วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ผบ.ทบ.กําราบพวกหัวแข็ง จับลงใต้ เข้าค่ายทหาร7วัน!

ผบ.ทบ.กําราบพวกหัวแข็ง จับลงใต้ เข้าค่ายทหาร7วัน!

  • Share:

กม.ประชามติเฮี้ยบ บิดเบือนติดคุก10ปี ห้ามชี้นํา‘รับ-ไม่รับ’ มติสปท.ส่งคําถาม ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯ

“วิษณุ” แย้มเซอร์ไพรส์ร่าง รธน. สั่ง กรธ. เร่งเต็มสปีดร่างไปส่งไป 4 กฎหมายลูกการเลือกตั้ง ชง สนช.พิจารณาใน 2 เดือน อุบไต๋แผนสำรองรื้อ รธน.ชั่วคราวแก้ลำร่างฉบับมีชัยคว่ำกลางทาง สนช.ตีกรอบเข้ม ก.ม.ประชามติ พวกจับผิดบิดเบือนโทษหนักถึงจำคุก 10 ปี ปรับสูงสุด 2 แสน เตือน กรธ.-นักการเมืองห้ามชี้นำรับ-ไม่รับ รธน. สปท.เคาะส่งคำถามให้ สนช. พ่วงท้ายประชามติให้ ส.ว.เอี่ยวโหวตเลือกนายกฯ 5 ปี “วันชัย” อ้างเหตุผลช่วยประคองการเมือง กลั่นกรองเฟ้นหาผู้นำ เด็ก ปชป.ฉะระบบเลือกตั้งออกทะเล เข้าทางก๊วนการเมืองทุ่มซื้อ ส.ส.แลก รมต. “ป๋าเหนาะ” เป็นห่วงนายกฯ ร่าง รธน.แท้งรัฐบาลต้องรับผิดชอบ “บิ๊กหมู” เขียนเสร็จแล้วคอร์สอบรมนักการเมือง 7 วัน ขู่คนผิดซ้ำซากยัดเข้าค่ายชายแดนใต้ “บิ๊กตู่” จ้อสื่อนอกยันไม่ส่งนอมินีลงเลือกตั้งสืบทอดอำนาจ อัด 2 ปีนักการเมืองไร้สำนึกต้องเตือนปรับทัศนคติ

จากกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าอาจมีเซอร์ไพรส์ในกระบวนการจัดทำกฎหมายลูก 4 ฉบับเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2560 นั้น ล่าสุดนายวิษณุ ชี้แจงว่าได้ประสานงานให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เร่งรัดยกร่างโดยเร็วแบบร่างไปส่งไป ในช่วง 1-2 เดือนแรก เพื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา 2 เดือนก่อนส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ

“วิษณุ” นั่งยันนอนยันเลือกตั้งปี 60

เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 1 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงวันเลือกตั้งกรณีร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติว่า ยังไม่มีใครทราบ ต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 4 ฉบับก่อน และไม่รู้จะเสร็จเมื่อใดแต่ไม่ช้า โดยจะพิจารณา 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งก่อนฉบับอื่นๆ กรธ.จะยกร่างเสร็จในช่วง 1-2 เดือนแรก ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา 2 เดือน แล้วส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าเร็วโดยประสานให้ร่างไปส่งไป จากนั้นนำขึ้นทูลเกล้าฯ ตรงนี้จะมีระยะเวลาที่สำนักราชเลขาธิการจะไปดำเนินการเมื่อเสร็จครบ 4 ฉบับจะเริ่มนับหนึ่งการเลือกตั้งภายในระยะเวลา 150 วัน การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 60 แต่จะคาดคั้นให้ได้เดือน ก.ค.60 ไม่ได้ เพราะมีขั้นตอนอยู่ ส่วนที่ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์ เรื่องการทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ เพราะมีคนคิดว่ามันจะล่าช้าจนถึงปี 61 คิดกันไปเองว่าต้องใช้เวลาทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 8 เดือน แต่ไม่คิดว่าจะเสร็จก่อน จึงใช้คำว่าอาจจะมีเซอร์ไพรส์ ส่วนเนื้อหาใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจะมีเซอร์ไพรส์หรือไม่ตนไม่ทราบ

อุบไต๋แก้ รธน.ชั่วคราวถ้าร่าง รธน.แท้ง

เมื่อถามว่า ขณะนี้ได้มีการคิดเผื่อกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า หากเป็นเช่นนั้นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 เพื่อบอกว่าจะทำอย่างไรต่อไป ยังคิดไม่ออกอีกสักพักคงจะรู้ แต่พอรู้แล้ว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเปิดเผยหรือไม่นั้นไม่ทราบ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว จะมีหลังประกาศผลประชามติอย่างเป็นทางการแน่นอน เพียงแต่ก่อนจะทราบผลจะมีแผนรองรับเอาไว้ก่อนแล้ว ไม่ใช่พอรู้ผลประชามติวันที่ 10 ส.ค. แล้วต้องใช้เวลายกร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแก้ไขอีกนาน เผลอๆ จะเข้า สนช.วันที่ 11 ส.ค.เลย เชื่อว่ากระบวนการที่จะทำต่อคงมีการเตรียมกันไว้ตั้งแต่อยู่ในช่วงที่คนไปลงประชามติกัน เพื่อให้เดินหน้าได้รวดเร็ว ส่วนขอบเขตการรณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไปดูว่าร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ สนช.กำลังพิจารณาใครหรือพรรคใดจะบอกไม่เห็นด้วยขณะนี้ทำได้ แต่ถ้อยคำจะต้องไม่โกหก บิดเบือน ไม่เป็นการให้สัญญา ล่อลวง ให้สินบนจ้าง เพื่อให้ลงประชามติเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

