วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“ศานิตย์”ดันบ้านสีขาว คาดโทษ ผบก.-ผกก.หย่อนยาน

“ศานิตย์”ดันบ้านสีขาว คาดโทษ ผบก.-ผกก.หย่อนยาน

  • Share:

“ยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ที่คนไทย ทุกคนโดยเฉพาะตำรวจนครบาลทุกคน ต้องร่วม แรงร่วมใจแก้ไขให้เด็ดขาด ให้สูญสิ้นจากกรุงเทพมหานครให้จงได้ ที่ผ่านมาได้กำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาทั้งมาตรการในการป้องกัน ปราบปรามและบำบัดฟื้นฟู ด้านการปราบปราม ทุกคนต้องทำการปราบปรามแบบ “ขุดรากถอน โคน” ตาต่อตาฟันต่อฟัน ต้องสืบสวนขยายผล ยึดทรัพย์ ดำเนินคดีใน 5 ข้อหาหลัก ได้แก่ ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่าย และทำคดีสมคบ เอามันมาติดคุกให้เร็วและยึด ทรัพย์มาให้หมด จะได้ไม่มีเงินไปวิ่งเต้นและเสวยสุขต่อไป”

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. ย้ำนโยบายเดินหน้าโครงการ “บ้านสีขาว ปลอดยาเสพติด” ซึ่งคิดมาเพื่อใช้แก้ไขปัญหายาเสพติดที่ยั่งยืน ดึงความร่วมมือของชุมชน มีส่วนร่วมสร้างความเข้มแข็งในการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยตำรวจเป็นที่ปรึกษา

ทุกชุมชนเป็นผู้กำหนดเงื่อนไข วิธีการและคัดเลือกบ้านแต่ละหลังคาเรือนที่ปลอดจากยาเสพติด มอบป้าย “ป้ายสีขาวปลอดยาเสพติด” ยืนยันชุมชนนี้ ปลอดยาเสพติด หากพบว่ายุ่งเกี่ยวยาเสพติด จะยึดป้ายคืนทันที

มีการสำรวจข้อมูลสภาพปัญหาบ้านแต่ละหลังคาเรือน นำข้อมูลผู้ค้า ผู้เสพ ขึ้นบัญชี

บ้านที่ไม่ผ่านการพิจารณา ให้ชุดปฏิบัติการของโรงพักในพื้นที่ดำเนินมาตรการปราบปราม ควบคู่มาตรการทางสังคม ประเมินผลในทุก 3 เดือน

ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายหมดไปจากชุมชน

สถานการณ์แพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นับวันยิ่งทวีความรุนแรง เด็กและเยาวชนจำนวนมาก ต่างตกเป็นทาสของยาเสพติด ผลตามมาทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสังคม ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ชุมชน แม้เจ้าหน้าที่รัฐมีมาตรการป้องกัน ปราบปราม แต่เป็นเพียงการแก้ไขในระดับหนึ่งเท่านั้น

ตัวเลขผลการจับกุมยา เสพติดของ บช.น. ในช่วงปี 2556-2558 มีผลจับกุมยาเสพติด 160,165 คดี เป็นการจับกุมในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 5 ข้อหาหลัก คือ ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย และครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติด จำนวน 21,460 คดี

โครงการ “บ้านสีขาว ปลอดยาเสพติด” ซึ่ง พล.ต.ท.ศานิตย์คิดขึ้นมาจากความที่เข้าใจสภาพความเป็นจริงการปราบปรามยาเสพติด ไม่ยั่งยืน หากไม่ได้รับความร่วมมือของพี่น้องประชาชน

ทำให้คนในชุมชนมีความรักสามัคคี เพื่อทำให้ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานครลดลง มีการนำชุมชน 176 ชุมชน ในพื้นที่ 88 สถานี ร่วมกับ ป.ป.ส.จัดตั้งคณะกรรมการร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดในชุมชน

ผลการสำรวจสภาพปัญหาครัวเรือนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือน มี.ค. จำนวนบ้านที่เข้าร่วมโครงการ 51,933 หลังคาเรือน ทำการสำรวจสภาพปัญหาแล้ว 45,092 หลังคาเรือน จำนวนบ้านที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการคัดกรองแล้ว และรอการติดป้ายสัญลักษณ์บ้านสีขาว 41,141 หลังคาเรือน ร้อยละ 79 ของจำนวนบ้านที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด

ความพึงพอใจของประชาชนในชุมชน จำนวนประชากรทั้งหมดในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ 249,024 คน ความพึงพอใจต่อโครงการมากที่สุด ร้อยละ 52.47 ความพึงพอใจมาก ร้อยละ 31.21 ความพึงพอใจปานกลาง ร้อยละ 14.48 ความพึงพอใจน้อย ร้อยละ 1.71 และความพึงพอใจน้อยที่สุด ร้อยละ 0.12

