วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทักษิณท้ายัดข้อหา โดนขันแดงอีกคดีจะเป็นไร 'บิ๊กตู่'สวนสมควรทำไหม

ทักษิณท้ายัดข้อหา โดนขันแดงอีกคดีจะเป็นไร 'บิ๊กตู่'สวนสมควรทำไหม

  • Share:

บิ๊กตู่ประชดทำไมไม่แจกตุ่ม ฮิวแมนไรท์ซัดคดีขันไร้สาระ

“บิ๊กตู่” กลับถึงไทย อัดสื่อเซ้าซี้นานาชาติจับตาโรดแม็ป ลั่นไม่ได้เป็นเมืองขึ้นใคร ย้อนแจกขันแดงคนหนีคดีมันสมควรหรือไม่ “รู้จักมั้ยหิริโอตตัปปะ” ประชดถ้าเจตนาดีทำไมไม่แจก “ตุ่ม” “ทักษิณ” โพสต์เดือดแทน 3 อดีต ส.ส. ท้าทายโดนยัดข้อหามาหลายคดีแล้ว จะโดนอีกสักกระทงแจกขันน้ำทำลายความมั่นคงจะเป็นไรไป ไล่เอาเวลาไปดูแลประชาชนให้คุ้มภาษี เหน็บ หรือเป็นนโยบายดึงนักท่องเที่ยว “สิรินทร” โดนเดี่ยวข้อหาผิด ม.116 ผบช.ภ.5 คุยเก็บกวาดขันแดงเกลี้ยง ฮิวแมนไรท์ฯ-แอมเนสตี้ฯกระหน่ำ รบ. ไล่บี้ฝ่ายเห็นต่างแบบไร้สาระ “มีชัย” แจงหัวใจหลักตั้งธงขจัดคนโกงให้พ้นเส้นทาง ฟุ้ง รธน.เฉลี่ยสุข สปท.อัดยาแรงชงตั้งรางวัลนำจับซื้อเสียง ทุจริตเลือกตั้งโดนหนักปรับ 20 ล้านพ่วงอาญา

หลังจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงนำกำลังบุกยึดขันน้ำสีแดงที่บ้าน 3 อดีต ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ย้อนถามว่า ถ้ามีเจตนาดีจริง ทำไมไม่แจกตุ่มไว้ใส่น้ำฝน ขณะที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์อินสตาแกรมท้าทายให้ยัดข้อหามาได้เลย

“บิ๊กตู่” อัดสื่อเซ้าซี้ถามโรดแม็ป

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 3 เม.ย. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา ถึงกรณีที่ต่างประเทศยังเฝ้าจับตาโรดแม็ปของไทย ว่า “เขาจะเข้าใจโรดแม็ปหรือไม่เข้าใจก็เป็นเรื่องของเขา ผมเข้าใจ ทำไมประเทศไทยเป็นเมืองขึ้นของใครหรือเปล่า ถ้าไม่ได้เป็นก็อย่าถามอีก ผมก็บอกไปแล้วว่า โรดแม็ปก็คือโรดแม็ป เขาก็ไม่ได้ถามอะไร ก็ยืนยันว่าเป็นไปตามโรดแม็ป ทำไมเขาถึงพูดรู้เรื่อง ผมก็ตอบไปว่า จะมีการเลือกตั้งในปี 60 เขาไม่เห็นถามอะไรเซ้าซี้อย่างที่พวกเราถาม มันเป็นอะไรกัน หรืออยากจะไปอยู่กับเขา ก็ไปซิไปอยู่กับเขาซะ”

ลั่นแจกขันแดงมันสมควรหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เข้าตรวจค้นและยึดขันน้ำสีแดง พิมพ์ข้อความและมีลายเซ็นนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บ้าน 3 อดีต ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ที่เตรียมไว้แจกช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งนายกฯไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่ย้อนถามสื่อว่า “ที่ถามใช่เรื่องดินแดงหรือเปล่า” เมื่อผู้สื่อข่าวย้ำว่า เรื่องการแจกขันสีแดง พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวว่า ทำไม ขันสีแดง สีเหลือง หรือสีอะไร มันตักน้ำได้หรือเปล่า หรืออยากได้สีแดง อาบแล้วสบายกว่าสีอื่นหรือ “แล้ววันนี้ใครใช้ขันอาบน้ำบ้าง ทำไมถึงอยากได้ มันใบละกี่สตางค์ ซื้อกันไม่เป็นเหรอ หรือว่าอยากได้ของฟรี ใครให้มาแล้วมีรูปใครล่ะ ตำรวจไปเช็กมาว่าผิดกฎหมายหรือไม่ การสนับสนุนผู้กระทำความผิดหนีคดีและแพร่รูปให้สังคมเห็น ให้สังคมสนใจ ตรงนี้ผิดหรือเปล่า ถ้าไม่ผิดก็คือไม่ผิด แต่มันควรทำหรือเปล่า บางอย่างไม่ได้ผิด บางอย่างก็ผิด บางอย่างมันสมควรทำหรือไม่ เขาเรียกความละอายและเกรงกลัวต่อบาป รู้จักมั้ยหิริโอตัปปะ หรือไม่รู้จัก ถ้าเป็นคนไทยนับถือพระพุทธศาสนา ต้องนับถือศีลให้ครบ ไม่ใช่นับถือเพียงบางข้อ”

