วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เอกชนสานพลังประชารัฐ

เอกชนสานพลังประชารัฐ

  • Share:

ผู้ว่าธปท.ไขรหัสขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ

“สมคิด” ชวนบริษัท set 100 ร่วมมือภายใต้แนวคิดประชารัฐให้เกิดการปฏิรูป นำไปสู่โมเดลประเทศไทย 4.0 เสนอให้เอกชนเข้ามาร่วมสร้างสตาร์ตอัพใน 5 อุตสาหกรรมใหม่ บนพื้นฐานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และนวัตกรรม ขณะที่ผู้ว่าการ ธปท.แนะ 4 แนวทางขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ได้ร่วมกับสมาคมบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จัดงาน “SET 100 ผนึกกำลังประชารัฐ” โดยเชิญผู้บริหารระดับสูงของ บจ. ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ SET และตลาด mai ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในการสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ธุรกิจสตาร์ตอัพและกิจการเพื่อสังคม ตามนโยบายภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ New S-curve โดยผู้บริหารระดับสูงบริษัทจดทะเบียนที่มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เช่น นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ นายสุพล วัธนเวคิน ประธานกรรมการธนาคารเกียรตินาคิน นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบัตรกรุงไทย นายปลิว มังกรกนก ประธานคณะกรรมการ บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป นางสุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ช.การช่าง และนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์

ย้ำเอกชนร่วมเดินหน้าประเทศไทย 4.0

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเพื่อประสานความร่วมมือจากภาคตลาดเงินตลาดทุนว่า รัฐบาลชุดนี้มีความคิดที่จะสร้างความร่วมมือประชารัฐ ที่มีภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน มาร่วมมือกันเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นได้ ฉะนั้นต้องทำให้พลังประชารัฐไปสู่จุดสูงสุด จะต้องสร้างประชารัฐขึ้นมา ในการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ จึงอยากจะเชื่อมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้เข้ามาร่วมมือกัน เพราะองค์กรธุรกิจถือเป็นจุดแข็งที่สุดของประเทศไทย ถ้าทำเพื่อสังคมจะเกิดพลังที่ยิ่งใหญ่มาก โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ใน set 100 มีพลังสูง จึงต้องการให้มาช่วยทำประชารัฐให้สำเร็จ โดยร่วมมือกันใน 5 อุตสาหกรรม ที่จะสร้างให้เป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และมีนวัตกรรม คือ 1.เกษตร อาหาร ไบโอเทค 2.สุขภาพและสปา 3.อิเล็กทรอนิกส์ 4.ดิจิตอล อินเตอร์เน็ต 5.วัฒนธรรมและสินค้าสร้างสรรค์

“ในอนาคตประเทศไทยจะมีนักธุรกิจสตาร์ตอัพเพิ่มขึ้น และนั่นคือโมเดลประเทศไทย 4.0 หลังจากที่เราผ่านการพัฒนาภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมเบาและอุตสาหกรรมหนักมาแล้ว เราจะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและสร้างนวัตกรรมขึ้นมา ซึ่งสิ่งนี้สามารถใช้พลังประชารัฐ ช่วยได้ เชื่อว่าหากทำเช่นนี้อีก 3-4 ปีข้างหน้าจะสร้างมิติใหม่เกิดขึ้นมาได้”

ชง ครม.โครงการพี่ช่วยน้อง

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างทำรายละเอียดโครงการพี่ช่วยน้อง เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีกิจกรรมซีเอสอาร์เข้าไปช่วยเหลือบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และวิสาหกิจชุมชน โดยนำเทคโนโลยีและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ มาช่วยพัฒนาด้านการตลาด การทำบัญชี เป็นต้น โดยบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะสามารถนำค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่า โดยคาดว่าจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายใน 1-2 เดือนนี้

รมว.คลังกล่าวด้วยว่า ในปีนี้การลงทุนของภาครัฐจะมีปริมาณมากขึ้น แต่การลงทุนที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตคือ การลงทุนของรัฐเอกชน ซึ่งขณะนี้ยังมีปริมาณน้อย ทำให้ในช่วงระหว่างนี้ กระทรวงการคลังต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อประคับประคองและช่วยเหลือคนที่ยากจน และรอจังหวะให้มีการลงทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้น เช่น โครง การรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่เดือน ก.ค.-ส.ค.2559 เป็นต้นไป รถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลืองที่ได้รับการอนุมัติจาก ครม.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน จะผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในอีก 2 สัปดาห์ เชื่อว่าจะได้รับความเชื่อมั่นและนำไปสู่การลงทุนตามมาอย่างแน่นอน

ผู้ว่าการ ธปท.แนะ 4 แนวทางขับเคลื่อน

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวทาง 4 ประการที่จะทำให้การขับเคลื่อนโครงการประชารัฐให้เกิดประสิทธิผล คือ 1.ภาคธุรกิจและประชาชนควรมีบทบาทในการแก้ไขกฎเกณฑ์กติกาของภาครัฐ และ เป็น active citizens ให้ประชาชนมีการตื่นตัวในการร่วมตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายใหม่และความโปร่งใสในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และต้องเอื้อให้ภาคประชาชน-เอกชน สามารถติดตามตรวจสอบภาครัฐให้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างเคร่งครัด โปร่งใส สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนและถ้าจะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนภาคธุรกิจเองต้องพร้อมที่จะเสียสละสถานะเดิมหรือความได้เปรียบเดิมที่เคยได้ประโยชน์จากกติกาเดิมที่เป็นอยู่เพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

2.ภาคธุรกิจที่เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะต้องสร้างและรักษาความไว้เนื้อเชื่อใจ จากสังคมวงกว้าง การที่ธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามามีส่วนร่วมยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจประเทศเป็นเรื่องดี แต่อีกด้านสังคมอาจคลางใจว่ามีวัตถุประสงค์อื่นแฝงอยู่ด้วย ในช่วงที่ปัจจุบันสังคมไทยมีการแบ่งแยกและมีความไม่เชื่อใจกันสูง จึงต้องมีกลไกที่สร้างความไว้วางใจจากประชาชน เช่น การมีคนกลาง อย่างสถาบันการศึกษาและภาคประชาชน ทำหน้าที่ติดตามการทำงานและประเมินประสิทธิผลของโครงการ รวมทั้งระวังไม่ให้ผลประโยชน์ของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเข้ามามีอิทธิพลเจือปนการตัดสินนโยบายของประเทศ ที่สำคัญต้องสื่อสารกับสาธารณชนอย่างชัดเจนโปร่งใส

3.ภาคธุรกิจควรเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่การบริหารงานในส่วนที่ภาครัฐไม่มีความเชี่ยวชาญหรือไม่เก่ง ซึ่งการแก้ปัญหาสำคัญๆของประเทศ ทั้งระบบการศึกษา การบริหารจัดการน้ำ ต้องอาศัยการแก้ไขแบบบูรณาการของภาครัฐที่มักไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ 4.ต้องการให้เอกชนหรือภาคธุรกิจเห็นการยกระดับคุณภาพเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นดีเอ็นเอของภาคธุรกิจ โดยปัจจุบันธุรกิจชั้นนำของโลกและของไทยได้หันมาใช้แนวคิดในการบริหารธุรกิจเพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางสังคมมากขึ้น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้