เปิดทางคำถามพ่วงขัดหลักการ รธน.ได้

นายวิษณุยังกล่าวถึงคำถามพ่วงในการทำประชามติว่า สนช.ต้องตั้งคำถาม จะคิดเอง หรือเอามาจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หรือเอามาผสมกันเพียง 1 ข้อ ไม่ต้องส่งมาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนแนวคำถามตั้งได้หมดถ้าตั้งแล้วกระทบต่อหลักการ ไม่ว่าจะเป็นบทถาวรหรือบทเฉพาะกาล ต้องให้คณะ กรธ.ไปแก้ไขให้ตรงกับคำตอบที่ได้จากประชามติภายใน 30 วัน แล้วส่งศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเห็นว่าแก้ไขตรงแล้วก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อถามย้ำว่า สนช. ตั้งคำถามพ่วงที่แตกต่างจากเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ เช่น อยากให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ รองนายกฯ ตอบว่า ทำได้หมด เขาถึงได้เขียนว่าถ้าต่างกันก็ต้องไปแก้ให้เข้ากับผลประชามติ เพราะประชามติใหญ่กว่าอย่างอื่น เรื่องบัตรเลือกตั้ง 1 ใบ กรธ.เป็นคนคิด แม่น้ำ 4 สายท้วงไปเขายังไม่ยอมเลย แต่ถ้าคนเป็นล้านคิดให้เป็นอย่างอื่นเขาก็ต้องปรับแก้

จับผิดบิดเบือน รธน.โทษหนักจำคุก 10 ปี

นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติว่า ขณะนี้ กมธ.วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างทบทวนถ้อยคำ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสนช. วาระ 2 และ 3 ในวันที่ 7 เม.ย.สาระสำคัญยังยืนยันให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ แต่จะไม่เปิดช่องให้ฝ่ายใดรณรงค์รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะทำได้เพียงแค่การอธิบายข้อดีข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการขึ้นเวทีสาธารณะของฝ่าย กรธ. และนักการเมือง ต้องระมัดระวังไม่พูดในลักษณะชี้นำให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.จะไปพูดให้คนรับร่างไม่ได้ ขณะที่ฝ่ายการเมืองต้องไม่บิดเบือนเนื้อหา เช่น ไปพูดโจมตีข้อบกพร่องร่างรัฐธรรมนูญ 2-3 มาตรา แล้วไปเหมารวมว่าเป็นร่างไม่ดีทั้งฉบับ ทั้งที่รัฐธรรมนูญมีเป็นร้อยมาตรา อาจเข้าข่ายบิดเบือนหลอกลวงให้คนเข้าใจผิดจนมีผลต่อการออกเสียงประชามติได้เช่นกัน มีโทษหนักจำคุกสูงสุด 10 ปี หรือปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ก.ม.ยังไม่มีแถลงการณ์ พท.ไม่ผิด

นายทวีศักดิ์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจะเข้าข่ายผิดกฎหมายประชามติหรือไม่นั้น ขณะนี้กฎหมายดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้ จึงถือว่าไม่มีความผิด แต่ตนได้สอบถามตัวแทนคณะกรรมการกฤษฎีกาที่อยู่ร่วมใน กมธ.วิสามัญถึงกรณีดังกล่าวว่า หากกฎหมายบังคับใช้แล้วจะมีความผิดหรือไม่ ได้รับคำชี้แจงว่า จะต้องดูเนื้อหาว่า เข้าข่ายการบิดเบือน หลอกลวงให้เข้าใจผิดหรือไม่ ซึ่งคนที่จะ ใช้ดุลพินิจชี้ขาดเรื่องนี้คือ กกต. ยืนยันว่า กมธ.วิสามัญฯพิจารณากฎหมายดังกล่าวด้วยความบริสุทธิ์ใจ ตรงไปมา ไม่มีเจตนาแอบแฝงเล่นงานฝ่ายใด มองว่า ถ้าเป็นการวิจารณ์ด้วยความบริสุทธิ์ใจก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีเจตนาแอบแฝง หรือทำเป็นขบวนการคงไม่ได้ ถือว่าผิดกฎหมาย

กมธ.การเมืองชงใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ

นายทวีศักดิ์ในฐานะคณะ กมธ.การเมือง สนช.กล่าวว่า กมธ.การเมืองได้ข้อสรุปในการตั้งประเด็นคำถามพ่วงประชามติว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ มิใช่หนึ่งใบตามร่างรัฐธรรมนูญ” เนื่องจากการใช้บัตรสองใบจะสะท้อนเจตนารมณ์ความต้องการของประชาชนที่จะเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ซึ่งอาจอยู่ต่างพรรคกัน และประชาชนคุ้นเคยกับการลงคะแนนโดยใช้บัตรเลือกตั้งสองใบมาแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าคำถามดังกล่าวจะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม สนช.หรือไม่ ต้องรอนำเข้าที่ประชุม สนช.ในวันที่ 7 เม.ย.เพื่อพิจารณาคำถามพ่วงประชามติที่ กมธ.ชุดอื่น ๆ เสนอมาด้วยว่าในที่สุดแล้ว สนช.จะมีมติอย่างไร

กมธ. ก.ม.โต้ใบสั่งดัน ส.ว.เลือกนายกฯ

นายธานี อ่อนละเอียด คณะ กมธ.กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ สนช.กล่าวว่า ในการประชุม กมธ.กฎหมายฯ เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ได้หารือการเสนอประเด็นคำถามพ่วงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยได้ข้อสรุปว่า กมธ.กฎหมายฯขอส่งประเด็นคำถามพ่วงประชามติ “ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ท่านเห็นควรที่จะกำหนดบทเฉพาะกาลให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯหรือไม่” เพื่อส่งให้คณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษา เสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายสุรชัย เลี้ยง–บุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เป็นประธาน นำไปรวบรวมกับคำถามพ่วงประชามติของคณะ กมธ.ชุดอื่นๆของ สนช. เพื่อส่งให้ที่ประชุมใหญ่ สนช.ลงมติชี้ขาดต่อไป เนื่องจากเห็นว่าควรให้ ส.ว.ร่วมเป็นกลไกระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เพื่อแก้ปัญหาติดล็อกทางการเมืองในอดีต กรณีเกิดปัญหายุบสภาและไม่สามารถเลือกนายกฯได้ ควรให้ ส.ว.มีส่วนร่วมแก้ปัญหาดังกล่าว ยืนยันว่าไม่มีใบสั่งจากใครให้เสนอคำถามนี้ ในวันดังกล่าวมี กมธ.คนอื่นๆ เสนอประเด็นคำถามเข้ามาหลายข้อ แต่ กมธ.พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นนี้จะกระทบกับการแก้เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญน้อยที่สุด

สปท.เคาะคำถามประชามติส่ง สนช.