ประชดเจตนาดีทำไมไม่แจก “ตุ่ม”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า แต่ถ้าขันแดงที่เตรียมแจกไม่ได้ติดรูปของใคร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ถ้ามันไม่มีรูปจะผิดอะไรเล่า มันมีรูปหรือเปล่า ถ้าไม่มีอยากจะแจกก็แจกไป ช่วงเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นจับกุม อาจงง เพราะเดี๋ยวก็มีรูป เดี๋ยวก็ไม่มีรูป สื่อก็รู้เจตนาว่าเขาทำเพื่ออะไร เป็นเครื่องขยายเสียงให้เขาได้ทุกวัน ถ้าเจตนาดีมันจะมาแจกทำไมกันละขัน แจกตุ่มซิเอาไว้เก็บน้ำฝน ขันเอามาทำไม ปัทโธ่ ก็รู้อยู่ว่าเจตนาเขาทำเพื่ออะไร สื่อก็มาถามอยู่นั่น เจ้าหน้าที่ก็เบื่อไม่อยากจะทำ ไม่รู้ทำเพื่อใคร เป็นศัตรูกับข้างนั้นข้างนี้ จำกัดข้างนั้นข้างนี้ มันยุ่งมากนักทุกคนก็ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น จะได้พอใจกันสักที หมดคำถามแค่นี้แล้วใช่มั้ย เช้านี้กำลังอารมณ์ดีๆอยู่

“ปนัดดา” ซัดคนใช้สีทำแตกแยก

ขณะที่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำคำกล่าวให้โอวาทแก่เยาวชน 76 จังหวัดและ กทม. ในโครงการครอบครัวพอเพียงสู่สถานศึกษาและชุมชน มาโพสต์ลงเฟซบุ๊กว่า สีมีไว้ให้เป็นความหลากหลายในการแข่งขันกีฬาสถาบัน โรงเรียน ส่วนราชการ จังหวัด บริษัทร้านค้า ฟุตบอลประเพณี ดั่งคำที่ว่า “กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลส ทำคนให้เป็นคน” แต่นี่คิดได้อย่างไรเอาสีมาแบ่งแยกผู้คนพลเมืองให้เป็นความแตกแยก ให้เป็นศัตรูระหว่างคนในชาติ ทำร้ายกัน ลบหลู่ดูหมิ่นกัน ไม่มีอารยประเทศใดเขากระทำกัน

“ทักษิณ” ท้าทายยัดข้อหาได้เลย

ต่อมาเวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ที่มณฑลกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน โพสต์ลงอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นรูปภาพนายทักษิณขณะเล่นน้ำสงกรานต์ และขันน้ำสีแดง ระบุข้อความ “สุขสันต์วันสงกรานต์ ปีใหม่ไทย” และลงข้อความใต้ภาพว่า “เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ทหารบุกเข้าไปยึดขันน้ำที่สำนักงานอดีต ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทยทั้ง 3 ท่านครับ ขันน้ำ อันไม่กี่บาท เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทุกวันสงกรานต์ ผมจะต้องทำของมาแจกทุกปีอยู่แล้ว แจกมาเป็นสิบๆ รอบ ไม่เห็นเคยมีปัญหาทำให้ความมั่นคงของชาติจะสั่นคลอนไปแต่อย่างใด วันนี้ทหารแจ้งว่าจะตั้งข้อหาผิดมาตรา 116 และคาดคั้นให้ ส.ส.ทั้ง 3 ตอบมาว่าขันใบนี้ได้มาจากไหน ขันก็ชื่อผม ส.ส.เพื่อไทยเป็นคนนำไปแจก ไม่เห็นต้องคาดคั้นกันให้มากความ จะตั้งข้อหาอะไรก็ตั้งมาเลย แล้วเอาเวลาไปดูแลพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยแล้ง เรื่องระเบิดภาคใต้ เรื่องยาเสพติดที่ระบาดเต็มเมือง ให้คุ้มกับเงินภาษีอากรที่เสียให้พวกท่านจะดีกว่า โดนยัดข้อหามาหลายคดีแล้ว จะโดนข้อหาแจกขันน้ำทำลายความมั่นคงอีกสักกระทงจะเป็นไรไป เผลอๆจะดีเสียอีก เป็นข่าวดังไปทั่วโลกอดีตนายกฯไทย โดนข้อหาแจกขันน้ำทำลายความมั่นคงเนื่องในวันสงกรานต์ของไทย หรือว่ามันเป็นนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลนี้ทำให้วันสงกรานต์โด่งดังไปทั่วโลกในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง”

