วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เกินที่ต้องการหรือไม่?

เกินที่ต้องการหรือไม่?

  • Share:

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ลงมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ให้ตั้งคำถาม “เห็นด้วยหรือไม่ ที่ให้นายกรัฐมนตรีมาจากความเห็นชอบของรัฐสภาในห้าปีแรก” คือให้ ส.ว.ที่มาจากแต่งตั้งมีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี โดยให้คำถามนี้เป็นประเด็นเพิ่มเติมเพื่อถามประชาชน พร้อมกับการออกเสียงประชามติ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ

น่าจะเป็นการตอบสนองที่เกินคำขอและความต้องการของ คสช.ที่ขอให้มี ส.ว.สรรหา 250 มาจากการสรรหา ในระยะ 5 ปีแรก หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญและขอให้ ส.ว.สรรหามีอำนาจเสนอร่างกฎหมาย เพื่อผลักดันการปฏิรูป รวมทั้งเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ไม่ได้ขอให้ ส.ว.แต่งตั้งมีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรียืนยันมาโดยตลอดว่าจะไม่สืบทอดอำนาจ ในการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเสียงอเมริกาเมื่อวันพฤหัสบดี ก็ยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งกลางปี 2560 และไม่มีการสืบทอดอำนาจ และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ก็เคยตอบคำถามนักข่าวว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีการสืบทอดอำนาจ เพราะไม่ให้ ส.ว.จากการแต่งตั้งมีอำนาจเลือกนายกฯร่วมกับ ส.ส.

รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้นำในการขอ ส.ว.สรรหา 5 ปี ก็เคยชี้แจงว่าเพื่อให้ ส.ว.ผลักดันการปฏิรูป แต่ไม่ขอให้ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นอำนาจของ ส.ส.ที่มาจากเลือกตั้ง และเป็นการสืบทอดอำนาจ เรื่องนี้ประธาน กรธ.มีประสบการณ์โชกโชน เพราะเคยมีส่วนในการเขียนรัฐธรรมนูญหลายฉบับ

ได้แก่ รัฐธรรมนูญ 2521 และ 2534 ที่เป็นแบบฉบับการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร มีบทเฉพาะกาล 4 ปี ให้ผู้นำกองทัพควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และ ส.ว.ได้ ส.ว.ที่มาจากแต่งตั้งยังมีอำนาจเท่าเทียม ส.ส. เช่น ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ร่วมประชุมกับ ส.ส.ในการออกกฎหมายสำคัญๆ และสืบทอดอำนาจได้กว่าสิบปี

แต่คราวนี้ คสช.ไม่ได้ขอให้ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่อยากให้ถูกมองว่าสืบทอดอำนาจ มติของ สปท.เรื่องนี้จึงน่าจะเกินความต้องการของ คสช. แต่อาจตรงกับสมาชิก สปท.บางส่วน เพราะถ้าประเด็นนี้ผ่านประชามติ สปท.หลายคนอาจได้รับแต่งตั้งเป็น ส.ว. 5 ปี มีอำนาจเท่าเทียม ส.ส. โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงเลือกตั้ง ไม่ต้องไปไหว้ขอเสียงจากประชาชน

เท่ากับว่า ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของเพียงไม่กี่คน จะมีอำนาจเท่าเทียมกับ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนผู้มีสิทธิทั่วประเทศ 50 ล้านคน เป็นการซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งเป็นปัญหารุนแรงของไทยที่ติดอันดับต้นๆของโลกไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้อย่างเดียว แต่เหลื่อมล้ำทั้งด้านโอกาส อำนาจ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้