เมื่อเวลา 14.00 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยมี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเสนอประเด็นคำถามหรือความเห็นของ สปท.ต่อ สนช. เพื่อประกอบคำถาม ที่จะส่งให้ กกต.ในการออกเสียงประชามติเพิ่มเติม โดย ร.อ.ทินพันธุ์ชี้แจงในที่ประชุมว่า มีสมาชิกเสนอญัตติมา 2 ญัตติ คือ 1.ขอให้มีคำถามว่าควรให้มีการตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติด้วยหรือไม่ เสนอโดย พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช และ 2.คำถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ใน 5 ปีแรกนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ให้นายกฯมาจากความเห็นชอบของรัฐสภา ที่เสนอโดยนายวันชัย สอนศิริ

“วันชัย” ชง ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯ 5 ปีแรก

จากนั้น พล.อ.เลิศรัตน์อภิปรายว่า สิ่งที่ไม่พบในร่างรัฐธรรมนูญคือ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ จึงเสนอคำถามนี้ และเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ควรมีการตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ หรืออาจจะตั้งชื่ออื่นๆที่เป็นทางการภายหลังก็ได้ โดยให้รัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการ ขณะที่นายวันชัย อภิปรายว่า ส.ว.สรรหา 250 คน

มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ไม่ให้รัฐบาลมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ง่ายๆ รวมทั้งมีหน้าที่ติดตามการเดินหน้าปฏิรูป ดังนั้น ถ้า ส.ว.250 คน มีส่วนร่วมในโหวตนายกฯจะช่วยดูได้ว่านายกฯคนไหนไม่ฉลาดหรือประวัติไม่ดี ญัตตินี้ถือว่าเป็นการแก้วิกฤติของประเทศได้จริง สามารถประคับประครองสถานการณ์การเมืองได้ โดยร่วมกันดำเนินตามยุทธศาสตร์ชาติ ถือเป็นบรรยากาศที่สวยงามจะทำให้เราได้รับช่วงเปลี่ยนผ่านที่เรียบร้อย แม้ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบอย่างประเทศสากล แต่คำถามนี้คำถามเดียวจะครอบคลุมไปถึงญัตติแรก เพราะถ้าเราร่วมกันจะนำไปสู่ความปรองดองได้

เสธ.อู้ถอยหลีกทางผ่านฉลุย 136 ต่อ 3

ต่อมาที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยสมาชิกส่วนใหญ่อภิปรายสนับสนุนญัตติของนายวันชัย อาทิ นายคำนูณ สิทธิสมาน และนายเสรี สุวรรณภานนท์ เพราะเห็นว่าประเทศไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี แรกต้องมีกลไกควบคุมการทำงานของรัฐบาล จึงเห็นว่าการที่ ส.ว.มีอำนาจดูแลและติดตามการทำงานของนายกฯ จะช่วยให้ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยได้ โดย พล.อ.เลิศรัตน์ ได้ขอถอนญัตติที่เสนอ จากนั้นที่ประชุมมีมติว่าให้ส่งญัตติของนายวันชัยไปยัง สนช.ด้วยคะแนน 136 ต่อ 3 งดออกเสียง 12 จากนั้น ร.อ.ทินพันธุ์สั่งปิดประชุมเวลา 18.15 น.

กรธ.มั่นใจเสียง ปชช.ตอบรับดี

เมื่อเวลา 13.30 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปเผยแพร่ ก่อนการประชุมนายนรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ.กล่าวถึงการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า ตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญมา กรธ.รับฟังทุกฝ่ายมาตลอด แต่การกำหนดข้อห้าม หรือขั้นตอนวิธีการรณรงค์ ขึ้นอยู่กับ สนช.กับรัฐบาล พิจารณาความเหมาะสม กรธ.ไม่มีปัญหา เรามั่นใจว่าเขียนรัฐธรรมนูญอย่างสุดความสามารถแล้ว โดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพ อำนาจของประชาชนเรื่องเลือกผู้แทนของตน ประชาชนคงไม่มีปัญหาคงพร้อมมีส่วนร่วม จากการลงพื้นที่ชี้แจงแต่ละครั้งได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ส่วนการพิจารณาตั้งคำถามพ่วงไปกับการทำประชามติ เป็นหน้าที่ สนช.ทาง กรธ.ไม่ขัดข้อง จุดที่สนใจคือ ประชาชนจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า

ปัดเขียนร่าง ก.ม.ลูก 4 ฉบับไว้ล่วงหน้า

ต่อมาเวลา 15.30 น. นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรธ.แถลงถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่า คงหมายความว่าในช่วงที่รอการทำประชามติ อาจมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวกับการจัดเลือกตั้ง เช่น กกต.จัดทำร่างกฎหมายเป็นตุ๊กตาเตรียมพร้อมไว้ หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ กรธ.ก็หยิบมาปรับปรุงให้เป็นไปตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญได้ เชื่อว่าจะใช้เวลาพิจารณารวดเร็วยิ่งขึ้น ยืนยันว่า กรธ.ไม่มีการเตรียมร่างกฎหมาย 4 ฉบับดังกล่าวเอาไว้ จากนี้ไป กรธ.ต้องจัดทำคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ ประชาชนเข้าใจและส่งให้ กกต.ภายใน 15 วัน นับแต่วันจากวันที่แจ้ง ครม.จะครบกำหนดวันที่ 13 เม.ย. เบื้องต้นวางกรอบจัดทำคำอธิบายไว้ 2 ส่วน ส่วนแรกสรุปสาระสำคัญแบบย่อๆ ส่วนที่สองสรุปจุดเด่นหรือของดีมีอินโฟกราฟฟิก รวมทั้งภาพประกอบอธิบายให้เข้าใจง่าย และจะไปพิจารณาเพิ่มเติมว่ามีสิ่งใดที่ต้องสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้เข้าใจถูกต้องบ้าง นำสิ่งที่สังคมเกิดสงสัยหรือเสียงวิจารณ์ต่างๆ จากความเข้าใจคลาดเคลื่อนมาประกอบการพิจารณา