ขั้นต้นแจ้งข้อหา “สิรินทร” ผิด ม.116

อีกด้าน พล.ต.ชัยณรงค์ แกล้วกล้า ผบ.กกล. รส.มทบ.38 กล่าวถึงกรณีตำรวจ ทหาร มทบ.38 บุกตรวจค้นบ้านนางสิรินทร รามสูต นายณัฐพงษ์ สุปรียศิลป์ และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย พร้อมยึดขันสีแดงมีข้อความและลายเซ็น ดร.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ว่า เบื้องต้นมีการแจ้งข้อกล่าวหานางสิรินทร ฐานกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวิธีใดๆ อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อให้เกิด ความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี เพราะนางสิรินทรทำขันน้ำสีแดงแจกจ่ายให้กับ นพ.ชลน่าน และนายณัฐพงษ์ แต่ นพ.ชลน่าน และนายณัฐพงษ์ ยังไม่มีการแจกจ่ายแต่อย่างใด จึงยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา และอยู่ระหว่างตรวจสอบ ด้าน นพ.ชลน่านกล่าวถึงกรณีมีผู้เผยแพร่ภาพถังน้ำสีแดง ข้างถังเขียนว่า “สงกรานต์ 2559 จากใจทักษิณ ชินวัตร” ในโลกโซเชียลว่า อาจเป็นผู้ไม่หวังดีสร้างกระแสปั่นป่วนกระแสขันน้ำสีแดง ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ขณะนี้

ผบช.ภ.5 เก็บกวาดขันแดงเกลี้ยง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ทั้งตำรวจและทหารยังเข้าตรวจสอบตามจุดต้องสงสัยต่างๆ แต่ไม่พบขันน้ำสีแดงแม้แต่ใบเดียว ซึ่ง พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผบช.ภ.5 กล่าวว่า ที่ จ.เชียงใหม่คงไม่มีขันแดงแล้ว หลังเกิดเหตุคงเก็บไปหมดแล้ว และคงไม่มีปัญหาอะไร ทั้งฝ่ายทหารและตำรวจร่วมกันติดตาม และขอความร่วมมือประชาชนด้วย ด้านนางจีรวรรณ เจริญสุข ผู้ต้องหาในคดีขันแดง ที่อยู่ในระหว่าง ประกันตัว กล่าวว่า คงไม่พูดอะไรแล้ว ขอตั้งหน้าทำบุญตามวัด และบ้านเด็กกำพร้า เพื่อความสบายใจ

พท.ฟุ้งคนเรียกร้องจนขาดตลาด

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า ช่วงใกล้ถึงเทศกาลสงกรานต์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางส่วน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและอีสานได้จัดเตรียมขันน้ำสีแดงส่งความสุขแจกจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่ของตัวเอง บางจังหวัดเตรียมไว้หลักหมื่นใบบางจังหวัดหลักพันใบ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก ทำให้ขันน้ำสีแดงขาดตลาด จนต้องหาสีอื่นมาแจกจ่ายแทน

“ตู่” ปิ๊งจัดเรียลลิตี้ปรับทัศนคติ

วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. กล่าวในรายการมองไกล ผ่านทางยูทูบ ถึงกรณี พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. จัดทำหลักสูตรอบรมปรับทัศนคติคนที่เห็นต่างจากรัฐบาลเป็นเวลา 7 วัน ว่า ถ้าจะปรับทัศนคติคนเห็นต่างแล้ว ควรออกแบบหลักสูตรอบรมให้มีทั้งทหาร กลุ่มการเมือง และพรรคการเมืองไปเข้าหลักสูตร 7 วัน ในหัวข้อจะปรับทัศนคติเข้าหาชาติบ้านเมืองได้อย่างไร แล้วถ่ายทอดสดให้ประชาชนรับรู้ครบถ้วน ถ้าทหารยังมีความเชื่อว่าเป็นฝ่ายถูกอย่างเดียว จะได้อธิบายว่าถูกอย่างไร คนที่ถูกนำตัวเข้าหลักสูตรจะได้สะท้อนปัญหาให้ฟัง แต่ต้องปล่อยเสรี ไม่ปิดตาคลุมหัว หรือถูกควบคุมการอบรม 7 วัน ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด ต้องไม่ตัดสินด้วยความเชื่อตัวเอง เพราะในความหมายของคนอื่นอาจเป็นคนผิดก็ได้

