ข่าว
100 year

สมองและจิตเป็นนาย ในการกำหนดประสิทธิภาพของการรักษาโรค

หมอดื้อ3 เม.ย. 2559 05:01 น.
SHARE

ความคาดหวังและความเชื่อมั่นในการรักษาของผู้ป่วยมีผลอย่างมากต่อภาวะความเจ็บป่วยที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่ ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวหรือมีอาการดีขึ้นได้ทั้งที่แท้จริงแล้วได้รับเพียงยาหลอก ซึ่งไม่มีฤทธิ์ใดในการรักษาโรคหรือความเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ ณ ขณะนั้น ภาวะเช่นนี้เรียกว่า “ผลของยาหลอก” หรือ placebo effect

ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา มีรายงานทางการแพทย์หลายฉบับที่ระบุถึงประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยาหลอกในการช่วยลดและฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วยทั้งในแง่เกี่ยวข้องกับจิตใจ เช่น ความเจ็บปวด อาการซึมเศร้า และความวิตกกังวล หรือแม้กระทั่งช่วยลดอาการของโรคพาร์กินสัน และโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบต่างๆ (วารสาร Scientific American 2009)

อัตราผู้ป่วยที่ดีขึ้น โรคมะเร็ง 2-7% มีขนาดเนื้องอกลดลง (10 รายงาน, จำนวน 464 ราย) โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง 19% (32, 1,047) โรคกระเพาะอาหาร 36.2-44.2% (79, 3,325) แผลหาย โรคลำไส้แปรปรวน 40% (45, 3,193) โรคสมองอักเสบเรื่อรัง MS มีการกำเริบลดลงหลัง 1–3 ปี 11–50 (6, 264)

ความคาดหวังและความเชื่อมั่นของผู้ป่วยที่ส่งผลต่อกระบวนการรักษาจะมีจิตใต้สำนึกของผู้ป่วยเป็นตัวรับผิดชอบ โดยสามารถเชื่อมความสัมพันธ์กับบุคคลหรือแม้กระทั่งสิ่งของใดๆที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรักษาและมีผลต่อการรักษา โดยผ่านการทำงานหลายระบบ ที่เห็นได้ชัด คือ ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบต่อมไร้ท่อ

บทบาทของ จิตใต้สำนึก (Subconscious cues) ตามปกติแล้ว ผลของยาหลอก หรือ placebo effect จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้ป่วยมีความหวังและเชื่อมั่นว่าการรักษาที่ตนได้รับจะสามารถรักษาให้หายจากความเจ็บป่วยที่กำลังเผชิญอยู่ได้ ในทางกลับกัน หากผู้ป่วยมีความคิดหรือความคาดหวังในแง่ลบต่อการรักษา อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือเกิดผลร้ายหรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์ตามมาได้ ที่เรียกว่า nocebo effect

ผลของจิตใต้สำนึกสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมในสัตว์ทดลอง โดยการฉีดยากดภูมิคุ้มกัน Cyclosporin A ให้กับหนูพร้อมกับการให้หนูกินน้ำหวานผสมสารขัณฑสกร (saccharin) หลังจากทำเช่นนี้ซ้ำๆเพื่อให้หนูเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 เหตุการณ์นี้ในระดับจิตใต้สำนึก ปรากฏว่า หนูมีภูมิคุ้มกันลดลงได้ แม้ได้รับประทานเพียงน้ำหวานผสมสารขัณฑสกร (saccharin) เท่านั้น

ดังนั้น จากผลการทดลองดังกล่าวจึงอาจสรุปได้ว่า ในกระบวนการเกิด placebo effect นั้นไม่จำเป็นต้องอาศัยความหวังหรือความเชื่อมั่นต่อผลบวกของการรักษาอย่างเดียว

ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immune Therapy) ตัวอย่างของ placebo effect งานวิจัยในสัตว์ทดลองหลายชิ้นในช่วงทศวรรษที่ 1990 มีการสร้างเงื่อนไขของการสร้างความสัมพันธ์ระดับจิตใต้สำนึกในสัตว์ทดลองที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ โดยการฉีดยากดภูมิคุ้มกัน Cyclosporin A พร้อมกับให้สัตว์ทดลองกินน้ำหวาน ปรากฏว่าสัตว์ทดลองกลุ่มที่ได้รับการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างการกินน้ำหวานและการได้รับยากดภูมิคุ้มกันในระดับจิตใต้สำนึกจะมีระยะเวลาการอยู่รอดของหัวใจที่ปลูกถ่ายใหม่ยาวนานกว่ากลุ่มควบคุม