5 ปีแรกเลือกนายกฯนอกบัญชีได้ตลอด

เมื่อถามถึงกรณีที่นายคำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการวิป สปท. ระบุว่ามาตรา 272 อาจเกิดปัญหาการตีความในวาระเริ่มแรกของการเลือกนายกฯ นอกบัญชี ภายในระยะเวลา 5 ปี อาจเลือกได้แค่ครั้งเดียว และหากเกิดวิกฤติทางการเมืองอาจไม่สามารถเลือกนายกฯคนนอกได้ นายอุดมกล่าวว่า คำว่าวาระเริ่มแรกในมาตรา 272 อยู่ในบทเฉพาะกาล หมายถึงระยะเวลา 5 ปี กรธ.ไม่ได้พิจารณาว่าวาระเริ่มแรกจะเลือกตั้งนายกฯนอกบัญชีได้กี่ครั้ง ดังนั้นหากถึงเวลาจริงและเกิดปัญหา อาจต้องเข้ามาตรา 5 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญจัดประชุมร่วมประธาน 12 ฝ่าย เพื่อวินิจฉัยหาทางออก

“สมบัติ” สับแหลกร่าง รธน.ล้าหลัง

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตประธานคณะกมธ.ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญว่า ตนแบ่งร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ที่ออกมาเป็น 2 ภาค คือบทถาวรและบทเฉพาะกาล ซึ่งไม่มีความเห็นในบทเฉพาะกาลที่จะใช้ชั่วคราวแค่ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี แต่บทถาวรที่จะใช้ตลอดไปน่าคิดถ้าดีก็ดีไปถ้าร้ายจะเกิดปัญหาแน่ จากเงื่อนไขที่มีทำให้แก้รัฐธรรมนูญได้ยาก เช่น มาตรา 54 ว่าด้วยเรื่องการศึกษาที่ กรธ.เขียนล้าหลังกว่าปี 50 ไม่ลดความเหลื่อมล้ำ ยุ่งยากต่อการจัดการคนจนเดือดร้อนไม่เท่าเทียม ล้าหลังเรื่องการพัฒนาคน ส่วนการรณรงค์รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการทำประชามตินั้นต้องทำตามหลักการสากล ถ้ามีการห้ามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็อย่าทำอย่าไปเรียกประชามติ อย่าไปกังวล เพราะ คสช.มีมาตรา 44 ใครป่วนใช้ จัดการได้ ส่วน สปท.จะเสนอคำถามพ่วงประชามตินั้นไม่ควรเสนอคำถามใดๆ โดยเฉพาะให้ ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯไม่สอดคล้องกับหลักการ จะให้เลือกนายกฯต้องมาจากการเลือกตั้งตรงหากผิดไปจากนี้อย่ามาอ้างประชาธิปไตย

ปชป.หวั่นกลุ่มก๊วนทุ่มซื้อแลก รมต.

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญว่า หลังทหารเข้ายึดอำนาจระบุเหตุผลว่ามาขจัดความขัดแย้งและปฏิรูปการเมือง แต่ร่างรัฐธรรมนูญในหมวดการเมืองระบบเลือกตั้ง ส.ส.และที่มา ส.ว.กลับถอยหลังออกทะเล โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส.ให้เป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ใช้บัตรใบเดียวจะยิ่งส่งเสริมการแข่งขันรุนแรงและใช้เงินเป็นปัจจัยหลักในการได้เก้าอี้ ส.ส. เพราะใช้บัตรใบเดียวเลือกทั้งผู้สมัครเขต เลือกพรรคและเลือกว่าที่นายกฯที่พรรคเสนอจะเข้าทางกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หรือพรรคขนาดเล็กที่จะทุ่มลงทุนซื้อเสียงในเขตที่มั่นใจว่าได้แน่ให้ได้ ส.ส.10-15 เก้าอี้เพื่อจะพากลุ่มเข้าร่วมรัฐบาลผสมแลกโควตาตำแหน่งรัฐมนตรีให้หัวหน้ากลุ่ม 1-2 ตำแหน่ง ที่สุดจะกลับสู่การเมืองแบบเดิมในอดีตที่ใช้ทุนเป็นตัวตั้งเพื่อธุรกิจการเมือง จะเป็นการเมืองที่ฮั้วประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่การปฏิรูปการเมืองที่สังคมคาดหวัง เมื่อหัวใจหลักของระบบการเมืองเป็นจุดอ่อนเปิดช่องเช่นนี้จะกระทบต่อภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญ

“นิพิฏฐ์” ติงถามพ่วงต้องรอบคอบ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิก สปท.เสนอคำถามพ่วงกับการทำประชามติว่า ใครมีหน้าที่ใดก็ทำไป แต่จะถามเพื่อทำประชามติเป็นการถามโดยตรงที่ต้องการทราบเจตนารมณ์ของประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ถือว่าเป็นคำถามที่สูงกว่ากฎหมาย ขณะที่กฎหมายออกมาโดยสภาฯใช้อำนาจผ่านตัวแทน ดังนั้น คำถามพ่วงประชามติต้องพิจารณาโดยความรอบคอบรัดกุมและพิถีพิถันยิ่ง เพราะถ้าผ่านประชามติแล้วต้องทำทันที อย่างที่สปท.บางคนเสนอถามเรื่องเพิ่มอำนาจ ส.ว.ให้มีสิทธิ์เลือกนายกฯหากผ่านประชามติ ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม จะยิ่งยุ่งยากไม่จบไม่สิ้น แต่ถ้าตั้งคำถามพ่วงประชามติเพื่อเพิ่มเติมความสมบูรณ์หรือสิ่งที่ยังไม่มี ไม่ขัดต่อหลักการในรัฐธรรมนูญทำได้ เช่น คำถามของ พล.อ.เลิศรัตน์ ที่เสนอตั้งคณะกรรมการปรองดอง เป็นการเสนอเพิ่มโดยไม่ต้องมีการแก้ไขใดๆ