พท.แนะเปิดสภาฯให้ ส.ส.จ้อดีกว่า

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีจุดเริ่มต้นจากฝ่ายการเมือง จึงเห็นว่า คสช.ควรเรียกประชุมอดีต ส.ส.ทุกคน ที่ดำรงตำแหน่งก่อนมีการยึดอำนาจวันที่ 22 พ.ค.2557 มาประชุมร่วมกันที่ห้องประชุมรัฐสภา โดยให้ ผบ.เหล่าทัพ ทุกคนร่วมรับฟังเพื่อหาทางแก้วิกฤติของประเทศ สร้างความปรองดองและเดินหน้าปฏิรูปประเทศ เพราะการจัดปรับทัศนคติด้วยการพูดคุยกับคนเพียงไม่กี่คน ไม่มีประโยชน์ มาคุยกันตรงนี้ดีกว่าจะได้รับความคิดเห็นที่หลากหลาย อย่ามองว่านักการเมืองเลวไปเสียหมด

คสช.โวย “บิ๊กจิ๋ว” ทำสังคมสับสน

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.กล่าวถึงกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องยกเลิกแถลงข่าวเพราะเกรงจะกระทบกับข้าราชการในพื้นที่ ว่า เชื่อว่า พล.อ.ชวลิตอาจได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือ ดูคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง การให้ข้อมูลในลักษณะนี้อาจทำให้สังคมเข้าใจผิด หรือไม่สบายใจต่อการใช้อำนาจของ คสช.ได้ ที่ผ่านมามีบุคคลที่ทำให้สังคมเข้าใจว่ามีเรื่องแฝงนัยทางการเมือง หรือให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำสังคมสับสน เจ้าหน้าที่มักใช้แนวทางขอความร่วมมือไปที่ตัวบุคคลเป็นหลัก ไม่ใช่ไปโยกย้ายข้าราชการหรือกดดันเจ้าหน้าที่ ปัจจุบันรัฐบาลและ คสช.พยายามนำพาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า จึงอยากขอความร่วมมือทุกกลุ่มทุกฝ่าย เห็นแก่ประเทศชาติ ด้วยการหลีกเลี่ยงการดำเนินการใดๆที่ทำให้สังคมเกิดปัญหาในทุกแง่มุม

โหร คมช.ฟันธงบ้านเมืองราบรื่น

ที่วิหารหลวงปู่เกวาลัน บ้านสุขิโต ต.ป่าตัน อ.เมืองเชียงใหม่ นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหร คมช. จัดพิธีทำบุญไหว้ครูประจำปี โดยมี พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผบช.ภ.5 หัวหน้าส่วนราชการ และผู้บริหารองค์กรเอกชน ร่วมงานกว่า 200 คน จากนั้นนายวารินทร์ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์บ้านเมือง ว่า ไม่มีอะไรน่าห่วงผ่านพ้นวิกฤติไปแล้ว ยังเห็นการเลือกตั้งมีอยู่อาจคลาดเคลื่อนไปตามสถานการณ์บ้างนิดหน่อย ทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว เพราะบ้านเมืองรับกรรมหมดสิ้นไปแล้ว อยากเตือนสติว่าบ้านเมืองเราผ่านวิกฤติมาแล้ว ส่วนการแจกขันน้ำสีแดง ไม่ส่งผลกระทบอะไรในช่วงนี้ บ้านเมืองสงบร่มเย็นแล้ว ไม่ทราบว่าคนที่ออกมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร คนที่มาปั่นป่วนสร้างสถานการณ์เหล่านั้นเป็นคนไทยหรือเปล่า

ฮิวแมนไรท์ฯกระหน่ำ รบ.ไร้สาระ

ขณะที่ องค์กรฮิวแมนไรท์ วอทช์ มีรายงานโดยนายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์ วอทช์ ประจำภูมิภาคเอเชีย ระบุว่า การดำเนินคดีขันน้ำสีแดงครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทหารไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้ที่ไม่เห็นด้วย ถึงระดับที่ไร้สาระอย่างยิ่ง ทำให้สถานะของรัฐบาลทหารไทยในระดับโลกตกต่ำลง และควรช่วยกันกดดันให้รัฐบาลทหารยุติการกดขี่ข่มเหงต่อผู้คัดค้านอย่างสันติ และทำตามสัญญาที่เคยให้อยู่บ่อยครั้ง ว่าจะคืนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

แอมเนสตี้ฯไล่บี้หยุดลิดรอนสิทธิ

ด้านแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์ ครบรอบหนึ่งปีหลังการประกาศยกเลิกกฎ อัยการศึกในไทย และในโอกาสที่ทางการประกาศเปิดหลักสูตรปรับทัศนคติในค่ายทหาร โดยเรียกร้องทางการไทยยกเลิกอำนาจตามคำสั่งของ คสช. ที่เสมือนใช้กฎอัยการศึกอีกครั้ง จำกัดสิทธิมนุษยชน ส่งผลกระทบต่อความเสื่อมของหลักนิติธรรมในประเทศ พร้อมกับเรียกร้องทางการไทยให้ยุติการปราบปรามการแสดงออกอย่างสงบของผู้เห็นต่าง ที่กำลังเพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลจากการเพิ่มอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่ทหาร โดยอ้างความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ด้วยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และ 13/2559 ก่อให้เกิดการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ อาจส่ง ผลให้เกิดการละเมิดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และอาจสนับสนุนให้เกิดการทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้ายทารุณ ทำให้เกิดความหวาด กลัวมากขึ้นว่าจะใช้เป็นเครื่องมือปราบปรามทางการเมือง และปิดปากผู้เห็นต่าง รวมทั้งนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เช่น นางธีรวรรณ เจริญสุข ที่ถูกจับกุมคดีขันสีแดง แอมเนสตี้ฯยังกระตุ้นประชาคมระหว่างประเทศให้กดดันทางการไทย เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่เสื่อมถอยด้วย

สั่งทูต–กสญ.เร่งแจงเนื้อร่าง รธน.

นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศสั่งการให้เอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ทั่วโลก ชี้แจงสร้างความเข้าใจกับรัฐบาลต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ ว่า ร่างดังกล่าว สะท้อนความต้องการของประชาชนทุกภาคส่วน อันเป็นผลจากการเปิดรับฟังความเห็นในขั้นตอนการยกร่างฯ เพื่อให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยร่างฯนี้ประกอบด้วย 239 มาตรา มีหลักการสำคัญ คือ มุ่งเน้นผลประโยชน์ของประชาชน เสริมสร้างความทัดเทียม ขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงปกป้องสิทธิของประชาชน และในช่วงการปรับแก้ร่างฯ ได้เพิ่มบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิและ ความเท่าเทียมของประชาชนในหลายเรื่อง เช่น สิทธิสตรี สิทธิในการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ มีหลัก ประกันสิทธิที่ดีขึ้น

“มีชัย” แจง 3 หัวใจหลักที่มุ่งแก้

วันเดียวกัน เวลา 09.20 น. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ศาลรัฐธรรมนูญจัดสัมมนาวิชาการ เนื่องในวาระครบรอบ 18 ปี โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “มุมมองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ว่า ในการร่างผู้ร่างไม่ได้มีอิสระ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะต้องรับฟังความเห็นจากประชาชน ไม่ได้ถูกบังคับหรือขู่เข็ญจากฝ่ายการเมือง ตามที่นักวิชาการวิจารณ์ โดย 3 ปัญหาสำคัญ ที่ กรธ.นำมาตั้งต้น คือ 1.การทุจริตประพฤติมิชอบและการทุจริตในเชิงนโยบาย 2. ความไม่มีวินัยของประชาชน เรียกร้องสิทธิ์โดยไม่นึกถึงหน้าที่ 3.การบังคับใช้กฎหมายยังไม่พร้อม เพราะผู้บังคับใช้กฎหมายไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด แต่ทำตามผู้บังคับบัญชาสั่ง

ตั้งธงขจัดคนโกงให้พ้นเส้นทาง

นายมีชัยกล่าวต่อว่า ทั้ง 3 ปัญหานี้ทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่เกิดผล เดิมตั้งใจร่างให้สั้นและครอบคลุม ให้ปรับตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงในอนาคต ทำให้ถูกต่อว่าว่าสิทธิหายไป กรธ.จึงต้องสกัดคนที่มีประวัติทุจริตทางการเมืองออกไปก่อน ต้องมีกลไกตรวจสอบต่อการทุจริต และขาดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง พร้อมเร่งปฏิรูปการศึกษา เพื่อแก้ไขปัญหาการไร้วินัยของประชาชน เพราะการศึกษาภาคบังคับตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และไม่มีวันเท่าเทียม ผลการวิจัยทั้งโลกระบุว่าเด็กจะพัฒนาสมอง และพฤติกรรมตั้งแต่ 1 ขวบครึ่ง แต่ของไทยเริ่มระบบการศึกษาเรียนฟรีตั้งแต่ 7 ขวบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงบัญญัติให้รัฐต้องดูแลเด็กให้ได้เรียนตั้งแต่ยังเล็ก

ฟุ้ง รธน.เฉลี่ยสุขให้คนในชาติ

นายมีชัยกล่าวอีกว่า ส่วนการบังคับใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมเป็นหัวใจสำคัญ ตำรวจถือเป็นต้นน้ำ แต่ต้นน้ำมีปัญหาหนัก ขาดอิสระ และขวัญกำลังใจที่จะทำงานเต็มกำลัง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงบังคับให้ต้องเร่งปฏิรูปตำรวจภายใน 1 ปี หากไม่ทำก็แต่งตั้งตามระบบอาวุโส ซึ่งตำรวจคงไม่ชอบแน่นอน สุดท้ายนี้ฝากไว้ว่ารัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อเฉลี่ยความสุขของทุกคน เพราะบังคับใช้กับคนทั้งประเทศ อย่ามองแต่ในจุดร้าย ขอให้มองภาพรวม จะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ประชาชนอยู่ดี มีสุข ใครที่คิดว่ารัฐธรรมนูญไม่กระจ่าง ขอให้นึกว่ายังมีกฎหมายลูก เพื่อไม่ให้ผูกมัด หากเกิดเหตุอะไรจะแก้ในกฎหมายลูกได้ กรธ.พร้อมรับฟังในส่วนที่จะนำไปใส่ในกฎหมายลูก เพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในการใช้กฎหมายเหล่านั้น ยอมรับว่าหากมองแต่จุดไม่ดี ในร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีแน่นอน แต่ขอให้ดูถึงเจตนาที่ต้องร่างเพื่อคนทุกคน

