วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ตะลอนทัวร์ "พิพิธภัณฑ์ไทย" เปิดประสบการณ์...ย้อนเวลาหาอดีต

ตะลอนทัวร์ "พิพิธภัณฑ์ไทย" เปิดประสบการณ์...ย้อนเวลาหาอดีต

  • Share:

ภารดี เทศรัตนวงศ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กรและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ส่งบัตร “มิวพาส” หรือ Muse Pass 2559 มาให้ พร้อมเชิญชวนให้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์กว่า 40 แห่ง ทั่วประเทศไทยให้ได้ในรอบ 1 ปีนี้

ตื่นเต้นขึ้นมาทันที สำหรับคนชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์อย่างเราๆ...จะไปได้ครบมั้ย เริ่มต้นที่ไหนก่อนดี พิพิธภัณฑ์ไหนบ้างที่น่าสนใจ...

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยา เฉลิมพระเกียรติ ปทุมธานี.

นึกถึงเวลาไปต่างประเทศแล้วต้องไปรอคิวเพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในฝรั่งเศส บริติช มิวเซียม ที่ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวทั้งโลกไว้ในที่เดียว ในกรุงลอนดอน และอีกหลายๆแห่ง แต่สำหรับพิพิธภัณฑ์ไทยแล้ว อย่าว่าแต่เข้าคิวเลย ขนาดเดินเข้าไปในห้องจัดแสดงงานของพิพิธภัณฑ์หลายๆแห่ง ยังรู้สึกวังเวงบอกไม่ถูก และเพราะเหตุนี้เอง สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ จึงจัดทำ “บัตรมิวพาส” เพื่อกระตุ้นให้คนไทยโดยเฉพาะเด็กๆ หันมาสนใจเที่ยวพิพิธภัณฑ์กันให้มากขึ้น

กระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรกของไทย.

ราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) บอกว่า เมืองไทยมีพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้จำนวนมากมายกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ เป็นพื้นที่ที่พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวอันหลากหลาย ตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ หุ่นฟิกเกอร์ร่วมสมัย ไปจนถึงความเป็นมาของชาเขียวพร้อมดื่ม ตลอดจนประสบการณ์อันน่าทึ่งอีกนับไม่ถ้วนที่ควรค่าแก่การไปสัมผัสสักครั้ง

เชิญชวนกันขนาดนี้ ไม่ไปคงไม่ได้แล้ว ว่าแล้วก็เริ่มต้นที่พิพิธภัณฑ์ใกล้ๆในกรุงเทพฯกันก่อนเลย “มิวเซียมสยาม” จุดหมายแรกของการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ด้วยบัตรมิวพาส ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกับวัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ที่สามารถเดินทางไปได้ทั้งทางรถ ทางเรือ หรือจะนั่งรถ MRT มาลงที่หัวลำโพง ต่อสามล้อ แท็กซี่มาอีกนิดก็ถึงแล้ว

พิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ.

สำหรับที่มิวเซียมสยามนี้ ต้องบอกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้เรื่องราวต่างๆมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เทคนิคการตั้งคำถามชวนสงสัยให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วม เช่น ห้องแรก ที่ใช้ชื่อว่า ห้องเบิกโรง เป็นห้องที่จะพาเราย้อนกลับไปสู่อดีตต้นกำเนิดจากสุวรรณภูมิสู่สยามประเทศ จนถึงประเทศไทย ห้องที่สอง ชื่อ ห้องไทยแท้ เป็นห้องที่ตั้งคำถามกับคนที่เข้าไปชมว่า “ไทยแท้แท้คืออะไร” แต่ไม่ได้ มีคำตอบให้อย่างชัดเจน แค่สร้างบรรยากาศในห้องให้ดูเป็นไทยแบบไทยๆ ด้วยการจัดแสดงรถตุ๊กตุ๊กครึ่งคัน แผงส้มตำไก่ย่าง รูปปั้นนางกวัก แม่ค้าหาบเร่ขายผลไม้ เชื่อว่าแค่นี้ก็ตอบคำถามได้ชัดเจนแล้วว่า นี่ละคือความเป็นไทยแท้ๆของคนไทยนั่นเอง

ลอตเตอรี่ฉบับแรกของสยาม จากพิพิธภัณฑ์สุขสะสม.