ซึ่งเมื่อศึกษาลงไปถึงระดับกลไกทางชีววิทยาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวจะพบว่า ในขณะที่ร่างกายมีการตอบสนองต่อกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระดับจิตใต้สำนึกนั้น ระบบประสาทจะยับยั้งการหลั่งสาร cytokines ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต่างๆภายในร่างกายที่สร้างและหลั่งออกมาจากม้าม ดังนั้นจึงมีผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานลดลงและยืดระยะเวลาการอยู่รอดของหัวใจที่ปลูกถ่ายใหม่ได้

งานวิจัยที่ศึกษาเรื่องดังกล่าวในมนุษย์ก็ให้ผลการศึกษาไปในทางเดียวกัน กล่าวคือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานน้ำหวาน และการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน Cyclosporin A ในระดับจิตใต้สำนึกในอาสาสมัครสุขภาพแข็งแรงก็สามารถมีผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาสาสมัครลดการทำงานลงได้ เมื่อได้รับเพียงน้ำหวานและยาหลอกเท่านั้น นอกจากนี้กระบวนการดังกล่าวยังสามารถช่วยลดความไวของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ได้อีกด้วย

อะไรคือกลไกของกระบวนการเกิด placebo effect จากการสร้างความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่างๆในระดับจิตใต้สำนึกในปี ค.ศ.2005 พบว่า มีสมองทั้งหมดอย่างน้อย 3 ส่วนที่ทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวข้องกับกระบวนการเกิด placebo effect จากการสร้างความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่างๆในระดับจิตใต้สำนึก ได้แก่

1. Insular cortex เป็นสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนสัญญาณประสาทสัมผัส เช่น การรับรส ให้สอดคล้องไปตามสภาพอารมณ์และสภาพทางสรีรวิทยาของร่างกายขณะนั้น

2. Amygdala เป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ทางอารมณ์ (emotional learning) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทักษะด้านการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองเหตุการณ์ในระดับจิตใต้สำนึกในขั้นต้น และ 3. Hippocampus เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งข้อมูลสั่งการจากสมองไปยังเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

การบำบัดด้วยความคาดหวัง (Expecting relief) การเกิด placebo effect นั้น ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลักที่สำคัญคือ ผลจากความคาดหวัง (expectation effect) ซึ่งออกฤทธิ์ผ่านทางสารสื่อประสาทกลุ่ม opioids และผลจากการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ในระดับจิตใต้สำนึก (conditioned effect) ซึ่งออกฤทธิ์ในลักษณะเช่นเดียวกับยากลุ่มบรรเทาปวด (analgesic) นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ในการลดการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับและประมวลข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บปวดอีกด้วย

ประสิทธิผลของยาหลอก (Placebo performance) ในกรณีที่ต้องการ placebo effect จากกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ในระดับจิตใต้สำนึกนั้น รูปลักษณ์และราคาของยาหลอกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดกระบวนการดังกล่าว โดยเห็นได้จากการที่ยาซึ่งมีราคาแพงหรือเป็นที่นิยม สามารถให้ผล placebo effect มากกว่ายาซึ่งมีราคาถูกและไม่เป็นที่แพร่หลายอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การรักษาด้วยหัตถการทางการแพทย์ชั้นสูงที่มีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนก็มีผลให้เกิด placebo effect ต่อการรักษามากกว่าการรักษาด้วยหัตถการทางการแพทย์แบบธรรมดา

จะเห็นได้ว่าในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ศาสตร์ด้าน Placebo medicine มีความเจริญก้าวหน้าและมีผลส่งเสริมการรักษาทางการแพทย์แขนงต่างๆเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การนำศาสตร์ดังกล่าวมาใช้จริงในทางเวชปฏิบัติและเวชศาสตร์การกีฬายังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางถึงประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับ

สำหรับ ณ ขณะนี้ แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการนำศาสตร์ด้านนี้มาใช้ประโยชน์ในแวดวงเวชปฏิบัติก็ตาม หากแต่แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยต้องการจะนำศาสตร์ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพของแนวทางการรักษาที่ปฏิบัติกันเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย ตราบใดที่ไม่ได้ทำการซึ่งก่อให้เกิดอันตรายหรือเป็นการหลอกเอาเงินต่อผู้ป่วย.

หมอดื้อ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สุขภาพหรรษาหมอดื้อสมองรักษาโรคผลของยาหลอกยาหลอกจิตใต้สำนึกภูมิคุ้มกันบำบัดบำบัดด้วยความคาดหวังสุขภาพคอลัมน์ฉบับพิมพ์คอลัมน์คอลัมน์ไทยรัฐหนังสือพิมพ์ไทยรัฐไทยรัฐออนไลน์ไทยรัฐ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้