เตือน สนช.ดูคำถามประชามติให้ดี

นายมีชัยให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ถึงกรณีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติส่งคำถามพ่วงประชามติในประเด็นให้ ส.ว.มีอำนาจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีได้ว่า ยังไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ ยังเป็นเพียงมติของ สปท. ที่ต้องส่งให้ สนช.พิจารณา ยังไม่ทราบว่า สนช.จะส่งคำถามพ่วงหรือไม่ จึงไม่หนักใจ เพราะเรื่องยังไม่เกิด แต่เห็นว่าคำถามนี้ขัดต่อหลักการของ กรธ.ที่ร่างไว้ หากผ่านขั้นตอนการทำประชามติไปแล้วจะเกิดปัญหา ซึ่ง กรธ.ต้องปรับแก้ภายใน 30 วัน หลังทำประชามติ หากแก้บทเฉพาะกาลยังพอทำได้ แต่หากแก้เนื้อหาสาระในบทถาวร จะขัดกับสิ่งที่ประชาชนลงประชามติไปแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ สนช.ต้องพิจารณาให้ดี ในฐานะของผู้เลือกที่จะส่งคำถาม สำหรับโรดแม็ปคงไม่เปลี่ยนไปจากเดิม หากกฎหมายลูก 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งเสร็จ ก็จัดให้เลือกตั้งได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกให้ครบทั้ง 10 ฉบับ

“ชวน” กรีด รธน.ยังเกาไม่ถูกที่คัน

ต่อมามีการอภิปรายโดยตัวแทนหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) หัวข้อ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้อะไรกับประเทศชาติและประชาชน” โดยนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูนฉบับนี้ไม่ได้ก้าวหน้ากว่าที่ผ่านมา เห็นใจผู้ร่างเพราะรู้ว่ามาจากไหนและต้องทำบางอย่าง แต่ถ้าเราเชื่อมั่นระบบประชาธิปไตย แม้เราต้องหยุดชะงักไปเล็กน้อย แต่เดินหน้าต่อก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าถอยหลังก็ไม่เห็นด้วย บทบัญญัติรัฐธรรมนูญไม่ใช่เหตุของปัญหาบ้านเมือง แต่ปัญหาเกิดจากการละเมิดของผู้ปฏิบัติ ผู้ใช้กฎหมาย เราต้องยึดหลักนิติธรรม และการปกครองระบบประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แม้การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันการคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ดี แต่รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายที่จะร่างมาเพื่อปราบคอร์รัปชัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญต้องกำหนดบทบาท หน้าที่องค์กรที่เป็นกลไกหลักของประเทศ ให้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ

สปท.ชงตั้งรางวัลนำจับซื้อเสียง

อีกด้าน นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวว่า การประชุม สปท. วันที่ 4 เม.ย. จะพิจารณารายงานเรื่อง “การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม” ของ กมธ.ด้านการเมืองฯ มีการหาแนวทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยมีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปที่สำคัญ อาทิ ปฏิรูปการป้องกันและการทุจริตเลือกตั้ง กรณีที่ประชาชนมีหลักฐานการทุจริตเลือกตั้ง หรือซื้อสิทธิขายเสียงแล้วแจ้งให้ กกต.ทราบ หากพบว่ามีการทำผิดจริงและคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ผู้แจ้งเบาะแสแก่ กกต. ได้รับค่าตอบแทนจากกองทุนพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง ตามที่ กกต.กำหนด โดย สปท.การเมืองเสนอไปว่า อย่างน้อยควรได้รับค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท เพื่อสร้างแรงจูงใจภาคประชาชนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ป้องกันทุจริตเลือกตั้ง

ทุจริตเลือกตั้งโดนหนัก 20 ล้าน

นายเสรีกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังเสนอมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงทางอ้อมและระบบอุปถัมภ์ ห้ามนักการเมืองบริจาคเงินช่วยตามประเพณีต่างๆ เช่น งานศพ งานแต่งงาน งานบวช ภายในเขตเลือกตั้งของตัวเอง ไม่ว่าจะก่อนหรือระหว่างเลือกตั้ง และขณะดำรงตำแหน่งการเมือง นอกจากนี้ ยังกำหนดมาตรการลงโทษแบบฉีดยาแรง โดยให้มีบทลงโทษทั้งทางแพ่ง อาญาและทางการเมือง แก่ผู้แจกเงินซื้อเสียง และผู้รับเงินซื้อเสียง อาทิ ตัดสิทธิไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ให้มีโทษจำคุก 1-10 ปี ไม่มีการรอการลงโทษ โดยมีอายุความ 20 ปี รวมทั้งให้มีโทษปรับ 20 ล้านบาท ควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสียงเลือกตั้ง การสร้างหลักฐานเท็จเพื่อกลั่นแกล้งผู้สมัคร และควรต้องมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนไปใช้สิทธิ เลือกตั้งมากขึ้น กรณีไม่มีเหตุอันควร เช่น หากเป็นข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องได้รับโทษทางวินัยด้วย

