วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ความเหลื่อมล้ำจะไม่รุนแรง ถ้าคนรวยไม่เอาเปรียบสังคม

ความเหลื่อมล้ำจะไม่รุนแรง ถ้าคนรวยไม่เอาเปรียบสังคม

โดย ซูม
4 เม.ย. 2559 05:01 น.
  • Share:

ผมต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่หันมาเอาจริงเอาจังในการที่จะทำให้กฎหมายเป็นกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง มิใช่ใครร่ำรวย หรือใครมีอิทธิพลก็จะสามารถอยู่เหนือกฎหมายได้อย่างลอยนวล

เริ่มจากกรณีที่มีคำสั่งย้ายด่วนนายตำรวจที่รับผิดชอบคดีเสี่ยรถเบนซ์ขับรถด้วยความเร็วสูง พุ่งชนรถของ 2 นิสิตปริญญาโท จนเสียชีวิต

หลังจากที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่อันล่าช้า เสมือนจะเป็นการช่วยเหลือเสี่ยผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นบุคคลในตระกูลร่ำรวยตระกูลหนึ่ง

ต่อมาเมื่อกระแสสังคมตั้งข้อสงสัยย้อนหลังกลับไปอีกว่า บุตรหลานคนร่ำรวยที่เคยก่อคดี ทางด้านการจราจรที่รุนแรง จนถึงขั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตได้รับการลงโทษไปแล้วมากน้อยแค่ไหน? และอย่างไรบ้าง?

ก็พบว่าคดีของบุตรชายเจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อหนึ่ง นอกจากจะไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าที่ควร แล้วยังมีข้อกล่าวหาบางข้อของคดีนี้หมดอายุความไปแล้วด้วยซ้ำ

ส่งผลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องออกมาแถลงว่า สถานการณ์ล่าสุดเป็นอย่างไร? และยืนยันว่าจะเร่งรัดดำเนินการต่อไป รวมทั้งจะมีการสอบสวนเอาผิดแก่ผู้ที่ทำให้คดีหมดอายุความอีกด้วย

จริงๆแล้ว ผมไม่ควรจะต้องขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติเลยแม้แต่น้อย เพราะเป็นหน้าที่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจทุกคนจะต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดตามกฎหมาย โดยเคร่งครัด

แต่ก็ตระหนักดีในความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย ที่ทำให้คนร่ำรวยคนมีอิทธิพล มักมีอิทธิพลเหนือกฎหมายอยู่เสมอๆ และก็ใช้อิทธิพลกันอยู่เนืองๆ ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

ดังนั้นเมื่อผู้ใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญยิ่งของขบวนการยุติธรรมออกมายืนยันอย่างแข็งขันว่า จะทำทุกอย่างให้กฎหมายเป็นกฎหมาย และจะรื้อฟื้นคดีในลักษณะนี้ขึ้นมาอีก...ผมจึงต้องขอบคุณท่าน

ขณะเดียวกันผมก็ใคร่ขอร้องบุตรหลาน หรือทายาทของคนร่ำรวยทั้งหลาย ขอให้เคารพกฎหมายด้วย อย่ากระทำการใดๆ อันเป็นการละเมิดกฎหมายทุกประเภททุกฉบับ โดยคิดว่าจะสามารถใช้อิทธิพลหรือความร่ำรวยจัดการได้ในภายหลังเลย

เพราะอะไรหรือครับ? ก็เพราะตัวเลขเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนที่ผมหยิบยกมาบอกกล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าของเราติดอันดับ 4 หรือ 5 ของโลก เข้าไปแล้ว โดยคนรวยของประเทศไทย 10 เปอร์เซ็นต์ มีส่วนเป็นเจ้าของรายได้ของประเทศถึง 75 เปอร์เซ็นต์

ตัวเลขนี้แม้จะน่าห่วงใยและต้องหาทางแก้ไขโดยด่วน เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้ช่องว่างห่างมากขึ้น และอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างใหญ่หลวงของคนในประเทศขึ้นได้

แต่โดยที่ประเทศไทยของเราก็ได้ดำเนินการพัฒนาในอีกด้านหนึ่งควบคู่กันมาโดยตลอดคือได้มีการดูแลคนยากจนของเราได้ดีพอสมควรในระดับหนึ่ง

สามารถสร้างสิ่งจำเป็นทางพื้นฐานที่เรียกว่า “จปฐ.” เช่นการมีอาหารพอกิน, สามารถรักษาตัวได้ในยามเจ็บไข้, มีบ้านอยู่อาศัย, มีการเล่าเรียนการศึกษาอย่างทั่วถึง, มีไฟฟ้า มีประปา, มีความสะดวกสบายในระดับหนึ่ง ฯลฯ

แม้คนไทยส่วนใหญ่จะจนตัวเงินคือรายได้น้อย แต่ก็สามารถจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างพออยู่พอกินตามอัตภาพ

ทำให้สังคมไทยอยู่กันอย่างสงบสุขพอสมควร

ขณะเดียวกันคนร่ำรวยและบริษัทห้างร้านของผู้ร่ำรวยทั้งหลาย ก็หันมาดำเนินการที่เรียกว่า CSR คือจัดโครงการที่เอื้อประโยชน์ต่อสังคม กันอย่างกว้างขวาง...นับเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยมิให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น

หากไม่มีใครออกมาซ้ำเติมสถานการณ์ด้วยการทำให้คนยากจนรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ผมก็เชื่อว่าเราก็ยังจะอยู่กันได้ต่อไป และค่อยๆหาทางลดช่องว่างกันต่อไป

การใช้อิทธิพลอยู่เหนือกฎหมายโดยเฉพาะการทำผิดแล้วไม่โดนลงโทษ ดังที่เป็นข่าวในขณะนี้นั่นแหละครับ ที่จะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์เรื่องเหลื่อมล้ำให้ไปสู่ความร้ายแรงขึ้นได้

ที่ผมขอบคุณตำรวจที่จะเอาจริงนับแต่นี้เป็นต้นไป และขอถือโอกาสขอร้องคนรวยหรือบุตรหลานคนรวยให้หันมาเคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัดก็ด้วยเหตุด้วยผลประการฉะนี้แหละครับ.

“ซูม”

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้