จาก มิวเซียมสยาม ไปไม่ไกล เป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์กรมที่ดิน ซึ่งตั้งอยู่บนถนนพระพิพิธ ใกล้ๆ กับวัดราชบพิธฯ ใครที่สนใจเรื่องของทะเบียนกรมที่ดิน การออกโฉนด การรังวัดที่ดิน เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆในการรังวัดที่ดินตั้งแต่สมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศตั้งกรมทะเบียนที่ดิน สังกัดกระทรวงเกษตราธิการ ตั้งแต่ ร.ศ.120 หรือประมาณปี พ.ศ.2444 แนะนำว่าให้ไปที่นี่ได้เลย จะได้รู้จักทั้งกล้องที่ใช้ดูแนวเขตที่ดิน เครื่องคำนวณแบบมือหมุน รวมถึงแบบพิมพ์โฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน เป็นเรื่องน่าสนใจที่ไม่มีสอนในโรงเรียนแน่นอน

ด้านหน้าของบัตร “มิวพาส”.

จาก พิพิธภัณฑ์กรมที่ดิน แวะหาของอร่อยๆย่านพาหุรัด แน่นอน นักเรียนอินเดียอย่างเราไม่พลาดร้านประจำ รอยัล อินเดีย ใครที่อยากรู้ว่าอาหารแขกร้านไหนอร่อย แนะนำร้านนี้เลย อร่อย ไม่แพง ว่าแล้วก็สั่ง ซาโมซา กรอบๆ หอมๆ กลิ่นเครื่องเทศ สูตรเด็ดของที่นี่ คือ น้ำจิ้มเผ็ดใส่ใบมินต์หอมๆ มาเรียกน้ำย่อยขณะรอแป้งนานอบร้อนๆจากเตา กินคู่กับแกงกะหรี่ชีส ที่หากินที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าที่นี่

อิ่มท้องแล้ว ได้เวลาไปต่อกันที่ พิพิธภัณฑ์บ้านหมอหวาน แค่ชื่อก็น่าสนใจละ หมอหวานเป็นใคร ผู้หญิงหรือผู้ชาย และสำคัญขนาดไหนถึงต้องมีพิพิธภัณฑ์เป็นของตัวเองกันเลยทีเดียว

วิษณุ เจริญศิลป์ รองผู้ว่าการ ททท. และราเมศ พรหมเย็น ผอ.สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ แถลงข่าวเปิดตัวบัตร “มิวพาส”.

ชื่อพิพิธภัณฑ์บ้านหมอหวาน แต่รูปร่างลักษณะของพิพิธภัณฑ์ไม่ได้เป็นตัวบ้าน หากแต่เป็นตึกสไตล์โคโลเนียล หลังไม่ใหญ่โตนัก อยู่ในย่านเสาชิงช้า ป้ายหน้าบ้านเขียนไว้ว่า “บำรุงชาติสาสนายาไทย” คนในย่านนั้นไม่ได้เรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่เรียกว่า “บ้านหมอหวาน” เพราะเจ้าของบ้านเดิมชื่อ นายหวาน รอดม่วง เป็นหมอแผนโบราณ เจ้าของสูตรยาหอมโบราณ 4 ตำรับ คือ ยาหอมสุรามฤทธิ์, ยาหอมอินทรโอสถ, ยาหอมประจักร์ และยาหอมสว่างภพ แต่ละตำรับมีสรรพคุณแตกต่างกันไป ตั้งแต่บำรุงหัวใจ แก้วิงเวียน หน้ามืด แก้จุกเสียด แน่นท้อง ขับลม บำรุงโลหิต เรียกว่า มียาหอมหมอหวานติดบ้าน รักษาได้ทุกอาการกันเลยทีเดียว ภายในพิพิธภัณฑ์บ้านหมอหวานจัดแสดงเครื่องมือโบราณที่ใช้ในการปรุงยา ตอกเม็ดยา บด ฝน อายุกว่า 100 ปี มีโอกาสควรหาเวลาไปสักครั้ง อย่างน้อยก็ได้เห็นภูมิปัญญาของคนไทยสมัยก่อนในการคิดค้นหยูกยารักษาโรคแบบไม่อายฝรั่ง

ชุดยาและอุปกรณ์พิมพ์เม็ดยา อายุกว่า 100 ปี.

