king10
Thairath Logo
กีฬา

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ฟ้อง'คลัง-พลังงาน-ปตท.' คืนเงินแผ่นดิน 5.2 หมื่น ล.

Share :
line-share-logo

มติผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นฟ้อง คลัง-พลังงาน-ปตท.เรียกคืนเงินแผ่นดิน 5.2 หมื่นล้าน กรณีไม่คืนท่อก๊าซและทรัพย์สิน รวมทั้งใช้สิทธิ์หาผลประโยชน์ในการใช้ที่ดินรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (4 เม.ย.) นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงมติของตรวจการแผ่นดิน ยืนฟ้อง กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ต่อศาลปกครอง โดยมีผู้ถูกฟ้อง จำนวน 11 ราย ฐานไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2550 และไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อให้ศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัยและมีคำสั่งดังต่อไปนี้

1.ขอให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 และวันที่ 10 สิงหาคม 2553 ในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์สิน ประกอบด้วยที่ดิน ที่ได้จากการเวนคืนสิทธิการใช้ที่ดินเหนือที่ดินเอกชน และทรัพย์สินที่เป็นระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ คือ 1.โครงการท่อบางปะกง-วังน้อย 2.โครงการท่อจากชายแดนไทยพม่า-ราชบุรี และ 3.โครงการท่อราชบุรี-วังน้อย รวมถึงโครงการท่อย่อย ซึ่งมีมูลค่าทางบัญชี ณ วันที่ 30 กันยายน 2544 ประมาณ 16,175 ล้านบาท เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เกิดจากการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่มีนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ดำรงตำแหน่งขณะนั้น

2.ให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินและโอนทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ให้กระทรวงการคลัง ตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย วันที่ 30 กันยายน 2544 จำนวน 68,569 ล้านบาท ซึ่ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้คืนไปแล้วประมาณ 16,175 ล้านบาท ดังนั้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังคงต้องโอนคืนทรัพย์สินให้แก่กระทรวงการคลังอีก จำนวนประมาณไม่น้อยกว่า 52,393 ล้านบาท รวมทั้งค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่นใด จากการใช้ทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์และทรัพย์สินอื่น และสิทธิหรือสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน ที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้อาศัยใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการ พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายกำหนดให้ครบถ้วนต่อไป


และ 3.เพิกถอนการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดิน เพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

นายศรีราชา กล่าวต่อว่า การตรวจสอบกรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดง ที่ ฟ.35/2550 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 คือ คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันกระทำการแบ่งแยกทรัพย์สิน ในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ต่อมา เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ หลักการตามความเห็นของกระทรวงพลังงาน ที่มีนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีพลังงาน ในขณะนั้น เกี่ยวกับการแบ่งแยกทรัพย์สินอำนาจและสิทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ที่จะให้เป็นของกระทรวงการคลัง ตามคำพิพากษา โดยคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง รับไปดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินและสิทธิตามหลักการดังกล่าว แล้วให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้อง ทั้งนี้ หากมีข้อโต้แย้งทางด้านกฎหมาย เกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ในการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สิน ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นผู้พิจารณาเพื่อให้มีข้อยุติ ต่อไป

ซึ่งการตรวจสอบการดำเนินการดังกล่าวพบว่า กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อเท็จจริง เกี่ยวกับระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อในทะเล และบนบก ที่เป็นทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งยังไม่ได้แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง รวมทั้งระบบท่อที่ได้ก่อสร้างในที่ดินของรัฐ ภายหลังการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน โดยไม่มีผลตอบแทนคืนให้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รายงานผลการดำเนินการตามคำพิพากษาอันเป็นเท็จดังกล่าวนี้ ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551 โดยรายงานว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 ดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนและลัดขั้นตอน อันเป็นสาระสำคัญในการแบ่งแยกทรัพย์สิน ปล่อยปละละเลยมิได้เร่งรัด ติดตาม ทวงคืนทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จนกระทั่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง


"เราใช้เวลากว่า 3 ปี ในการตรวจสอบจึงได้ข้อมูล หลักฐานที่มีความแน่นพอในการยื่นฟ้องครั้งนี้ เพราะมีเอกสารประกอบคำฟ้องกว่า 500 หน้า ที่ผ่านมา ปตท. ใช้สิทธิแสวงหาประโยชน์จากประชาชน เกินกว่าที่ประชาชนจะแบกรับ พอผู้ตรวจฯ มีการตรวจสอบเรื่องกองทุนน้ำมัน ก็จะเห็นได้ว่า น้ำมันมีราคาถูกลง แต่ทั้งนี้ ปตท.ยังเป็นองค์กรที่ลึกลับ เชื่อว่า ยังมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์อีกเยอะ การที่กรรมการของ ปตท. และตัวแทนจากรัฐ ทั้งกระทรวงการคลัง และพลังงาน เข้ามานั่งเป็นกรรมการ มีผลประโยชน์ ปี 2557 แค่เบี้ยประชุมก็ 2 ล้านบาทต่อปี บวกกับเงินปันผลอีก 2.7 ล้านบาทต่อปี รวมแล้วกรรมการแต่ละคนจะได้ไม่ต่ำกว่า 4.7 ล้านบาทต่อปี จึงทำให้ไม่อยากทุบกระเป๋าตัวเอง

นอกจากนี้ เมื่อผู้ตรวจฯ ได้เริ่มตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ก็มี อดีตประธานกรรมการ ปตท. เขียนจดหมายส่วนตัวมาถึงผม ระบุว่า ปตท.ได้ทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว อย่ามาหาเรื่องและให้ยุติเรื่องดังกล่าว ซึ่งผมก็เก็บจดหมายใส่ลิ้นชักแล้วเดินหน้าต่อไป จนมาถึงการฟ้องร้องในครั้งนี้" นายศรีราชา กล่าว

ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวอีกว่า การตรวจสอบบริษัท ปตท. ในครั้งนี้ ยังทำให้เชื่องโยงพบเรื่องการจัดเก็บภาษีเข้ากองทุนน้ำมันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ตรวจฯ ได้มีการโต้แย้งไปแล้วก่อนหน้านี้ เพราะเห็นการจัดเก็บภาษีต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ไม่สามารถทำได้โดยคำสั่งฝ่ายบริหาร อีกทั้งขณะนี้ยังมีคำร้องเกี่ยวกับปตท.อีก 2-3 เรื่อง เช่น การสร้างแท็งก์เก็บน้ำมันขนาดใหญ่ ที่มีราคาสูงเกินความจำเป็น

นายศรีราชา กล่าวว่า ผู้ถูกฟ้องคดีจำนวน 11 ราย ได้แก่ กระทรวงการคลัง นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ อดีต รมว.คลัง นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง รต.หญิง ระนองรัตน์ สุวรรณฉวี อดีต รมช.คลัง กระทรวงพลังงาน นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีต รมว.พลังงาน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล อดีต รมว.พลังงาน นายประสิทธิ์ สืบชนะ อดีตรองอธิบดี กรมธนารักษ์ นายอำนวย ปรีมนวงศ์ อดีตที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศรีราชา ตั้งใจตรวจสอบเรื่อง ปตท.ให้แล้วเสร็จ ก่อนที่จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ในวันนี้ (4 เม.ย.) ที่ได้แถลงข่าวและส่งคำร้องไปยังศาลปกครองในวันดังกล่าว นอกจากนี้ นายศรีราชา ยังระบุอีกว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยังมีเรื่องร้องเรียนสนามบินสุวรรณภูมิ บริษัท คิง เพาเวอร์ และการคิดค่าเก็บเอฟพีของการไฟฟ้า ที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบที่ต้องดำเนินให้แล้วเสร็จ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านั้น ในเวลาประมาณ 11.30 น. ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มอบหมายให้นายอดิศร ร่มสน และนายสิริน ชาวเพ็ชรดี เจ้าหน้าที่สอบสวนผู้ชำนาญการ ไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง.

อ่านเพิ่มเติม...