วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
รถไฟฟ้า(ยัง)มาหานะเธอ ก้าวใหม่ที่ใหญ่กว่าของ "คีรี กาญจนพาสน์"

รถไฟฟ้า(ยัง)มาหานะเธอ ก้าวใหม่ที่ใหญ่กว่าของ "คีรี กาญจนพาสน์"

  • Share:

เป็นเวลา 17 ปีแล้วที่รถไฟฟ้าบีทีเอส (Bangkok Mass Transit System : BTS) รถไฟฟ้าสายแรก ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ภายใต้สัมปทานของ กรุงเทพมหานคร เปิดให้บริการแก่ผู้คนที่อยู่อาศัยในย่านใจกลางเมือง–ชานเมืองกรุงเทพฯ ให้ได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางโดยไม่ต้องไปเสียเวลากับการจราจรที่นับวันจะยิ่งคับคั่งมากขึ้นเรื่อยๆเพราะ จำนวนรถยนต์มีมากกว่าพื้นผิวจราจร 7–8 เท่าตัว

แม้ระยะหลังๆจะมีรถไฟใต้ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และแอร์พอร์ตลิงค์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เข้ามาเป็นตัวช่วยอีกทาง

แต่รถไฟฟ้าบีทีเอสก็ยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่ และหัวใจสำคัญของการเดินทางในเมืองหลวงที่มีผู้คนใช้บริการมากกว่าวันละ 700,000–800,000 คน และเคยมีตัวเลขการใช้สูงสุดในช่วงวิกฤติกรุงเทพฯถูกปิดมากถึงวันละ 900,000 กว่าคน

ถึงแม้ในช่วงเริ่มต้นโครงการก่อสร้าง จะมีผู้คนจำนวนมากลุกขึ้นมาคัดค้านต่อต้าน ขณะเดียวกันยังต้องใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะได้รับการยอมรับ และอนุมัติให้ก่อสร้างเส้นทางส่วนต่อขยายต่างๆได้ แต่จนถึงวันนี้ บีทีเอสได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่นั้นมีความจำเป็น และสำคัญเพียงใดต่อมหานครที่มีอัตราการเติบโตของประชากรสูง เช่นเดียวกับมหานครใหญ่ๆของโลก

อีกครั้งที่ ทีมเศรษฐกิจ ขอสัมภาษณ์ นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการรถไฟฟ้าบีทีเอส ในวันที่บริษัทซึ่งเขาลงทุนเอง 100% กำลังเดินมาถึงเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่า หลังจากที่วางแผนระดมทุนเพื่อก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ที่จะเชื่อมโยงเข้ากับระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ได้รับการต่อสัญญาสัมปทานเดินรถไปอีก 15 ปี พร้อมๆกับสัญญาว่าจ้างให้บริหารกิจการเดินรถในส่วนต่อขยายที่เจ้าของสัมปทานเป็นผู้ลงทุนเองอีก 20 ปี

นับจากสิ้นปีนี้ไปอีก 3-5 ปี ตามวิสัยทัศน์ ความเก๋าและภารกิจของเขา คนกรุงเทพฯ และคนที่เข้ามาแสวงหาโอกาสทำงานในเมืองหลวง จะได้เป็นเจ้าของระบบขนส่งมวลชนที่ให้ความสะดวกสบายอย่างแท้จริง เมื่อโครงข่ายรถไฟฟ้า 10 สาย รวมถึงเส้นทางในสายที่บีทีเอสร่วมลงทุนและบริหารด้วย วิ่งมาบรรจบกัน

“นับตั้งแต่เปิดเดินรถไฟฟ้าแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก 17 ปีที่แล้ว ผมทำธุรกิจนี้มา ไม่ใช่ว่าจะรวยไม่รู้เรื่อง ไม่ถึงขนาดนั้น เห็นคนขึ้นรถไฟฟ้าแน่นทุกวันนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรวย แต่ยอมรับว่ามันมีความมั่นคงขึ้น และ 3 ปีจากนี้ บีทีเอสก็พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่วัฏจักรการลงทุนครั้งใหม่ รองรับการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งมวลชนของรัฐบาล”

