วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ธัมมชโยเจอคดีหนัก 2ข้อหา! ฟอกเงิน-รับของโจร

ธัมมชโยเจอคดีหนัก 2ข้อหา! ฟอกเงิน-รับของโจร

  • Share:

ดีเอสไอเรียกพบ8เมษานี้ ยืนยันพยานหลักฐานชัด เล่นงานวัดธรรมกายด้วย

ทีมโฆษกดีเอสไอส่งไลน์ถึงนักข่าว ยืนยันออกหมายเรียกพระธัมมชโยมารับทราบข้อกล่าวหา สมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจรกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น เช้าวันที่ 8 เม.ย.นี้ ขณะที่คณะสงฆ์อุบลฯ ร้อยเอ็ด มีมติประกาศลงอุกเขปนียกรรมพุทธะอิสระ ฐานไม่เห็นอาบัติ ส่วนเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย โดนด้วยฐานปล่อยพระลูกวัดไม่อยู่ในพระธรรมวินัย ด้าน “สุวพันธุ์” เชื่อไม่เกิดศึกสงฆ์ หลังมีคณะสงฆ์ล่ารายชื่อปลดพระรูปดัง เผยถ้าเป็นเรื่องผิดพระธรรมวินัย รัฐบาลเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 31 มี.ค.มีรายงานว่า ทีมโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.สำนักบริหารคดี ดีเอสไอ ในฐานะรองโฆษกดีเอสไอ ออกแถลงการณ์ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์กลุ่มผู้สื่อข่าว กระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่าได้ออกหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในฐานะ ผู้ต้องหา ฐานความผิด สมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร คดีรับเงินที่ได้จากการยักยอกและฉ้อโกงทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น มีใจความว่า ดีเอสไอขอชี้แจงสาธารณชนในประเด็นดังกล่าวว่า ตามที่ดีเอสไอสอบสวนดำเนินคดีกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวก ในความผิดเรื่องยักยอกทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายกว่า 16,000 ล้านบาท ต่อมาพนักงานอัยการมีคำแนะนำให้ดีเอสไอพิจารณาดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่ได้รับเงินที่ถูกยักยอกไปจากสหกรณ์ฯ กรณีนี้ ดีเอสไอได้แถลงข่าวให้สาธารณชนรับทราบไปแล้ว ต่อมามีผู้เสียหายจำนวนหนึ่ง เป็นสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้ดำเนินคดีกับผู้ที่รับเช็คสหกรณ์ฯ โดยไม่มีมูลหนี้ และได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 27/2559 โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานคดีมาระยะหนึ่ง

จนเมื่อวันที่ 29 มี.ค. คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ร่วมประชุมกับพนักงานอัยการ พิจารณาพยานหลักฐาน ที่ประชุมเห็นว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอจะแจ้งข้อหานายศุภชัย ศรีศุภอักษร พระเทพ- ญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย และ น.ส.ศศิธร โชคประสิทธิ์ ซึ่งมีชื่อสลักอยู่ที่หลังเช็คมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ที่โอนให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร จึงได้มีมติร่วมกันให้ออกหมายเรียก พระเทพญาณมหามุนี และ น.ส.ศศิธร ในฐานะผู้ต้องหา พร้อมกำหนดวันให้มารับทราบข้อกล่าวหาและให้ถ้อยคำ ที่สำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในวันที่ 8 เม.ย.เวลา 09.00 น.

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกดีเอสไอ เผยว่า ยืนยันว่าข้อมูลที่ทีมโฆษกดีเอสไอส่งผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์กลุ่มสื่อมวลชน ประจำกระทรวงยุติธรรม เป็นของจริง โดยอธิบดีดีเอสไอต้องการให้ข่าวและข้อมูลการออกหมายเรียกพระธัมมชโยมารับทราบข้อกล่าวหากับสื่อมวลชนไปในทิศทางเดียวกัน และป้องกันการให้ข่าวผิดพลาดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ขณะที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า การออกหมายเรียกพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในฐานะผู้ต้องหาเพื่อรับทราบข้อหาสมคบร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจรและออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จากการตรวจสอบคดีดังกล่าวมีหลักฐานและพยานชัดเจนเพียงพอ เหลือเพียงการเรียกพระธัมมชโยมารับทราบข้อกล่าวหาเท่านั้น แต่ในทางคดีผู้ต้องหาจะปฏิเสธอย่างไรก็ได้ สำหรับการออกหมายเรียกผู้ต้องหามาสอบปากคำนั้นหากไม่มาตามกำหนดหรือมีเหตุ อ้างว่าเจ็บป่วยไม่สามารถเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาได้ ดีเอสไอจะประชุมพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมายเพราะโดยทั่วไปสามารถเลื่อนได้ 1 ครั้ง