“ป๋าเหนาะ” ชี้ร่างคว่ำ รบ.ต้องรับผิดชอบ

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่บ้านใน อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว นายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย เปิดบ้านจัดงานวันเกิดครบรอบ 82 ปี โดยมี ข้าราชการ พ่อค้านักธุรกิจ และนักการเมือง ร่วมอวยพร อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย นายวิทยา บุรณศิริ อดีต รมว.สาธารณสุข นายเกรียง กัลป์ตินันท์ ตัวแทนพรรคเพื่อไทยนำกระเช้ามาอวยพร นายเสนาะกล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยรับได้ยาก เพราะยากต่อการนำมาใช้จะสร้างความแตกแยกเป็นเสี่ยงๆในสังคม ไม่เป็นประชาธิปไตยออกมาซ้ำๆซากๆและคนร่างหน้าเดิมๆ แต่ไม่ได้ว่าฝ่ายรัฐบาลที่มีหน้าที่ให้คนไปร่าง เมื่อออกมาได้แค่นี้แล้วนายกฯจะนำไปลงประชามติหรือไม่ ต้องตรวจสอบให้ดีเพราะเป็นกฎหมายใหญ่ ถ้าไปทำประชามติไม่ผ่านตามมารยาทแล้วรัฐบาลต้องพิจารณาตนเอง เหมือนนำกฎหมายเข้าสภาแล้วไม่ผ่านแต่การลงประชามติยิ่งกว่าเสียอีก เพราะขอความเห็นประชาชนทั้งประเทศ เรื่องนี้ตนเป็นห่วงนายกฯ

ซัด “มีชัย” อ้างมั่วคำสอน “พุทธทาส”

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ไม่น่าเชื่อว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. จะขาดความมั่นใจในร่างรัฐธรรมนูญของตัวเอง จนต้องเอาท่านพุทธทาสมาเป็นเครื่องมือสนับสนุน อ้างยึดตามหลักว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่การมุ่งให้ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ต้องการมุ่งไปที่ประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” ซึ่งไม่ตรงกับความจริง เพราะท่านพุทธทาสได้กล่าวถึงเรื่องประชาธิปไตยในหนังสือ “ธรรมะกับการเมือง” ไว้ว่า “ไม่ค่อยรู้แน่ว่าประชาธิปไตยในภาษาต่างประเทศมีความหมายอย่างไร แต่ที่เป็นภาษาไทยแล้วประชาธิปไตยหมายถึงประชาชนเป็นใหญ่เป็นผู้ใช้อำนาจ” การให้ ส.ว.มาจากการสรรหา แต่งตั้งโดย คสช.มีอำนาจล้นฟ้า ไม่ใช่ประชาธิปไตยตามหลักพุทธทาสแน่นอน นายมีชัยต้องแถลงกราบขอโทษท่านพุทธทาสและยอมรับว่าที่พูดไปทั้งหมดเพราะเข้าใจผิดต่อหน้าสาธารณชน

“ยิ่งลักษณ์”ขึ้นศาลแฟนคลับแห่เชียร์คึก

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้าร่วมฟังการสืบพยานฝ่ายโจทก์เป็นครั้งที่ 6 ในคดีโครงการรับจำนำข้าวกรณีปล่อยปละละ เลยให้เกิดการทุจริต โดยมีบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.มาให้กำลังใจ เช่น นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย รวมถึงมวลชนมาให้กำลังใจจำนวนมาก ทันทีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาถึง มวลชนต่างพากันตะโกนให้กำลังใจ “สู้ๆ” และ “รักยิ่งลักษณ์” ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของกองบังคับการตำรวจ นครบาล 2 จำนวน 1 กองร้อย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจปรับรูปแบบการรักษาความปลอดภัยให้ตำรวจล้อมขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กำลังให้สัมภาษณ์แทนการใช้แผงเหล็กมากั้นล้อม เพื่อให้เกียรติศาล เนื่องจากที่ผ่านมาสื่อมวลชนบางส่วนมักกระโดดข้ามแผงกั้นเข้าไปสัมภาษณ์

กระตุ้น ปชช.เทียบข้อดีข้อเสียให้ดี

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ว่า แทนที่จะวิเคราะห์ขออนุญาตฝากข้อคิด หรือคำถามทิ้งไว้มากกว่า เพราะจริงๆ แล้วอยากให้พี่น้องประชาชนได้เห็นร่างนี้และใช้ดุลพินิจที่จะพิจารณา ส่วนตัวอยากจะตั้งคำถามถึงร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า อยากให้ประชาชนมองว่าสิทธิของตนเองดีขึ้นหรือคงเดิมหรือลดน้อยถอยลงอย่างไร ประชาชนอยู่ตรงไหนแล้วพยายามเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ต่อมาคือการเปลี่ยนระบบ ส.ว.จากการเลือกตั้ง มาเป็นระบบแต่งตั้งมีข้อดีข้อเสียอย่างไร จะให้ ส.ว.แต่งตั้งมาจากคนกลุ่มเดียวหรือไม่ อยากให้พิจารณาดู เพราะ ส.ว.เป็นส่วนสำคัญที่จะขับเคลื่อนกฎหมายและมาตรการต่างๆให้เกิดความมั่นใจ ถือเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญไปข้างหน้า เราต้องมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจและแก้ปัญหาต่างๆไปในทิศทางข้างหน้าคล่องตัวได้

ขอฟังชัดๆทิศทางหลังซาวเสียง

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า นอกจากนี้ เรื่องการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะเข้ามาตรวจสอบสภาฯ รวมถึง ครม.ประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไรเป็นไปตามกลไกของระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ สุดท้ายคืออยากฝาก กรธ.และ คสช.เรื่องทิศทางที่ชัดเจนหลังจากผลประชามติ ไม่ว่าผลจะออกมาว่ารับร่างหรือไม่รับร่าง แต่เชื่อว่าประชาชนคงอยากทราบว่าหลังจากนั้นทิศทางขับเคลื่อนไปสู่การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร มีการดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วตามโรดแม็ปที่ให้สัญญาไว้กับประชาชนอย่างไร เพื่อจะได้ไม่เป็นเงื่อนไขที่ประชาชนจะพิจารณาเพียงแต่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่มองว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยหรือไม่

ตร.ยึดขันแดงติดข้อความ“รักนายกปู”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์เข้าไปในศาล เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความเรียบร้อยรอบศาล ได้เข้ายึดขันน้ำสีแดง ระบุข้อความ “กูรักคนที่มรึงเกลียด กูเกลียดคนที่มรึงรัก” “รักนายกปู” ซึ่งเขียนด้วยปากกาลบคำผิด จากกลุ่มผู้สนับสนุนที่มาให้กำลังใจ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามบอกผู้สื่อข่าวว่า ขออย่าให้นำเรื่องนี้ไปลงข่าว

