วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คมนาคม ครบรอบ 104 ปี อาคม พร้อมเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานทุกระบบ

คมนาคม ครบรอบ 104 ปี อาคม พร้อมเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานทุกระบบ

  • Share:

กระทรวงคมนาคม จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวง ครบรอบ 104 ปี วันนี้ (1 เม.ย.) ด้าน 'อาคม' ลั่น พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทุกระบบ...

วันที่ 1 เม.ย. 59 กระทรวงคมนาคม จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงคมนาคม ครบรอบ 104 ปี ในวันนี้ (1 เม.ย.) โดยมี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ หัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมงาน ณ อาคารสโมสร และหอประชุมกระทรวงคมนาคม

นายอาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้ก่อตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2455 มีภารกิจในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่ออำนวยความสะดวก และบริหารจัดการคมนาคมขนส่งของประเทศ ให้เอื้อต่อการพัฒนาขีดความสามารถทางด้านเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน ในโอกาสที่กระทรวงฯ ครบรอบ 104 ปี และก้าวเข้าสู่ปีที่ 105 กระทรวงฯ เดินหน้าพัฒนางานด้านคมนาคมขนส่ง โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ระยะ 8 ปี (พ.ศ.2558-2565) ประกอบด้วย 5 แผนงาน

ทั้งนี้ 5 แผนงานประกอบไปด้วย การพัฒนาโครงข่ายทางรถไฟระหว่างเมือง การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศ เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ และการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการขนส่งทางอากาศ โดยมีแนวทางในการดำเนินงานทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว ดังนี้

โครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ ในปัจจุบันโครงข่ายทางรถไฟมีระยะทางรวม 4,043 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่บริการ 47 จังหวัด โดยส่วนใหญ่เป็นทางรถไฟทางเดี่ยว ใช้สำหรับขบวนรถวิ่งทั้งไปและกลับ ขบวนรถที่วิ่งขึ้นและล่อง ต้องวิ่งสวนกันหรือหลีกกันเป็นครั้งคราว ทำให้เกิดปัญหาการรอสับราง หรือวิ่งสวนกัน เกิดความล่าช้า และไม่สามารถเพิ่มขบวนได้ กระทรวงคมนาคม มีนโยบายเร่งรัดพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางราง โดยเชื่อมโยงโครงข่ายและการบริหารจัดการการขนส่งผู้โดยสาร สินค้า และบริการที่สะดวก ปลอดภัย ทั้งในพื้นที่ชนบท พื้นที่เมือง และระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ นโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม พร้อมผลักดันรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มศักยภาพระบบโลจิสติกส์ของประเทศ และส่งเสริมระบบเศรษฐกิจโดยรวมของชาติ โดยมีแผนพัฒนาเส้นทางรถไฟทางคู่ขนาด 1 เมตร จำนวน 6 เส้นทาง ระยะทาง 905 กิโลเมตร ประกอบด้วย เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ประจวบคีรีขันธ์ –ชุมพร ลพบุรี–ปากน้ำโพ มาบกะเบา–ชุมทางถนนจิระ นครปฐม–หัวหิน นอกจากนี้ จะพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ–นครราชสีมา ระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร โดยจะออกแบบเป็นรถไฟทางคู่ ขนาดทางมาตรฐาน 1.435 เมตร และจะก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในระยะต่อไป

ส่วนโครงสร้างพื้นฐานทางถนนนั้น ทางกระทรวงคมนาคม มีถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ระยะทาง 66,871 กิโลเมตร กรมทางหลวงชนบท ระยะทาง 49,080 กิโลเมตร การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ระยะทาง 207.9 กิโลเมตร กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองในเส้นทางสำคัญ ประกอบด้วย บางปะอิน-นครราชสีมา พัทยา-มาบตาพุด และบางใหญ่-กาญจนบุรี

ส่วนโครงสร้างพื้นฐานนั้น กระทรวงคมนาคมมีแผนพัฒนาการขนส่งทางลำน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก ให้สามารถใช้ประโยชน์ในการเดินเรือได้ทั้งปี ดำเนินการปรับปรุงท่าเทียบเรือสาธารณะในแม่น้ำลำคลองให้มีความสะดวก ปลอดภัยได้มาตรฐาน เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเชื่อมต่อการเดินทางกับรูปแบบการขนส่งอื่น

สำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ได้เร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าทางน้ำ เช่น ท่าเรือปากบารา ท่าเรือสงขลา แห่งที่ 2 ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 การพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาปรับปรุงกฎระเบียบ ขั้นตอนการดำเนินการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ 

นอกจากนี้ ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางอากาศประเทศไทย มีท่าอากาศยานจำนวน 38 แห่ง อยู่ในความดูแลของกรมท่าอากาศยาน 28 แห่ง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 6 แห่ง บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด 3 แห่ง และกองทัพเรือ 1 แห่ง ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี คาดว่าในปี 2563 จะมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 108,923 คน/เที่ยวต่อวัน และปริมาณการขนส่งสินค้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 396 ตันต่อวัน

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม ได้เร่งผลักดันการใช้ประโยชน์จากท่าอากาศยานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเพิ่มขีดความสามารถท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้สามารถรองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้านคน/ปี เป็น 65 ล้านคน/ปี ท่าอากาศยานดอนเมือง ให้สามารถรองรับผู้โดยสารจาก 18 ล้านคน/ปี เป็น 30 ล้านคน/ปี ท่าอากาศยานภูเก็ต ให้สามารถรองรับผู้โดยสารจาก 7.5 ล้านคน/ปี เป็น 12.5 ล้านคน/ปี ประสานความร่วมมือกับกองทัพเรือ เพื่อพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา ให้เป็นท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 และก่อสร้างท่าอากาศยานเบตง เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการคมนาคมของอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และพื้นที่ใกล้เคียง และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคงของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายอาคม กล่าวต่อว่า ส่วนการพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะแก้ปัญหาจราจรนั้น จะพบว่าจากปริมาณการเดินทางของประชากรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี คาดว่าในปี 2563 จะมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น เป็น 23.18 ล้านคน/เที่ยวต่อวัน ทำให้ความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางของพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีแนวโน้มลดลงเหลือเพียง 13.64 กิโลเมตร/ชั่วโมง กระทรวงคมนาคมจึงได้ดำเนินการพัฒนาโครงข่ายขนส่งมวลชนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้มีความทันสมัย ครอบคลุมพื้นที่บริการ และสอดคล้องกับการขยายตัวของเมือง ซึ่งจะสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทางมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินการก่อสร้างรถไฟฟ้า 10 เส้นทาง ระยะทาง 464 กิโลเมตร ก่อสร้างระบบรถไฟชานเมือง ปรับปรุงรถโดยสารประจำทาง ให้ประชาชนได้ใช้รถที่ได้มาตรฐาน ลดมลพิษในเขตเมือง พร้อมกับการจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะ นำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการระบบการให้บริการ เช่น ระบบตั๋วต่อตั๋วร่วม การให้บริการด้านทะเบียน การรับชำระภาษีของกรมการขนส่งทางบก เป็นต้น

"กระทรวงคมนาคม ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยยึดความโปร่งใสเป็นหลักในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม ความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง สร้างโอกาสสำหรับการใช้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นประชาคมอาเซียน สนับสนุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าที่พึ่งพาทางถนนเป็นหลัก ไปใช้การขนส่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า และการเชื่อมต่อการเดินทางและการขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งยกระดับความคล่องตัวในการเดินทาง และการขนส่งไปสู่ศูนย์กลางของภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อความสุขอย่างยั่งยืนของประชาชนได้อย่างแท้จริง" นายอาคม กล่าว.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้