ข่าว
100 year

เจ้าฟ้าหญิงในดวงใจ ต้นแบบนักพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขประชาชน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 เม.ย. 2559 05:01 น.
SHARE

การพัฒนาประชาชนให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งตัวเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญ นับเป็นอีกหนึ่งพระราชภารกิจที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงอุทิศพระองค์เพื่อตามรอยเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า... “ในท้องที่ห่างไกลการคมนาคมนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นให้ประชาชนสามารถยืนอยู่ได้เอง โดยพึ่งปัจจัยภายนอกน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องข้าว ทุกๆคนต้องกินข้าว เราต้องทำทุกวิถีทางให้เกษตรกรมีข้าวพอกิน และมีงานอาชีพในการผลิตสิ่งต่างๆที่แน่ใจว่าจะขายได้ เพื่อให้ได้เงินมาซื้อของจำเป็นที่เราผลิตเองไม่ได้ นอกจากนั้น จะต้องให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยดี ช่วยรักษาพยาบาลอุปการะผู้เจ็บป่วย ต้องช่วยให้มีโอกาสได้เข้ารับการศึกษา มีความรู้อย่างน้อยให้อ่านออกเขียนได้ สามารถอ่านเอกสารของทางราชการเพื่อรับความรู้ทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ...การรู้หนังสือเป็นความจำเป็นสำหรับทุกชาติที่กำลังพัฒนา ตลอดจนเป็นกิจกรรมที่ต้องร่วมมือกันส่งเสริมให้บรรลุผลให้ได้ ถ้าปราศจากพื้นฐานการรู้หนังสือของประชาชนในประเทศแล้ว ความพยายามในการดำเนินการพัฒนาคงไร้ผล การรู้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการที่จะนำไปสู่จุดมุ่งหมายอันสูงสุด...”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งกับพระสหายใกล้ชิดว่า โปรดอาชีพสองอย่างคือ นักเขียน และครู แต่ถ้าหากต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ทรงเลือกเป็นครู ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยความรักความเมตตาต่อเยาวชน และด้วยพระราชปรัชญาที่ว่า นอกจากการมีอาหารบริโภคตามพื้นฐานในการดำรงชีวิตแล้ว การศึกษายังเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคน โดยไม่เลือกเชื้อชาติ ชั้นวรรณะ เผ่าพันธุ์ หรือศาสนา

พระองค์ทรงถือเป็นต้นแบบของนักพัฒนาที่มีพระราชปณิธานแน่วแน่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยทรงยึดหลักว่าการพัฒนาต้องเหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ เชื้อชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น คติความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคม ที่สำคัญคือ นักพัฒนาที่ดีต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และความเคารพในเพื่อนมนุษย์ ทรงพระราชดำริว่าในการพัฒนาเรื่องใดๆก็ตาม จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษาของเด็กและเยาวชน ซึ่งทรงใส่พระราชหฤทัยยิ่ง

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชดำริว่าการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะค้ำจุนให้ประเทศพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ถือเป็นความรู้พื้นฐานที่จำเป็น ด้วยเหตุนี้จึงทรงส่งเสริมการเรียนการสอนให้มีการคิดและลงมือปฏิบัติ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ดังปรากฏในทุกโครงการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เพื่อให้เด็กและเยาวชนซึมซับแนวทางวิทยาศาสตร์อันมีเหตุมีผลเป็นวิถีชีวิต

โครงการแรกที่ทรงริเริ่มในปี 2523 หลังสำเร็จการศึกษาจากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเป็นโครงการที่ทรงทำในโรงเรียน ทรงเริ่มต้นด้วยโครงการอาหารกลางวัน ผักสวนครัว ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 3 แห่ง เป็นการสอนให้นักเรียนทำการเกษตรเพื่อนำมาประกอบเป็นอาหารกลางวัน ต่อมาได้ขยายเป็นโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ครอบคลุมกว่า 700 โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ และมีขอบข่ายการพัฒนาครบทุกด้าน ทั้งการศึกษา สุขภาพอนามัย สาธารณสุข วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างงานสร้างอาชีพ โดยโรงเรียนจะเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