วอนมองประเพณีไทยไม่กระทบมั่นคง

กระทั่งเวลา 13.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์กลับออกมาจากศาล และให้สัมภาษณ์กรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารแจ้งข้อหาประชาชนที่โพสต์ภาพขันน้ำสีแดงที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แจกจ่ายในเทศกาลสงกรานต์ ว่า บรรยากาศช่วงนี้เป็นการระลึกถึงประเพณีไทย มองว่าเป็นช่วงเวลาส่งความสุข และประชาชนทุกคนต้องการกำลังใจ ทั้งเรื่องภัยแล้ง ความยากไร้ราคาสินค้าเกษตร เป็นช่วงส่งความสุขถึงกัน ระลึกถึงกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทำเกินกว่าเหตุหรือไม่นั้น ต้องอยู่ที่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ไม่ขอไปก้าวล่วง แต่เราเชื่อว่าวันนี้เราอยากเห็นบรรยากาศสืบสานประเพณีไทยมากกว่าจะมองเป็นเรื่องความมั่นคง เมื่อถามว่า ล่าสุดมีการยึดขันน้ำสีแดงของผู้มาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด ทั้งนี้ ก่อนเดินทางกลับมีกลุ่มผู้สนับสนุนได้เข้ารดน้ำดำหัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อขอพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ด้วย

“บิ๊กหมู” ขู่ส่งพวกจ้ออบรมชายแดนใต้

อีกเรื่อง ที่สถานพักตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำหลักสูตรอบรมนักการเมืองที่มีความเห็นต่างกับรัฐบาล และ คสช.ว่า ขณะนี้ได้ร่างหลักสูตรดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยและพร้อมเปิดดำเนินการแล้ว แต่ยังหานักเรียนอยู่ ระยะเวลาการอบรม 7 วัน โดยจัดไว้ให้สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ และคงไม่ต้องบอกรายละเอียดว่าใน 7 วัน ต้องทำอะไรบ้าง หลักสูตรนี้สมัครเรียนไม่ได้ มีแต่พวกที่ต้องการจะเข้ามาเพราะพูดไม่รู้เรื่อง ก็ต้องเอามาทำความเข้าใจ สำหรับพื้นที่จัดอบรมหลักสูตร “ก็มีที่ค่ายทหารทั่วประเทศ ที่ จ.ปัตตานี และยะลาก็มีนะ” พล.อ.ธีรชัยกล่าวทีเล่นทีจริง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ใครเข้าข่ายจะเข้าโครงการบ้าง พล.อ.ธีรชัยกล่าวว่า อยู่ที่ตัวเขาเอง ถ้าใครอยากเข้าก็มา เมื่อถามว่ามีรายชื่ออยู่ในมือหมดแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ธีรชัยกล่าวว่า ก็มีหมด เป็นหน้าเดิมๆ

“วัฒนา” ฉะ คสช.อย่าเป็นคู่ขัดแย้งเอง

ด้านนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีต รมว.พาณิชย์โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “หลักสูตรปรับทัศนคติ” ว่าไม่ได้ต้องการตอบโต้ หรือขยายความขัดแย้งกับกรณีหลายท่านใน คสช. มีความเห็นเมื่อถูกควบคุมตัวครั้งล่าสุด เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง จึงขอใช้สิทธิถูกพาดพิงตอบรวมว่า เมื่อก่อนสมัยที่เป็นรัฐบาลนั้นได้ทำให้ประเทศมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเกินร้อยละ 5 ต่อปี การส่งออกในสมัยเป็น รมว.พาณิชย์ ขยายตัวเกินกว่าร้อยละ 10 ต่อปี และยังใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ หมดก่อนกำหนด ส่วนที่บอกว่าทหารมาบุกบ้านนำตัวไปควบคุมไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน คงต้องปล่อยให้คิดไป สำหรับคนที่พูดทำนองว่าเคลื่อนไหวเพราะคงกลัวประชาชนลืม ตนเป็น รมต.มาตั้งแต่ปี 45 ไม่ใช่เพิ่งจะเป็นหรือมีคนรู้จักในปีนี้ คสช.ยึดอำนาจและตั้งรัฐบาล เพื่อให้เกิดความสงบสามัคคีและเพื่อการปฏิรูป ให้เกิดความชอบธรรมกับทุกฝ่าย การที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว คสช.ต้องวางตัวให้เป็นกลาง ไม่ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง พร้อมจะยอมรับการตรวจสอบ รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย

พระปิดตา“เสี่ยหนู”ช่วยแคล้วคลาด

นายวัฒนายังโพสต์เรื่อง “73 ชั่วโมงในค่าย” ว่าเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ได้ไปพบเจ้าหน้าที่ มทบ. 11 ทำประวัติ ตรวจร่างกาย ถูกนำตัวไปควบคุมในห้องสี่เหลี่ยม 6×10 เมตร มีทหาร 2 นายผลัดเวรกันมาดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ถึงเวลาอาหารจะมีเจ้าหน้าที่มาสอบถาม จัดให้ตามที่ต้องการ ตนโชคดีแคล้วคลาดมาแล้วสองหน คืนนั้นสวดมนต์กราบพระปิดตาหลวงพ่อแก้วที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยมอบให้วันเกิดและห้อยคอติดตัวมาตลอดตั้งแต่วันนั้น ต่อมาวันที่ 29 น้องเฟ วีรดา ลูกสาวไปเยี่ยม บอกว่าโกรธ คสช.แต่สอนลูกว่าตนไม่เคยโกรธคู่ต่อสู้ ตอนเด็กชกมวยไม่เคยโกรธคู่ชก แข่งบอลก็ไม่เคยโกรธคู่แข่งแม้จะแพ้ วันนี้กำลังต่อสู้ทางการเมืองกับ คสช.ซึ่งต่างความคิดและอุดมการณ์ก็ไม่เคยโกรธ ต่างคนต่างทำหน้าที่ตามความเชื่อ ท้ายสุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน และขอให้ลูกนำร่างรัฐธรรมนูญมาให้ด้วยเพื่อจะได้ศึกษา ออกไปจะได้มีความเห็นได้เลย วันที่ 30 มี.ค. ทราบจากลูกว่านายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการได้รับการปล่อยตัวแล้ว วันที่ 31 มี.ค.ได้พบกับ ผบ.กองพันทหารราบ แจ้งให้ทราบถึงเหตุที่ถูกควบคุมตัว เพราะโพสต์ข้อความชักชวนประชาชนให้ออกมาโหวตคว่ำรัฐธรรมนูญ คสช.เห็นว่าเป็นความผิด