เขาย้ำเตือนว่า การลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานนั้นต้องใช้เวลา จนถึงขณะนี้บีทีเอสลงทุนไปแล้วทั้งสิ้นมากกว่า 50,000 ล้านบาท วันแรกที่เปิดบริการมีผู้โดยสารแค่ 150,000 คน เทียบกับจำนวนผู้โดยสารเป้าหมายที่จะตอบโจทย์ทางธุรกิจที่วันละ 500,000 คน ช่วง 5 ปีแรก จึงค่อนข้างล้มลุกคลุกคลาน เพราะธุรกิจนี้รายได้หลักมาจากค่าโดยสารเท่านั้น ธุรกิจโฆษณาหาได้มากเท่าไร ก็แค่เอามาช่วยสนับสนุน หลักๆคือต้องมีผู้โดยสารจึงจะอยู่ได้

นั่นเป็นเหตุให้พอถึงปี 2549 บีทีเอสก็ตัดสินใจเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อความอยู่รอด ซึ่งถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจพลิกฟื้นขึ้นมาได้ เมื่อปลอดภาระดอกเบี้ย ทุกอย่างก็ง่ายขึ้น จนขณะนี้เรามีผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 800,000 คน ช่วงพีคๆเคยขึ้นไปถึง 1 ล้านคนต่อวัน

ผมอยากฝากบอกไปถึงรัฐบาล ซึ่งกำลังเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งมวลชนทั่วประเทศว่า สิ่งนี้คือการลงทุนเพื่อเศรษฐกิจ แม้จะต้องขาดทุนด้านเงินลงทุน แต่เป็นกำไรทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลระยะยาวต่อการพัฒนาประเทศ รถไฟไปถึงไหน จะนำพาความเจริญความสะดวกสบายไปถึงที่นั่น ดังนั้นหากจะให้เอกชนเข้ามาช่วยลงทุน ก็ต้องช่วยเหลือ

“เมืองไทยนี่ผมว่าแปลก กลัวว่าเอกชนจะเอาเปรียบ กลัวเขาจะรวย กลัวเขาจะได้ แต่ในทางธุรกิจ หากไม่ได้อะไรเลย ใครเขาจะมาลงทุน ดูให้ดีว่าเขาไม่ใช่นักฉวยโอกาส ไม่ได้โบรกเกอร์หรือตัวแทน แต่ทำธุรกิจจริง มีเงินลงทุนจริงก็น่าจะเพียงพอแล้ว ที่สำคัญต้องให้เงื่อนไขการลงทุนที่
พอทำได้ ไม่เสี่ยงเกินไป ถ้าไม่ตอบโจทย์ทางการเงิน การทำธุรกิจเลย เอกชนก็ไม่อยากเอาด้วย”

ทั้งนี้ภายใน 3 ปีข้างหน้า ถือเป็นช่วงเวลาในการลงทุนอีกครั้งของบีทีเอสนับจากเริ่มให้บริการเมื่อ 17 ปีก่อน ถือเป็นวัฏจักรใหม่ ที่จะนำไปสู่การเติบโตในอนาคต เพื่อรองรับโครงการขนส่งมวลชนระบบรางของรัฐบาล วงเงินไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย–มีนบุรี) ระยะทาง 34.5 กม. วงเงิน 56,691 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว–สำโรง) ระยะทาง 30.4 กม.วงเงิน 54,644 ล้านบาท เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail)

ซึ่งทั้ง 2 โครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่เปิดให้เอกชนเข้าลงทุนกับภาครัฐหรือพีพีพี ในรูปแบบ Net Cost คือเอกชนลงทุนเองทั้งหมด โดยเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสารและรับความเสี่ยงด้านจำนวนผู้โดยสาร คาดว่าจะเปิดให้ยื่นซองภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า