ในฐานะผู้ถวายงานรับใช้ด้านการพัฒนาการศึกษาต่อเนื่อง “รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ” บอกเล่าถึงน้ำพระราชหฤทัยยิ่งใหญ่ว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นครูที่ดีมาก เห็นได้ชัดจากการเป็น “ทูลกระหม่อมอาจารย์” ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทรงเตรียมการสอนอย่างดีด้วยพระองค์เองทุกครั้ง อีกทั้งทรงเอาพระทัยใส่นักเรียนทุกคน เมื่อมาถึงเรื่องพัฒนาการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย ก็ทรงให้ความใส่พระทัยตั้งแต่สมัยยังทรงศึกษาอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทรงเริ่มทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตั้งแต่การหาทุนเพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนไปให้โรงเรียนต่างๆ เมื่อทรงสำเร็จการศึกษา พระองค์ทรงพระราชดำริว่าอยากจะทดลองทำโครงการส่วนพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านการศึกษา โดยทรงมีรับสั่งว่า แรงบันดาลใจดังกล่าวเกิดจากการตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ไปเยี่ยมเยือนราษฎรตามท้องถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของประชาชนตามถิ่นห่างไกล โครงการแรกที่ทรงริเริ่มในปี 2523 ทรงเริ่มต้นด้วยโครงการอาหารกลางวัน ผักสวนครัว ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 3 แห่ง ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ราชบุรี และกาญจนบุรี โดยทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในโครงการนี้ทรงเน้นการสอนให้นักเรียนทำการเกษตรเพื่อนำมาประกอบเป็นอาหารกลางวัน ทรงมีพระราชดำริว่า ถ้านักเรียนรู้จักวิธีผลิตอาหารเอง จะทำให้พวกเขามีอาหารกินไปตลอดชีวิต ย่อมดีกว่าการนำอาหารไปแจก พระ องค์ยังทรงมีรับสั่งว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยคืออาหาร หากเด็กๆไม่ได้รับอาหารที่มีคุณประโยชน์เพียงพอ สมองก็คิดอะไรไม่ออก การเรียนก็จะไม่ดี เมื่อเด็กๆมีอาหารรับประทานอย่างเพียงพอแล้ว จึงค่อยมาดูแลเรื่องพัฒนาการเรียนการสอน ส่วนเรื่องสุขภาพอนามัยก็ทรงให้ความสำคัญยิ่ง เช่นเดียวกับเรื่องของการอนุรักษ์วัฒนธรรมในชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนเหล่านี้สามารถเลี้ยงตนเองได้อย่างยั่งยืน เมื่อโครงการแรกประสบความสำเร็จ ต่อมาจึงขยายผลจาก 3 โรงเรียน จนครอบคลุมความช่วยเหลือทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับอนุบาล, ประถม, มัธยม ไปจนถึงปริญญาตรี พระองค์ทรงงานช่วยเหลือโรงเรียนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร หรือโรงเรียนตามเมืองใหญ่ๆทั่วประเทศ

ทุกครั้งเมื่อเสด็จฯเยี่ยมโรงเรียนตามท้องถิ่นทุรกันดาร พระองค์ไม่ได้ทรงเยี่ยมราษฎรเท่านั้น แต่ทรงเป็นนักพัฒนาการศึกษาเต็มพระองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงผสมผสานการศึกษากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างกลมกลืน โดยทรงตั้งข้อสังเกตว่า “เมื่อไปตามโรงเรียน ไม่ว่าประถม หรือมัธยม ก็ต้องพยายามไปดูว่านักเรียนได้รับอาหารที่พอสมควรถูกต้องหรือเปล่า ถ้าไม่ถูกต้อง ไม่มีอะไรบำรุงสมอง ก็ไม่มีแรง ทำให้ศึกษาได้ไม่ดี”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้ความสำคัญแก่เด็กและเยาวชนทุกกลุ่มทุกวัย จึงโปรดเกล้าฯให้จัดทำโครงการต่างๆเกื้อหนุนการศึกษาของเด็กและเยาวชนแต่ละกลุ่ม เช่น บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยสำหรับเด็กปฐมวัย มหาวิทยาลัยเด็กสำหรับเด็กระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ตามพระราชดำริฯ สำหรับสามเณร นอกจากนี้ ยังใส่พระทัยในเรื่องคุณภาพและปริมาณของครูในโรงเรียนขนาดเล็กในชนบท ดังจะเห็นได้จากโครงการระบบอี-เลิร์นนิ่งของการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม และการจัดอบรมครูให้ใช้ไอซีที ตลอดจนการทำโครงงานในการเรียนการสอน