จากฝั่งพระนคร ขึ้นสะพานพระราม 8 ลอดซุ้มนางพญาน่าเกรงขามบนสะพาน ไปทางพุทธมณฑลสาย 2 เป้าหมายอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ชื่อน่ารักๆ พิพิธภัณฑ์สุขสะสม ที่ซึ่งทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังย้อนเวลากลับไปหาความสดใสในวันเด็กด้วยของเล่นและข้าวของโบราณมากมาย ที่เจ้าของ คือ คุณธีรวัฒน์ เจริญทวีสิทธิ์ บอกว่า มีมากกว่า 2 แสนชิ้น ทั้งโทรศัพท์เก่า เครื่องเล่นปาจิงโกะ สมัยโบราณ รถไฟเล็กของเล่นโบราณ ฝาขวดน้ำอัดลม ที่จำได้ว่าตอนเด็กๆวิ่งแย่งกันเก็บฝาที่เราเรียกว่าฝาเบียร์ เอามาใช้แทนเงินเวลาเล่นเกมสนุกๆ กบเหลาดินสอ ช้อนสังกะสี ที่สะดุดตาเห็นจะเป็นเรียงเบอร์และลอตเตอรี่ฉบับแรกของสยาม ที่หาดูได้ยาก และอีกสารพัดสิ่งที่คนสะสมก็สะสมด้วยความสุข คนไปดูก็มีความสุขจากการสะสม เรียกว่าสมชื่อ สุขสะสมจริงๆ

หุ่นแบทแมนสังกะสีจากญี่ปุ่น จากแบทแคท มิวเซียมแอนด์ทอยส์ ไทยแลนด์.

ยังมีอีกหลายพิพิธภัณฑ์ที่อยากไป ยิ่งเห็นรูปที่ท่านผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กรและธุรกิจสัมพันธ์ แนบมาให้ด้วย ยิ่งกระตุกต่อมอยากให้พลุ่งพล่าน ทั้งพิพิธภัณฑ์สิรินธร ที่กาฬสินธุ์ ที่มีกระดูกไดโนเสาร์ ชิ้นแรกของไทย พิพิธภัณฑ์ศูนย์ประติมากรรม กรุงเทพ พิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งก็ไม่ต้องรีบร้อน เพราะอ่านด้านหลังบัตรยังใช้ได้อีก 1 ปี รับรองว่ายังไงก็จะพยายามเที่ยวให้ครบ 40 พิพิธภัณฑ์ หรืออย่างน้อยก็สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี

พิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม.

สำหรับบัตรของเรานั้นได้มาฟรี แต่ถ้าใครสนใจอยากได้บัตรมิวพาส พาลูกหลานไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ต่อเติมความฝันและจินตนาการที่สำคัญกว่าความรู้ ก็สอบถามไปได้ที่ 0-2225-2777 ต่อ 123 หรือ www.facebook.com/ musepass บัตรราคาถูกมาก แค่ 199 บาท แต่ถ้าใช้บัตรเครดิตของบริษัทบัตรกรุงไทย ซื้อ 1 ใบ แถมอีก 1 ใบ

ส่งเสริมการเรียนรู้กันขนาดนี้ ปิดเทอมนี้ แทนที่จะอุ้มลูกจูงหลานไปเดินตามห้างสรรพสินค้า หาเวลาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ไทยๆกันบ้าง เวลาบอกใครเขาว่าเป็นคนไทย จะได้รู้เรื่องอะไรๆ ที่เป็นไทยๆ ไปคุยให้เขาฟัง...ไม่ตกเทรนด์กันเสียทีเดียว.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้