“เมียนมา” ยุคใหม่จะไปทางไหน

ข่าว

    “เมียนมา” ยุคใหม่จะไปทางไหน

    สายล่อฟ้า

      2 เม.ย. 2559 05:01 น.

      ขณะที่ประเทศไทยได้รับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่ก็ยังรอขั้นตอนสุดท้ายคือการทำประชามติว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างเมียนมาได้ก้าวไปอีกขั้นตอนหนึ่งคือได้รัฐบาลใหม่ ประธานาธิบดีคนใหม่ที่มาจากพลเรือนไม่ใช่ทหารอย่างที่ผ่านมา

      เป็นการเมืองใหม่ในรอบ 50 กว่าปีที่เปลี่ยนผ่านจากทหารมาสู่พลเรือนที่ได้ปกครองประเทศอย่างเต็มตัว

      แม้ว่าจะยังไม่เต็มร้อยเนื่องจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ทหารยังคงมีบทบาทในสัดส่วนสมาชิกรัฐสภา 25% และยังได้คุมกระทรวงสำคัญๆอีก 3 กระทรวง

      การบริหารประเทศจะเป็นไปอย่างไรจึงน่าติดตามยิ่ง

      อู ถิ่น จอ” คนสนิทของนางออง ซาน ซูจี ได้เป็นประธานาธิบดีเต็มตัว และมีนายมินต์ ส่วย นายพลผู้ใกล้ชิดกับ พล.อ.ตาน ฉ่วย อดีตผู้นำทหาร เป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 1 นายเฮนรี บัน ทูยา ตัวแทนจากชนกลุ่มน้อยเป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 2

      แต่ที่น่าแปลกใจก็คือบทบาทของนางซูจีที่วางบทบาทของตัวเองในฐานะ “ผู้มีอำนาจเหนือประธานาธิบดี”

      เป็นผู้มีอำนาจและผู้มีบารมีตัวจริงเสียงจริง

      ที่ว่าแปลกใจก็เพราะรัฐบาลชุดใหม่นี้ นางซูจีเข้าไปเป็นรัฐมนตรีถึง 4 กระทรวง คือ รัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรีพลังงานและการไฟฟ้า รัฐมนตรีศึกษา และรัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดี

      ยังมีท่าทีว่าจะแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มีตำแหน่งนายกฯเพิ่มขึ้นมาอีกเพื่อที่จะได้ดำรงตำแหน่งนี้อีกด้วย

      หรือแม้กระทั่งจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นประธานาธิบดีเต็มตัวอันเป็นความต้องการสูงสุด

      การเมืองเรื่องอำนาจมันก็เป็นเยี่ยงนี้แล...

      แน่นอนว่าฝ่ายทหารเองที่แสดงท่าทีว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ด้วยการดำเนินนโยบายในลักษณะที่เรียกว่า “ปรองดองเพื่อชาติ”

      แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการที่นางซูจีต้องการได้ “อำนาจ” อย่างเต็มที่ ย่อมทำให้ทหารมองเห็นแล้วว่าอะไรเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น

      นั่นย่อมทำให้ฝ่ายทหารเล็งเห็นแล้วว่าจากนี้ไปคงนั่งบนภูดูความเป็นไปของนางซูจีเพื่อรอเวลาน่าจะดีที่สุด

      “เดี๋ยวส้มก็หล่นมาเอง”...ทำนองนั้น

      แม้ว่ารัฐบาลเมียนมาชุดใหม่จะได้บริหารประเทศ แต่ยังขาดอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เนื่องจากกองทัพ ซึ่งมีอำนาจและบริหารประเทศมาอย่างยาวนานถึง 50 ปี ยังคงอิทธิพลทางการเมืองอยู่และยังคุมอำนาจฝ่ายกระทรวงมหาดไทย กลาโหม และยังมีส่วนสำคัญในด้านความมั่นคงอันเกี่ยวเนื่องกับชนกลุ่มน้อย

      และในเชิงการบริหารนั้นรู้ดีว่านางซูจียังไม่มีประสบการณ์เพียงพอ ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองว่ามีความสามารถมากน้อยแค่ไหน แม้โดยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจของเมียนมาจะมีความแข็งแกร่งเพราะมีทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ก๊าซ น้ำมันจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจเดินไปข้างหน้าได้

      แต่รอยเชื่อมต่อระหว่างรัฐบาลชุดเก่าชุดใหม่โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจและข้อตกลงต่างๆที่ทำไว้กับประเทศที่เข้าไปลงทุนหรือทำข้อสัญญาเอาไว้จะทำอย่างไรต่อไป

      ปัญหาชนกลุ่มน้อยก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากท่าทีของนางซูจีต่อเรื่องนี้ยังไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาพยายามที่จะเลี่ยงพูดถึงมาตลอด

      ดูเหมือนง่ายแต่คงไม่ง่ายแน่.

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2564 เวลา 22:15 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์