ยุ คสช.ไปเปิดคอร์สในมหาลัย

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ต้องเปิดคอร์สอบรมเพื่อนักการเมืองอย่างเดียว ควรไปเปิดในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ให้ทีมโฆษก กรธ.ตั้งตัวแทนไปสอนคนเห็นต่างกับ กรธ. ในเมื่อนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี ไปอธิบายเลยต่อไปจะได้ไม่ต้องเป็นที่คลางแคลงสงสัย ไม่ลับลวงพรางว่ายัดเยียด จะได้ไม่ต้องไปวิจารณ์กันข้างนอก ตนโดนมา 3 วันรู้ว่าแม้จะให้นั่งคุยกับทหาร ยังไม่ได้ทำให้เข้าใจแจ่มชัดเหมือนเปิดคอร์สอบรม จะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยุติธรรม เป็นเวทีให้มีคนอธิบายและรับฟัง พูดกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ต้องจำกัดสิทธิ เมื่อประชาชนได้รับฟังแล้วจะยอมรับร่างธรรมนูญก็ไม่ว่ากัน

“ปู” รูดซิปปากโนคอมเมนต์

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวถึง หลักสูตรอบรมนักการเมืองของ คสช. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก็อยู่ที่ผู้จัดหรือผู้ที่เชิญว่าที่จัดแบบนี้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร จัดแล้วได้รับประโยชน์หรือดีขึ้นหรือไม่ มากกว่าการที่เอามาแล้วมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ แต่หากมีการเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยกันอย่างเรียบร้อย มีการพูดคุยกัน ตนอยากเห็นแบบนั้นมากกว่า คงต้องแล้วแต่ ไม่ขอคอมเมนต์ดีกว่า

“บิ๊กตู่” อยู่สหรัฐฯเคลิ้มคนเชียร์อยู่ต่อ

สำหรับภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่เดินทางไปร่วมประชุมระดับผู้นำว่าด้วยความมั่นคงทางนิวเคลียร์ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 29 มี.ค.-1 เม.ย. ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.สหรัฐอเมริกา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 31 มี.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่โรงแรม Ritz CarltonPentagon City พล.อ. ประยุทธ์ หารือกับบุคลากรไทยที่ทำงานกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลเร่งเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเพื่ออนาคต เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เบิกจ่ายงบประมาณอย่างเหมาะสม ปรับโครงสร้างการนำเข้า-ส่งออก รักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้ค่าเงินที่อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเฉพาะแนวทางประชารัฐที่เป็นความร่วมมือกับภาคเอกชนรายใหญ่ 13 กลุ่มมาช่วยกันลงทุน สิ่งสำคัญต้องปลอดคอร์รัปชัน หากพบจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ตอนนี้ถือว่าเศรษฐกิจไทยอาการไม่หนักมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังรับฟังบรรยายจากไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์แล้ว มีคนไทยที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ราว 50 คน มารอมอบดอกไม้ให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมสนับสนุนให้อยู่บริหารประเทศต่อไป อย่าย่อท้อ พร้อมขอถ่ายรูปด้วยอย่างคึกคัก

ปลื้มรับรางวัลต่อต้านนิวเคลียร์

จากนั้นเวลา 12.00 น. พล.อ.ประยุทธ์เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวัน และรับรางวัล Nuclear Industry Summit Awards ในฐานะที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทระดับโลกในการกำจัดยูเรเนียมสมรรถนะสูงไม่ให้มีอยู่ในประเทศไทยร่วมกับ 17 ประเทศทั่วโลก เช่น บราซิล ชิลี เดนมาร์ก เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เป็นต้น ต่อมาเวลา 18.30 น. ที่ทำเนียบขาว พล.อ.ประยุทธ์เข้าร่วมเลี้ยงอาหารค่ำที่นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นเจ้าภาพเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำและผู้แทนจาก 52 ประเทศ 4 องค์การระหว่างประเทศ ที่ร่วมประชุม โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถ้อยแถลงหัวข้อ “มุมมองความมั่นคงทางนิวเคลียร์” ตอนหนึ่งว่า ทุกประเทศต้องให้ความสำคัญกับการดูแลความมั่นคงทางนิวเคลียร์อย่างบูรณาการ ทั้งการป้องกันตรวจหา และรับมือกับเหตุการณ์ไม่ให้นิวเคลียร์ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่ประสงค์ดีนำไปใช้ในทางไม่ชอบ ต้องเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานและบุคลากรให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด

บ่นอยากพักกลับบ้านเลี้ยงหลาน

พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์พิเศษสำนักข่าววอยซ์ออฟอเมริกาภาคภาษาไทยว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นกลางปี 2560 จะไม่มีการแต่งตั้งนายกฯตัวแทนหรือนอมินีเข้ามาลงเลือกตั้งเพื่อสืบทอดอำนาจแน่นอน ส่วนด้านการเมืองที่เป็นห่วงคือสิ่งที่กำลังแก้อยู่ทุกวันนี้ หากไม่สำเร็จและกลับมาที่เดิม เพราะคนที่เคยทำให้บ้านเมืองเสียหาย แต่ไม่ยอมรับการกระทำของตัวเอง ส่วนที่ทำถูกนั้นตนไม่ว่าแต่ส่วนที่ผิดแล้วยังบอกว่าถูก แล้วยังกลับมาที่เดิม โดยประชาชนที่มีรายได้น้อยพร้อมจะถูกชักจูงเสมอ เขาทำมาแบบนี้ตลอด ตนไม่ได้ต้องการให้มาเป็นฝ่ายตัวเองแต่ต้องการให้เป็นคนดีของชาติ พัฒนาบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวนาหรืออะไรก็แล้วแต่ เรื่องนี้ตนเป็นห่วง อนาคตหลังมีการเลือกตั้งก็แค่กลับบ้านนอก แล้วเลี้ยงหลาน ตนก็อยากพักนะ แม้หลายคนจะบอกให้อยู่ แล้วมันอยู่ได้ไหมเล่า ถ้าบอกว่าอยู่ได้มันก็ผิดอีก