นอกจากนั้น ยังมีโครงการรถไฟฟ้าของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกอบด้วย รถไฟฟ้ารางคู่ขนาดเบา (LRT) สายบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มูลค่า 20,000 ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา เส้นทางวัชรพล-พระโขนง-พระราม 9- ท่าพระ มูลค่า 24,000 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน ส่วนต่อขยายบางหว้า-ตลิ่งชัน (7 กม.) มูลค่าราว 10,000 ล้านบาทเศษ

รวมทั้งการให้บริการรับเดินรถ ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ เส้นทางแบริ่ง-สมุทรปราการ-สำโรง และสายสีเขียวเหนือ เส้นทางหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ซึ่งล่าสุดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยหรือ รฟม.ได้ตกลงให้กรุงเทพมหานคร เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการเดินรถ เพื่อให้ระบบมีความต่อเนื่องกับเส้นทางที่บีทีเอสให้บริการอยู่ และคาดว่าจะทยอยเปิดบริการได้ภายในปีนี้

ด้วยศักยภาพที่มี บีทีเอสสามารถลงทุนในทุกโครงการตามที่กล่าวมาทั้งหมด เพราะมีการเตรียมความพร้อมมาตลอดในช่วง 3–4 ปีย้อนหลัง นอกจากสภาพคล่องปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 20,000 ล้านบาท

“เรามีเครื่องมือในการระดมทุนที่หลากหลาย ถือว่ามีความพร้อม โดยเฉพาะหลังจากที่ได้จัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง (บีทีเอสโกรท) ไว้รองรับก่อนหน้านี้ ความจริงเราคาดหวังว่าโครงการต่างๆของรัฐบาล จะเดินหน้าได้เร็วกว่านี้ ถือว่ารอนานกว่าที่คิด และแม้ใน 5 ปีข้างหน้า จะเป็นปีแห่งการลงทุนครั้งใหญ่ เพื่อการเติบโตในอีกรอบของบีทีเอส แต่บริษัทก็จะยังคงนโยบายเดิมนั่นคือการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น”

โดยสำหรับการให้บริการจัดการเดินรถสายสีเขียวใต้และเขียวเหนือนั้น ได้เตรียมพร้อมสั่งซื้อขบวนรถเพิ่มเติมอีก 46 ขบวน ภายใต้วงเงินลงทุน 10,000 ล้านบาท โดยจะให้บริการเส้นทางแบริ่ง–สำโรงประมาณ 16 ขบวน เส้นทางหมอชิต–คูคตประมาณ 21 ขบวน ที่เหลือจะใช้เสริมเส้นทางที่ให้บริการในปัจจุบัน ที่มีความหนาแน่น

ส่วนโครงการลงทุนสายสีชมพูและเหลืองนั้น โดยรูปแบบเอกชนต้องลงทุนเองทั้งหมดและเป็นเส้นทางสายรองไม่ใช่สายหลัก จึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนเพราะถือว่ามีความเสี่ยงมาก ต้องดูเงื่อนไขว่ารัฐบาลจะช่วยเหลืออย่างไรบ้าง

เอกชนนั้นก็มีความรักชาติ แต่รักชาติแล้วต้องทำธุรกิจไหวด้วย ถ้าไม่ไหวก็ทำไม่ได้ เช่นเดียวกับการให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุน หากเอกชนในประเทศยังไม่อยากทำ แล้วต่างประเทศจะอยากทำหรือ เขาก็ต้องต่อรองให้ได้มากที่สุด

“การคุ้มทุนของรถไฟฟ้าต้องดูจากผู้โดยสารเป็นหลัก ดูง่ายๆ หากรถไฟฟ้าวิ่งผ่านพื้นที่ที่มีตึกสูง โอกาสคุ้มทุนจะมีมาก ขณะนี้เส้นทางที่ทำเงินของเราจึงอยู่ที่สุขุมวิทเป็นหลัก ที่ไหนที่เริ่มมีตึกสูง ผู้คนก็จะคึกคัก เส้นสาทรก็เริ่มดีเพราะตึกมากขึ้น”

“นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้รถไฟฟ้าในฮ่องกงและสิงคโปร์ ประสบความสำเร็จดี เพราะแล่นไปทางไหนก็มีแต่ตึก ส่วนเส้นทางที่วิ่งไปมีแต่บ้าน อสังหาริมทรัพย์ทรงราบ โอกาสทางธุรกิจจะน้อยหน่อย อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าที่ไหนมีรถไฟฟ้า ความเจริญก็จะตามมา การลงทุนจึงถือเป็นกำไรทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งต้องวัดกันในระยะยาว”

ส่วนโครงการรถไฟฟ้าในส่วนของ กทม.นั้น มีความมั่นใจว่าบีทีเอสมีโอกาสสูง เนื่องจากถือเป็นเอกชนที่ได้รับสัมปทานจาก กทม.มาเป็นระยะเวลานาน

นอกจากนั้น บีทีเอสยังมีความสนใจที่จะลงทุนในโครงการรถไฟรางคู่ทั่วประเทศ ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยหรือ ร.ฟ.ท.มีดำริจะให้เอกชนเข้ามาเสนอราคาก่อสร้างด้วย ซึ่งกำลังดูเงื่อนไข

ส่วนการลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงนั้น เป้าหมายอยู่ที่การรับบริหารจัดการเดินรถมากกว่า เนื่องจากรถไฟความเร็วสูงเป็นการลงทุนในสเกลใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกล โอกาสคุ้มทุนยาก

ปัจจุบัน ธุรกิจในกลุ่มของบีทีเอสยังคงอยู่ใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจระบบขนส่งมวลชน คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 42% ธุรกิจโฆษณา 35% ธุรกิจบริการ 12% ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 11% รายได้รวมทั้งกลุ่มตกอยู่ที่ประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท

โดยสำหรับธุรกิจที่ทำเงินในสัดส่วนรองลงมา คือธุรกิจโฆษณา ภายใต้บริษัท วี จี ไอโกลบอล มีเดีย จำกัด ในฐานะบริษัทลูก เริ่มต้นจากการโฆษณาบนรถไฟฟ้าบีทีเอสจนมาถึงปัจจุบัน ล่าสุดได้ลงทุนในบริษัท มาสเตอร์ แอด จำกัด (มหาชน) หรือ MACO จนเป็นผู้ถือหุ้นหลัก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งสื่อโฆษณานอกบ้านให้ครอบคลุมทุกประเภท ทุกพื้นที่ และรองรับความต้องการของตลาดโฆษณา

โดยจะเน้นให้เข้ากับยุคออนไลน์ 4 จีให้มากขึ้น ล่าสุดมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคสมัยใหม่ เช่น iBeacon เป็นเทคโนโลยีบอกพิกัด ส่งข้อมูลและตำแหน่งภายในอาคารและกลางแจ้งผ่านบลูทูธ ในสมาร์ทโฟนที่รองรับ iBeacon ประยุกต์ใช้กับป้าย
โฆษณาแบบอินเตอร์แอคทีฟ ในการส่งข้อมูลโปรโมชั่นหรือตำแหน่งของสินค้าต่างๆไปให้กับผู้ใช้งานที่เปิดมือถือถือเป็นรูปแบบการโฆษณาใหม่ๆ

ส่วนธุรกิจบริการ ซึ่งรวมตั้งแต่ธุรกิจบริหารโรงแรม ภายใต้แบรนด์อิสตินและยู, ธุรกิจอาหาร นำโดยห้องอาหารจีนเชฟแมน และล่าสุดธุรกิจบัตรแรบบิท เป็นบัตรพรีเพด เพื่อชำระค่าบริการรถไฟฟ้าบีทีเอสและชำระสินค้าในร้านค้าปลีก