น้ำพระราชหฤทัยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงเผื่อแผ่ไปถึงผู้พิการ ผู้ต้องขัง และเด็กออทิสติก โดยทรงใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้ กรณีของผู้พิการ ทรงพระราชดำริว่าต้องดูแลตามสภาพแวดล้อมของแต่ละบุคคล สิ่งสำคัญคือต้องช่วยเหลือผู้พิการให้สามารถพึ่งตนเอง ได้รับการศึกษาที่เหมาะสมและทำงานได้ จะได้ไม่เป็นภาระแก่คนรอบข้าง และยังสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น กรณีของผู้ต้องขัง ทรงพระราชดำริว่าผู้ต้องขังมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง หากได้รับการอบรมด้านคุณธรรมควบคู่ไปกับความรู้ที่นำไปใช้ประกอบอาชีพ เมื่อพ้นโทษไปแล้ว ก็สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ในการดำเนินชีวิตโดยสุจริต ขณะที่เด็กออทิสติกและเด็กพิการทางสติปัญญา ได้พระราชทานแนวพระราชดำริเพื่อช่วยให้สามารถเรียนรู้และประกอบอาชีพได้ตามศักยภาพ

เป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระปรีชายิ่งด้านการศึกษา ทรงริเริ่มการทรงงานในโครงการต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม และทรงดูแลติดตามอย่างใกล้ชิด จนแนวพระราชดำริต่างๆเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ อีกทั้งยังทรงได้รับการยกย่องเฉลิมพระเกียรติคุณจากหลายองค์การในระดับนานาชาติว่า ทรงเป็นผู้นำและผู้รู้จริงจากการปฏิบัติในการพัฒนาการศึกษาให้ถ้วนทั่วแก่ทุกกลุ่มชนในถิ่นทุรกันดาร รวมถึงผู้ด้อยโอกาสทุกกลุ่ม สอดคล้องกับเป้าหมายของยูเนสโกเรื่อง “การศึกษาเพื่อทุกคน” หรือ “Education for All”

ผลจากความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ยังกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ได้น้อมนำแนวพระราชดำริดังกล่าวของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปเป็นโรลโมเดลในการพัฒนาการศึกษาในประเทศ โดย “คุณหญิงสุมณฑา” บอกเล่าว่า พระองค์ได้พระราชทานความช่วยเหลือและแนวพระราชดำริในการพัฒนาการศึกษาของเด็กและเยาวชนแก่หลายประเทศในกลุ่มอาเซียน อาทิ พม่า, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย รวมถึงภูฏาน และมองโกเลีย โดยทรงนำร่องเปิดโครงการ จากนั้นประเทศเหล่านี้ก็นำรูปแบบไปปรับใช้ให้เหมาะสม เริ่มต้นจากรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ทูลขอมาดูงานในประเทศไทย และพระองค์พระราชทานความช่วยเหลือเบื้องต้น จากนั้นจึงพระราชทานผู้มีความรู้ความชำนาญให้ไปช่วยวางแผนการพัฒนา แล้วจึงเสด็จฯไปเยี่ยมชมโครงการในประเทศเพื่อนบ้านด้วยพระองค์เอง

พระราชกรณียกิจนานัปการในด้านการศึกษาของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ถือเป็นแบบอย่างของการพัฒนาการศึกษาไทยแก่ผู้ด้อยโอกาส โดยไม่คำนึงถึงชนชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ผู้พิการ ผู้ลี้ภัย ผู้ต้องโทษคุมขัง หรือเด็กที่เจ็บป่วยเรื้อรัง ก็ล้วนแต่ได้รับพระกรุณาธิคุณเสมอกัน

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ในวันที่ 2 เมษายน ศกนี้ ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพรให้ทรงพระเกษมสำราญ และทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สมเด็จพระเทพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเฉลิมพระชนมพรรษาเจ้าหญิงนักพัฒนาเจ้าฟ้าหญิงในดวงใจโครงการในพระราชดำริโครงการอาหารกลางวันข่าวในพระราชสำนักข่าวไทยรัฐไทยรัฐฉบับพิมพ์ข่าว

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้