“วันชัย” ปัดชงคำถามหวังนั่ง ส.ว.

นายวันชัย สอนศิริ สปท. กล่าวว่า กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับมติ สปท. ที่ให้ ส.ว.แต่งตั้งร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ว่า คำถามพ่วงประชามติของตน ไม่ได้ต้องการลบล้างเจตนารมณ์ประชาชนที่เลือก ส.ส.เข้ามา แต่เป็นการร่วมด้วยช่วยกันสร้างบ้านเมืองในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะเกรงว่าหากให้ ส.ส.เลือกนายกฯเอง จะเกิดความขัดแย้งกันเหมือนที่ผ่านมา หากมี ส.ว.มาช่วยประคองในช่วง 5 ปี จะช่วยกลั่นกรองหานายกฯ ที่เป็นคนดี เป็นที่ต้องการของประชาชน ยืนยันว่าไม่ใช่การปูทางให้ คสช. หรือทหารคนใดมาเป็นนายกฯ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศแล้วว่าจะไม่เป็นนายกฯอีก และไม่ได้หวังปูทางกลับมาเป็น ส.ว. ถ้ากติกากำหนดให้ ส.ว.ต้องเลือกตั้ง ก็พร้อมลงสนาม ถ้ามีการเลือกตั้ง ส.ว. ขอท้านายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ทีมกฎหมายฯ มาลงสมัคร ส.ว.กทม.แข่งกับตนได้

“พีรศักดิ์”ไม่เอาด้วย ส.ว.โหวตนายกฯ

ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับ สปท. ที่จะเสนอคำถามพ่วงประชามติให้รัฐสภาโหวตเลือกนายกฯ ควรให้เกีรยติ ส.ส.เลือก เพราะเป็นผู้กำหนดนโยบาย และต้องเสนอชื่อนายกฯ 3 คน เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใด ส.ส.ที่รักชาติบ้านเมืองก็มี อย่าไประแวงกันมาก และส่วนตัวไม่เห็นด้วยให้ตั้งคำถามพ่วงประชามติ เพราะทำให้ประชาชนสับสน ควรให้ประชาชนสนใจลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว

“องอาจ”โต้อย่ายัดข้อหาบิดเบือน

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับ สปท. ที่มีมติส่งญัตติให้ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกฯ เพราะจะกระทบต่อการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ของประชาชนโดยตรง ไม่ควรพ่วงคำถามเชิงถามความเห็น และควรเป็นคำถามประเด็น หรือเรื่องที่มีความสำคัญต่อบ้านเมือง หรือมีผลกระทบกับประชาชนทั้งประเทศ ให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ และฝากถึงกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่าผู้ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่น่าจะเข้าข่ายบิดเบือนหลอกลวง เพราะรัฐธรรมนูญ 2-3 มาตราที่บกพร่องอาจเป็นมาตราสำคัญ อย่างถ้ามีผู้บอกว่าการมี ส.ว.สรรหาโดย คสช. ถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้าถือว่าผู้พูดผิดและถูกลงโทษ คงยากที่จะยอมรับ จึงฝาก สนช.พิจารณาให้รอบคอบ

ขอ ก.ม.ประชามติชัดเจน-รอบคอบ

นายองอาจกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ สนช.กำลังพิจารณา ควรยึดหลักการสำคัญดังนี้ เนื้อหาสาระต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ จนต้องนำไปสู่การตีความ มาตรการลงโทษใดๆ ควรมีความเสมอภาค ทั้งผู้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบโดยเท่าเทียมกัน ป้องกันไม่ให้ถูกมองว่าออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ควรเป็นกฎหมายที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

“อ๋อย” ซัด รธน.ปิดทางคนส่วนใหญ่

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุว่ารัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อเฉลี่ยความสุขของทุกคน ว่า การทำให้เกิดความสุข ไม่ได้อยู่ที่จะกำหนดให้เกิดความสุขแก่คนกลุ่มไหนอย่างไร แต่สำคัญอยู่ที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจประชาชนกำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองหรือไม่ รัฐธรรมนูญที่จะทำให้คนมีความสุข คือรัฐธรรมนูญที่สามารถเลือกตัวแทนเข้ามาบริหารปกครองได้ มีช่องทางให้ประชาชนตรวจสอบผู้บริหารประเทศ และองค์กรต่างๆ ที่ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับเอาอำนาจประชาชนไปให้คนเพียงกลุ่มหนึ่งที่มาจากการแต่งตั้งของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน

เปิดตัว “มหากาพย์เขาพระวิหาร”

ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ เปิดตัวหนังสือ “มหากาพย์เขาพระวิหาร” ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ โดยนายนพดลกล่าวว่า หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้องคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฟ้องตนกรณีการลงนามคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ได้เขียนหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์ความเป็นมาคำตัดสินศาลโลก ในคดีปราสาทพระวิหารเมื่อ 54 ปีที่แล้ว การขึ้นทะเบียนมรดกโลก และการบิดเบือนข้อเท็จจริงจุดกระแสคลั่งชาติทำให้เรื่องบานปลาย โดยลำดับความให้ผู้อ่านรู้ว่าแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เป็นประโยชน์ต่อประเทศ โดยเขียนเพื่อเป็นบทเรียนว่าในอนาคตอย่านำประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ละเอียดอ่อน มาทำเป็นประเด็นการเมือง หรือบิดเบือน ทำให้ประเทศเสียหาย

โพลชี้คนจับตาหลักสูตรคอร์สพิเศษ

อีกเรื่อง สวนดุสิตโพล เปิดสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องประชาชนคิดอย่างไรกรณีการปรับทัศนคติของผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นขัดแย้งกับ คสช. พบว่าร้อยละ 78.11 หลายคนจับตามองอยากทราบรายละเอียดของหลักสูตร ร้อยละ 64.93 มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เมื่อถามว่า ผลดีของการเปิดหลักสูตรปรับทัศนคติ ร้อยละ 73.72 ระบุว่า เพื่อปรับความเข้าใจและมีทัศนคติที่ดีต่อการทำงานของ คสช. ร้อยละ 68.35 มองว่าลดความขัดแย้งในบ้านเมือง เพื่อความเป็นระเบียบ ส่วนผลเสีย ร้อยละ 74.14 ระบุว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยออกมาต่อต้าน โจมตี คสช. ร้อยละ 72.66 ส่งผลต่อภาพลักษณ์นายกฯและ คสช. จำกัดสิทธิเสรีภาพ เสียเวลา สิ้นเปลืองงบประมาณ และส่วนใหญ่ร้อยละ 59.02 เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 23.77 ไม่เห็นด้วย

ครบ 2 ปี คสช.คนปลื้มทำชาติสงบ

ด้านมาสเตอร์โพลล์ เปิดผลสำรวจ 2 ปี คสช.เปลี่ยนประเทศไทยอย่างไร พบว่าการเปลี่ยนแปลงที่เห็นว่าอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น 3 ลำดับแรก คือการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ/ลดความแตกแยกของคนในประเทศ/ไม่มีการชุมนุม/สร้างความปรองดอง/ประชาชนไม่แบ่งฝ่าย การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน/ปัญหาทุจริตน้อยลง และระบบการทำงานของข้าราชการเป็นระบบระเบียบมากขึ้น/การปรับปรุงระบบข้าราชการ/การเปลี่ยนแปลงขององค์กรตำรวจ/การปรับปรุงโครงสร้างภาครัฐ ส่วนที่อยู่ในทิศทางที่แย่ลง 3 ลำดับแรก คือราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำ คุณธรรมจริยธรรมของคนในสังคมแย่ลง และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศแย่ลง และสิ่งที่อยากบอกนายกฯมากที่สุดหากมีโอกาสคือ ขอให้นายกฯทำหน้าที่ต่อไปนานๆ มีจุดยืนที่ชัดเจนและเด็ดขาด

มีเลือกตั้งก็ยังกลับไปเหมือนเดิม

ส่วนสำนักวิจัยซุปเปอร์โพล เปิดผลสำรวจจิตสาธารณะชุมชนของคนในชาติ โดย 3 อันดับแรก พบว่า คือการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สอดส่องดูแลชุมชน และรักษาทรัพย์สินส่วนรวม สำหรับภูมิภาคที่มีจิตสาธารณะโดดเด่น ได้แก่ ประชาชนในภาคใต้โดดเด่นในเกือบทุกเรื่อง เช่น การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สามัคคีปรองดอง การสอดส่องดูแลชุมชน ส่วนพรรคการเมืองที่ประชาชนรับรู้ข่าวเคลื่อนไหว ทางการเมืองมากที่สุด พบว่าร้อยละ 46.9 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 38.3 พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสอบถามถึงสถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้ง ถ้ามีเลือกตั้งวันนี้ พบว่าร้อยละ 93.0 กลับไปเหมือนเดิม รัฐบาลผสม พรรคใหญ่สองพรรคแข่งกัน มีเพียงร้อยละ 7 ที่มองว่าไม่เหมือนเดิม

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้