โดยสำหรับบัตรแรบบิท ล่าสุดร่วมลงทุนกับ LINE Pay แพลทฟอร์มชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟนของแอพพลิเคชั่นสนทนายอดนิยม LINE โดย LINE Pay ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Rabbit LINE Pay เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการรวมพลังกันระหว่างแพลทฟอร์มการชำระเงินออฟไลน์(แรบบิท) และออนไลน์ (LINE) เข้าด้วยกัน ในสัดส่วนการลงทุน 50 : 50 และจะทำให้กลุ่มบีทีเอสมีโอกาสเข้าไปกินส่วนแบ่งในตลาดธุรกรรมการเงินออนไลน์มากขึ้น

จากฐานลูกค้าของบัตรแรบบิท มีผู้ใช้บริการกว่า 5 ล้านในสำหรับชำระค่ารถไฟฟ้าบีทีเอสและชำระเงินค่าสินค้า ปัจจุบันมีจุดรับบัตรกว่า 4,000 จุดทั่วประเทศ และสมาชิกของ LINE ที่มีผู้ใช้บริการในไทยถึง 33 ล้านคน ขณะที่ LINE Pay มีสมาชิกจำนวน 1.5 ล้านราย

“ดีลธุรกิจนี้ ใช้เวลาเจรจาเพียงแค่ 4 เดือนก็ตกลงเซ็นสัญญา เพราะความลงตัวหลายๆด้านที่เอื้อให้กัน และพร้อมจะเปิดให้บริการเต็มตัวในพื้นที่ กทม.ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้”

ส่วนธุรกิจอาหาร ซึ่งถือเป็นธุรกิจในกลุ่มบริการ ก็ไม่ได้ทำเล่นๆ อีกต่อไป หลังห้องอาหารเชฟแมน ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยมีการลงทุนตั้งโรงงานเพื่อป้อนให้ร้านอาหารในเครือ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตที่จะขยายสาขาอีกมาก

โดยห้องอาหารเชฟแมน เป็นภัตตาคารอาหารจีน ปัจจุบันมี 3 สาขาที่โรงแรมแกรนด์อิสติน, ราชดำริ และธนาซิตี้ ส่วนห้องอาหารแมนคิทเช่น พรีเมี่ยมบุฟเฟ่ต์ บายเชฟแมน ปัจจุบันเปิดที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีแผนขยายสาขาตามอาคารสำนักงานอีกหลายสาขา โดยโรงงานผลิตอาหารนอกจากจะผลิตป้อนห้องอาหารในเครือแล้ว ยังจะบุกตลาดอาหารอื่นๆด้วยในอนาคตอันใกล้ เช่น ขนมไหว้พระจันทร์

ด้านธุรกิจบริหารโรงแรม ปัจจุบันมี 2 แบรนด์คือ อิสตินและยู ที่เข้าไปบริหารแล้วกว่า 5,000 ห้อง จะเพิ่มอีก 3,000 ห้องในเร็วๆ นี้ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศคืออินโดนีเซีย, เวียดนาม, อินเดียและจีน

ขณะที่ธุรกิจอสังริมทรัพย์ ซึ่งเน้นลงทุนโครงการตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้านั้น หลังเปิดตัวไป 3 โครงการเมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งที่ ราชเทวี จตุจักร และสุขุมวิท 71 รวม 1,300 ยูนิตนั้น ทุกโครงการจองหมดภายในวันแรก ส่วนปีนี้มีแผนเปิดอีก 6 โครงการมูลค่ารวม 23,000ล้านบาท

“บีทีเอสถือว่ามีความได้เปรียบในเรื่องทำเลแนวรถไฟฟ้าอยู่แล้ว จุดขายของเราคือโครงการต้องอยู่ไม่เกิน 500 เมตรจากแนวรถไฟฟ้า ปัจจุบันเรายังมีที่เหลืออยู่ 14-15 แปลง ซึ่งรอการพัฒนาร่วมกับพันธมิตร เพราะเราต้องหาความเชี่ยวชาญกับธุรกิจที่เราไม่มีความเชี่ยวชาญ ถือว่าช่วยกัน แต่การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ก็ต้องดูว่าภาวะเศรษฐกิจจะเอื้ออำนวยหรือไม่ด้วย”

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้