“ส่วนที่ทางวัดพระธรรมกายระบุว่า ที่ผ่านมากลุ่มลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้รวมตัวระดมเงินกองทุนเยียวยาและคืนเงินให้กับสมาชิกสหกรณ์แล้ว จะต้องดูว่าพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกายรับเงินจากการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ แต่ท้ายสุดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าเป็นการสมคบคิดกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร นอกจากนี้ ดีเอสไอ จะดำเนินคดีกับทุกคนทุกกลุ่ม รวมถึงวัดพระธรรมกาย และเครือข่ายพระลูกวัดวัดพระธรรมกาย เนื่องจากมีความชัดเจนแล้วว่าทั้ง 7 กลุ่ม เป็นผู้รับเช็คจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานบริหารสหกรณ์ฯ โดยไม่มีมูลหนี้ ส่วน น.ส.ศศิธร โชคประสิทธิ์ หนึ่งในผู้หาที่ดีเอสไอออกหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาในวันและเวลาเดียวกับพระธัมมชโย แต่ ขณะนี้ น.ส.ศศิธรยังไม่ประสานมาว่าจะเดินทางมาหรือไม่ ทนายพระธัมมชโยระบุว่า ครั้งนี้จะมีการอ้างว่าเจ็บป่วยแล้วไม่มารับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่นั้น ตนจะชี้แจงรายละเอียดให้กับพระธัมมชโยในวันอาทิตย์นี้ แต่ปกติท่านก็ป่วยอยู่แล้ว” พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าว

ส่วนกรณีที่เครือข่ายพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทย ออกประกาศนิมนต์พระสังฆาธิการทั่วประเทศให้ทำพิธีลงอุกเขปนียกรรมแก่พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ล่าสุดเริ่มมีเสียงตอบรับจากคณะสงฆ์ออกมาบ้างแล้ว โดยคณะสงฆ์ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด ได้ออกประกาศคณะสงฆ์ อ.ธวัชบุรี เรื่อง ลงอุกเขปนียกรรมพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม ระบุว่า ด้วยพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม อุปสมบทในพัทธสีมาแห่งคณะสงฆ์ไทย มีความประพฤติเป็นที่รังเกียจต่อคณะสงฆ์ ขอสงฆ์พึงลงอุกเขปนียกรรมแก่พระสุวิทย์ ขอสงฆ์จงจำไว้ว่า พระสุวิทย์ ไม่สามารถร่วมในวงหัตถบาสแห่งสังฆกรรม ใดๆในฐานะของสงฆ์ได้ ขอสงฆ์ จ.นครปฐม พิจารณาจริยาพระสังฆาธิการแก่พระอธิการสิริชัย สิริโสภโณ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย เพราะหย่อนยานต่ออำนาจหน้าที่ปล่อยปละละเลย ไม่ตักเตือนสอนพระลูกวัดของตน ให้อยู่ในพระธรรมวินัย จารีต ประเพณีอันดีงาม ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คณะสงฆ์หมู่ใหญ่

ขณะที่คณะสงฆ์ จ.อุบลราชธานี ออกแถลงการณ์ระบุว่า จากการประชุมพระสังฆาธิการสัญจร ระดับเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ และเลขานุการในเขตปกครองคณะสงฆ์ จ.อุบลราชธานี ที่วัด
ป่าก้าว จ.อุบลราชธานี มีมติเห็นชอบร่วมกันในการแถลงการณ์ประกาศลงอุกเขปนียกรรมพระสุวิทย์ หรือพุทธะอิสระ ฐานไม่เห็นอาบัติ คือเป็นผู้ก่อความบาดหมาง ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ และยังมีมติให้คณะสงฆ์แต่ละอำเภอ สวดประกาศญัตติ จตุตถกรรมในเขตสีมา ประกาศลงอุกเขปนียกรรมต่อพระสุวิทย์ ตามพระวินัยต่อไป ส่วนกรณีที่มีผู้เห็นว่า ไม่สามารถลงอุกเขปนียกรรมพุทธอิสระได้นั้น ที่ประชุมสงฆ์ลงมติว่า ทำได้ เพราะพระสงฆ์ทั้งหมดถือสังวาสเดียวกัน คือ มหานิกาย เนื่องจากพระในเมืองไทยมี 2 นิกายเท่านั้น คือ ธรรมยุต กับ มหานิกาย การบวชของพระสุวิทย์ บวชโดยคณะสงฆ์ไทยมีพระคู่สวด และพระอุปัชฌาย์จากคณะสงฆ์ไทย ภายในอุโบสถสีมาคณะสงฆ์ไทย และใช้หนังสือสุทธิรับรองความเป็นพระที่ออกจากคณะสงฆ์ไทย ฝ่ายมหานิกาย เป็น “สมานสังวาส” ไม่ใช่ “นานา สังวาส” พระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย สามารถลงอุกเขปนียกรรมพระสุวิทย์ได้ ในฐานะทำให้คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายเสียหาย ทั้งนี้ อุกเขปนียกรรม เป็นการขับออกไปชั่วคราว แต่ยังมีเมตตาแบบพระสงฆ์ ให้โอกาสกลับตัว หากยังไม่สำนึกผิดอีก ก็ให้ลงโทษสถานหนัก ประกาศปัพพาชนียกรรม ขับไล่ออกจากหมู่สงฆ์ สิ้นสุดความเป็นพระในหมู่คณะ หาอาวาสมิได้