ตอกพวกหนีคดีให้ร้ายประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขณะนี้ไม่กังวลกับสถานการณ์ใดๆเพราะมีกฎหมาย ที่ผ่านมามีความวุ่นวายเพราะกฎหมายไม่มีการบังคับใช้เท่าเทียม และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายไม่ได้เพราะถูกแบ่งแยก วันนี้ทุกคนต้องทำตามคำสั่งตนและ คสช. ใครไม่ทำไม่ได้ ตำรวจทหารไม่ดีก็ปลดทิ้งไป เรื่องที่เป็นกังวลอีกเรื่องคือการสร้างรับรู้กับต่างประเทศ โดยตนตอบคำถามกับหลายประเทศที่มาหาก็พูดแต่ประชาธิปไตย การเลือกตั้งและสิทธิมนุษยชน โดยไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ทำไมตนต้องเข้ามา บอกเหตุผลทุกครั้งแต่เขาไม่ใส่ใจ ไปใส่ใจแค่เพียงเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะมีคนไปพูดให้เขาฟังว่ารัฐบาลนี้เข้ามาแล้วฆ่าคนตายไปเท่านี้เท่านั้น เอาคนมาติดคุกเป็นพันๆคน ฆ่านักข่าวไป 400-500 คน เอาถุงดำครอบหัวประชาชน ตนไม่เคยทำสักอย่าง แต่ใครที่ไปพูดกับเขาคือคนที่หนีไปต่างประเทศด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ไม่ไปรายงานตัว หากมาพบเจ้าหน้าที่ก็กลับบ้านได้ แต่ที่หนีไปนั้นเพราะมีความผิดหรือเปล่า แล้วไปให้ร้ายประเทศอยู่ข้างนอก

“ประยุทธ์” แจงเหตุเรียกปรับทัศนคติ

เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ซึ่งบันทึกเทปไว้ล่วงหน้าก่อนไปสหรัฐฯ ว่า เรื่องปรับทัศนคติเป็นเรื่องของกฎหมาย คนไทยทุกคนต้องรู้กฎหมาย รู้ข้อห้ามแต่หลายคนยังทำเพื่อสร้างความขัดแย้งบิดเบือนโจมตีรัฐบาลและ คสช.โดยอ้างคำว่าประชาธิปไตยสิทธิมนุษยชน ตนอธิบายหลายประเทศไปแล้วว่าเหตุผลการเชิญปรับทัศนคติ ไม่ใช่เป็นอย่างที่ไปกล่าวอ้างกันหรืออย่างที่ล็อบบี้ยิสต์ในต่างประเทศ เรื่องสิทธิมนุษยชนเราอธิบายได้อยู่แล้ว ไม่เคยไปทำร้ายคนต่างๆเหล่านั้น ถ้าผิดจริงชัดเจนต้องส่งดำเนินคดี ถ้าไม่ชัดเจนเพียงแต่เข้าใจผิดก็เรียกมาพูดคุย หลายคนเรียกหลายครั้งยังไม่เข้าใจ แสดงว่าไม่มีเจตนาอันบริสุทธิ์จำเป็นต้องตักเตือน ไม่ได้หมายความว่าพูดไม่ได้เลย คนที่ชอบฝ่าฝืนก็ฝ่าฝืนเหมือนเดิม กฎหมายพิเศษคำสั่งพิเศษก็ไม่ยอม คนเหล่านี้ถ้าเข้ามาสู่การเมืองทำให้การเมืองเราเสียหายอีกต่อไป

ปลุก ปชช.แห่ใช้สิทธิตัดสินใจเอง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า 2 ปีที่ผ่านมาให้โอกาสทำความเข้าใจ โอกาสในการที่จะสำนึกแต่ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ยังทำเหมือนเดิมทุกอย่างต่อต้านกฎหมาย หลบหนี บิดเบือน ล็อบบี้ไม่เคยยุติทั้งสิ้น ถามว่าคนเหล่านี้หากเข้ามาสู่วงการเมือง ในการเลือกตั้งในครั้งต่อไป ประเทศชาติจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้ประชาชนถามเขาดูด้วยว่าจะทำอะไรต่อไป ถามด้วยว่าที่เสียหายจะทำอย่างไรจะรับผิดชอบตอนไหน คราวหน้าใครกลับมาแล้วแต่ มีส่วนเกี่ยวข้องตรงไหนกรุณารับผิดชอบด้วย อยากให้ทุกคนได้ยึดมั่นในรัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกมาก็ไปลงประชามติกัน ต้องการอะไรว่ามาเพียงพอหรือไม่ ตนไม่สามารถจะไปสั่งได้ว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ตนมีความรับผิดชอบว่าต้องทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย ไม่ปล่อยให้ใครทำตามอำเภอใจ ที่อดทนอยู่ทุกวันนี้คือ ไม่อยากให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อน อยากให้ประชาชนเลือกตัดสินใจเอาเอง ไปลงประชามติให้มากที่สุด

โพลความสุขยุค คสช.แพ้เฉียดฉิว

นายนพดล กรรณิกา ประธานชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชน เปิดเผยผลวิจัย “ความสุขคนไทยยุครัฐบาล คสช.” โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 6,010 คน ระหว่างวันที่ 21-30 มี.ค. เมื่อแสดงค่าคะแนนความสุขมากที่สุดในประเด็นต่างๆ จำแนกตามยุครัฐบาล คสช.เปรียบเทียบกับรัฐบาลนักการเมือง 5 อันดับแรก พบว่าความจงรักภักดีต่อในหลวงของรัฐบาล คสช.ได้คะแนนสูงถึง 9.53 จากเต็ม 10 ส่วนรัฐบาลนักการเมืองความจงรักภักดีได้คะแนน 9.21 ด้านความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวรัฐบาล คสช.ได้ 7.41 รัฐบาลนักการเมืองได้ 8.04 ด้านความสุขทางใจรัฐบาล คสช. ได้ 7.11 รัฐบาลนักการเมืองได้ 7.33 ด้านความสุขทางกายรัฐบาล คสช.ได้ 7.10 รัฐบาลนักการเมืองได้ 7.35 และผลจากการใช้ชีวิตตามหลักพอเพียงพบว่ารัฐบาล คสช.ได้คะแนนที่ 7.06 รัฐบาลนักการเมืองได้คะแนน 6.85

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้