ความรุนแรงของปัญหายา เสพติดก่อนเริ่มโครงการ รุนแรง ร้อยละ 21.59 ปานกลาง ร้อยละ 31.73 เบาบาง ร้อยละ 34.07 ไม่มีปัญหา ร้อยละ 12.61 และ ความรุนแรงของปัญหายาเสพติดหลังดำเนินโครงการ รุนแรง ร้อยละ 1.41 ปานกลาง ร้อยละ 19.29 เบาบาง ร้อยละ 42.42 ไม่มีปัญหา ร้อยละ 36.87

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. กล่าวว่า “ได้สั่งให้รอง ผบช. ผบก. รอง ผบก.และ ผกก. และเพื่อนข้าราชการตำรวจสังกัด บช.น.ทุกคน เข้าใจตรงกันว่า การปราบปราม “ยาเสพติด” เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นผู้มีอิทธิพลที่พวกเราต้องช่วยกันกำจัดให้หมดไปจากแผ่นดิน เพราะมีผลกระทบต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยภายในชาติและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน เพศ เสรีภาพของประชาชน ด้านป้องกันพื้นที่กรุงเทพฯ ได้นำโครงการ “บ้านสีขาว ปลอดยาเสพติด” มาขับเคลื่อนเพื่อตัดผู้เสพให้น้อยลงและหมดไป ผู้ขายจะได้หมดไปเอง ตำรวจ บช.น.ทั้ง 88 โรงพักต้องขยับ ประชาชนตื่นตัวให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้ชุมชนหมู่บ้านเกิดความรักความสามัคคี ทำให้เกิดความเข้มแข็ง แก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพฯได้แบบยั่งยืน”

“อย่างไรก็ตาม ในการที่พวกเราลงพื้นที่มักจะได้ยินได้ฟังจากประชาชน ว่ายังมีตำรวจโดยเฉพาะชุดสืบสวน งานป้องกันปราบปราม บางคนยังมีผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนเกิดความกลัวหวาดระแวงในการให้ความร่วมมือกับพวกเราอันเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาและนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย นำความเสียหายมาถึงประเทศชาติ ประชาชน และตำรวจ บช.น.ทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรื่องนี้ได้ชี้แจง ทำความเข้าใจ กำชับการปฏิบัติในการประชุมทุกครั้ง พวกเราต้องช่วยกันแก้ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องเอาจริงเอาจัง เอาใจใส่ ลงมาแก้ด้วยตนเอง ต้องแก้ตำรวจในปกครองทุกคนไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างเด็ดขาด จะใช้วิธีการเดิม “เห็นชอบมอบรอง” ไม่ได้แล้ว ชาวบ้านจะได้ไว้ใจตำรวจและให้ความร่วมมือ”

แต่สิ่งที่เป็นหัวใจการขับเคลื่อนงาน บช.น. อยู่ที่กลไกของ ผกก.โรงพัก ซึ่งมีผลหากเป็นกลไกที่เข้มแข็ง ส่วนที่หย่อนยานต้องมีการปรับเปลี่ยน พล.ต.ท.ศานิตย์ ย้ำว่า “ขอให้ทุก บก. ทุก สน. เข้มงวดกวดขันอย่างจริงจังอย่าให้มีเรื่องนี้เกิดขึ้นใน สน.ทั้ง 88 สน.อีกอย่างเด็ดขาด หากยังเกิดขึ้นอีกนอกจาก ผกก. ceo และผู้บังคับบัญชาในสายงานแล้ว ผู้บังคับบัญชาระดับ บก.โดยเฉพาะรอง ผบก.ที่รับผิดชอบยาเสพติดอาจต้องถูก พิจารณาลงโทษด้วย ขอให้พวกเราช่วยกันแก้ปัญหายาเสพติดให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ หน้าที่ตำรวจต้องเข้มในการปฏิบัติหน้าที่แล้วประชาชนในแต่ละพื้นที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ช่วยกันเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสแก่เจ้า- หน้าที่ตำรวจ ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวและยั่งยืน เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องทำตามนโยบาย “ทำดี ทำได้ ทำทันที”

ต้องยอมรับแนวคิดที่เกิดจากประสบการณ์ และวิธีการบริหารจัดการหน่วยของ พล.ต.ท.ศานิตย์ ซึ่งแตกต่างจาก ผบช.คนอื่น ทำให้ได้เห็นการขยับทำงานของตำรวจทุกโรงพักในทุกเรื่องที่เป็นความเดือดร้อน

ทันทีที่มีเหตุ พล.ต.ท.ศานิตย์ จะลงพื้นที่ทันที ทำให้ ผกก.ต้องอยู่เกาะติดพื้นที่ อยู่กับปัญหาของชุมชน หาทางแก้ไขเยียวยาสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย

หาก ผกก.ซึ่งเป็นกลไกหลักหย่อนยานมีสิทธิ์ถูกเปลี่ยนตัว.

ทีมข่าวอาชญากรรม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้