ด้านนายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า การที่คณะสงฆ์จะมีลงอุกเขปนียกรรม ทางพระธรรมวินัยนั้น หากเป็นการดำเนินการตามพระธรรมวินัย รัฐบาลและ พศ.จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเนื่องจากเป็นเรื่องของคณะสงฆ์โดยตรง

ขณะที่นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวว่า พุทธะอิสระได้ยื่นข้อเสนอเรื่องการดีเบตมาถึงตน 8 ข้อ คือ 1.ขอดีเบตเพียง 2 ข้อ ได้แก่เรื่องสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ส่วนเรื่องพระลิขิตกับเรื่องงบประมาณอุดหนุนการปฏิบัติศาสนกิจสมเด็จพระสังฆราชนั้น ระบุว่า ได้ยื่นร้องผ่านกระบวนการยุติธรรมไปแล้ว 2.การดีเบตต้องนำพระธรรมวินัยมากาง 3.ขอให้ผู้เป็นกลางมารับฟัง เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ฝ่ายตุลาการ เป็นต้น 4.ขอเป็นเวทีกลาง 5.ให้มีถ่ายทอดสด โดยให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ 6.หากพระ พุทธะอิสระ พูดผิดไม่ตรงพระธรรมวินัยต้องรับ ผิดชอบ 7.หากตนพูดไม่ตรง ต้องรับผิดชอบ และ 8.ทำสัญญาหากพระพุทธะอิสระพูดผิด บิดเบือน ก็จะสึก แต่หากตนพูดผิด ก็ให้ออกจากดำรงตำแหน่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ ตนรับข้อเสนอทั้ง 8 ข้อ แต่ในข้อ 2 นั้น ตนเห็นว่า เรื่องพระลิขิตควรหยิบยกมาพูดกัน เนื่องจากมีทั้งของจริงและของปลอม และบุคคลที่เขียนพระลิขิตยังมีชีวิตอยู่ ส่วนกรณีงบประมาณอุดหนุนระหว่างที่สมเด็จพระสังฆราชประชวร ควรนำมาพูดคุยให้สังคมได้รับทราบ เพราะตนมีเอกสารหลักฐานชัดเจนใครเป็นผู้ใช้งบประมาณดังกล่าว เกี่ยวข้องกับผู้ที่พุทธะอิสระหนุนอยู่ ส่วนจะเมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของพระพุทธะอิสระ

อีกด้านหนึ่งที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเครือข่ายพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทย ออกหนังสือนิมนต์พระสงฆ์ทั่วประเทศลงรายชื่อปลด พระพุทธะอิสระว่า ทราบคร่าวๆ เป็นเรื่องคณะสงฆ์ หากเป็นการทำผิดพระธรรมวินัย รัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ได้ ปล่อยให้คณะสงฆ์ทำไป แต่สำนักงานพระพุทธ ศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายเลขาธิการมหาเถรสมาคม ต้องไปช่วยทำงานกับคณะสงฆ์ รัฐบาลมอบนโยบายและแนวทางไปแล้ว ส่วนข้อกังวลว่าจะกลายเป็นปัญหา ศึกสงฆ์ในประเทศหรือไม่นั้น คิดว่าคงไม่เป็นอย่างนั้น ส่วนความคืบหน้าของการเดินสายกราบนมัสการหารือกับพระผู้ใหญ่ เป็นการคุยเรื่องการปฏิรูปและการทำงาน 6 ด้านของคณะสงฆ์ เพราะอยู่ในกระบวน การปรับปรุงการทำงานคณะสงฆ์ และการปฏิรูป หวังว่างานส่วนนี้จะทำให้การทำงานของคณะสงฆ์แต่ละเรื่อง ทั้งเรื่องการเผยแผ่ การปกครอง ศาสนสงเคราะห์ การศึกษาสงเคราะห์ จะเดินไปได้ดีขึ้น เมื่อถามว่าได้หารือเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช หรือไม่ นายสุวพันธ์กล่าวว่า ไม่มีการพูด และไม่มี การสอบถามใดๆ เราพูดคุยแต่เรื่องสร้างสรรค์เดินหน้าปฏิรูป ปรับปรุงพระพุทธศาสนาให้ดีขึ้น ทุกอย่างตอนนี้สถานะอยู่ที่เดิม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้