอิสลามหลักชารีอะฮฺอยู่ในรัฐธรรมนูญให้พ่อผมฟัง และแนะนำว่า อย่าไปสนใจในบทลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัดมือ ปาหิน เฆี่ยน ฯลฯ อะไรพวกนี้เลย เพราะนักท่องเที่ยวหรือคนที่จะเข้ามาทำงานในบรูไน ไม่มีใครที่จะเข้ามาทำผิด นอกจากพวกอาชญากร

นายฮัมบาลียังพูดถึงการดำเนินคดีตามกฎหมายชารีอะฮฺว่า จะต้องปรากฏหลักฐานการกระทำผิดอย่างชัดเจน ต้องมีพยานที่น่าเชื่อถือและเห็นเหตุการณ์การกระทำผิดที่ว่าถึง 4 คน จึงจะสามารถดำเนินคดีได้ ประมวลกฎหมายอาญาอิสลามจะมีผลบังคับใช้เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม และจะครอบคลุมถึงคนที่ไม่ใช่มุสลิมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดต่อผู้เป็นมุสลิมด้วย

คดีที่เกิดขึ้นในบรูไนจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นคดีเกี่ยวกับการกระทำผิดที่เกี่ยวเฉพาะกับกฎหมายอิสลาม เช่น การละทิ้งศาสนา การละเลยต่อการละหมาดวันศุกร์ ฯลฯ คดีเหล่านี้จะถูกดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศาสนา อัยการอิสลาม และศาลศาสนาอิสลาม

ประเภทที่สอง เป็นคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดทับซ้อนทั้งต่อกฎหมายทั่วไป และกฎหมายอิสลาม การดำเนินคดีจะทำโดยหน่วยงานจากกระทรวงศาสนาและกระบวนการยุติธรรมปกติ

ขอเรียนรับใช้ให้ทราบโดยทั่วกันนะครับ ในประชาคมอาเซียนของเรา มีบรูไนนี่แหละเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวที่ได้ประกาศนำกฎหมายชารีอะฮฺมาบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ผู้อ่านท่านที่จะ ไปบรูไน ไม่ว่าจะไปทำมาค้าขาย ไปลงทุน ร่วมทุน หรือแม้แต่ไป ท่องเที่ยวก็ต้องมีความเข้าใจในเรื่องศาสนา วัฒนธรรม และประเพณีอิสลาม ไม่เช่นนั้นอาจจะมีปัญหาด้านคดีความที่ถูกลงโทษตามกฎหมายอิสลาม

ชารีอะฮฺเป็นกฎหมายที่มีการกำหนดไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน และในหะดีษหรือแนวทางปฏิบัติของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ซึ่งเขียนถึงการทำผิดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการลักขโมย การปล้น การทำร้ายร่างกาย การผิดประเวณี การกล่าวหาผู้อื่นว่าผิดประเวณี การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การกระทำที่ขัดต่อหลัก ศาสนาอิสลาม ฯลฯ การกระทำผิดพวกนี้ มีบทลงโทษต่างกัน บางอย่างก็ถูกเฆี่ยน ถ้าถูกจับได้ว่าลักขโมยก็จะถูกตัดมือ ถูกจับได้ว่ามีชู้ ก็จะถูกนำไปปาหินจนเสียชีวิต เรื่องอย่างนี้นี่ละครับที่ผมอยากจะขอเตือน ว่าให้ผู้ไปเยือนบรูไนมีความระวังให้มาก

แต่ก่อน บรูไนใช้ระบบกฎหมายพื้นฐานที่มาจากกฎหมายจารีต ประเพณีของอังกฤษ แต่สมเด็จพระราชาธิบดี ฮัสซานัล โบลเกียห์ ทรงผลักดันกฎหมายชารีอะฮฺ ตั้งแต่ พ.ศ.2539 โดยบังคับใช้ในคดีมรดก คดีครอบครัว คดีเล็กคดีน้อย และบังคับใช้กฎหมายชารีอะฮฺทั้งประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อ 1 พฤษภาคม 2557

ตอนที่ประกาศใช้กฎหมายชารีอะฮฺใหม่ๆ บรูไนโดนวิพากษ์วิจารณ์จากประเทศต่างๆเยอะครับ คนดังระดับโลกจากตะวันตกเรียงหน้ากันออกมาโจมตีถึงความรุนแรงของการลงโทษ จำนวนไม่น้อยงัดเอาเรื่องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานมาพูดคุย

สมเด็จพระราชาธิบดีทรงโต้ตอบว่า “ในประเทศของท่าน ท่านมีสิทธิเสรีภาพด้านการแสดงความคิดเห็น สื่อ การนับถือศาสนา และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ปรากฏในรัฐธรรมนูญในประเทศของท่าน เป็นระบบการเมืองการปกครอง อัตลักษณ์ประจำชาติและวิถีชีวิตของท่าน ในประเทศของข้าพเจ้า เราใช้วัฒนธรรมมลายู อิสลาม และ ระบบกษัตริย์ เราจะใช้หลักกฎหมายศาสนาอิสลาม หลักชารีอะฮฺ อิสลามปรากฏในรัฐธรรมนูญของเรา เป็นอัตลักษณ์ประจำชาติของเรา เป็นสิทธิและวิถีชีวิตของเรา...

...เราอาจจะพบจุดอ่อนในกฎหมายและระบบการปกครองของท่าน ท่านอาจจะพบจุดอ่อนในกฎหมายและระบบการปกครองของเราเช่นกัน แต่บรูไนคือ ประเทศของเรา ประเทศของท่านมีกฎหมาย คุ้มครองเกย์ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับโลกของท่านที่ท่านอาศัยอยู่ เราก็มีสิทธิเช่นเดียวกับท่านที่จะปฏิบัติเพื่อแสดงความเป็นมุสลิมในดุนยาและอาคิเราะห์ (โลกนี้และโลกหน้า) ที่เราเคารพศรัทธา”

ผมเชื่อว่า ในอนาคตจะมีประเทศในโลกนี้ประกาศใช้กฎหมายชารีอะฮฺเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่โลกเล็กลงเรื่อยๆ การเดินทางติดต่อสื่อสารมีมากขึ้น ท่าน หรือลูกหลานของท่านอาจจะต้องเดินทางไปประเทศที่ใช้กฎหมายชารีอะฮฺเข้าสักวัน การหาความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจเป็นเรื่องจำเป็น เพื่ออนาคตที่ไม่ประมาทครับ.

คุณนิติ นวรัตน์
songlok@outlook.co.th  
www.nitipoom.media  
www.facebook.com/nitipoom.thailand 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้