วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กรณ์ ณรงค์เดช เสียงดีหรือหน้าตาดี ความอยู่รอดที่ เคพีเอ็น ต้องเลือก!

กรณ์ ณรงค์เดช เสียงดีหรือหน้าตาดี ความอยู่รอดที่ เคพีเอ็น ต้องเลือก!

  • Share:

เมื่อวันหนึ่ง กรณ์ ณรงค์เดช น้องชายคนเล็กของบ้าน ณรงค์เดช เจ้าของธุรกิจพันล้านในเครือ เคพีเอ็น ได้รับมอบหน้าที่จากครอบครัวในการจัดการประกวดร้องเพลงในชื่อเดิมที่คุ้นเคยกับ การประกวดร้องเพลงสยามกลการ หรือในชื่อใหม่ เคพีเอ็น อวอร์ด

จากชายหนุ่มไฮโซรูปงาม กรณ์ ต้องแบกรับความกดดันในการสานต่อความฝันของคุณแม่ คุณพรทิพย์ ณรงค์เดช ผู้ล่วงลับ ตลอดหลายปีที่ผ่านมากับ เคพีเอ็น อวอร์ด โดนวิพากษ์วิจารณ์ทั้งบวกและลบ แต่เขาก็ยืนหยัดที่จะครีเอตการประกวดเวทีนี้ให้ดีที่สุด

รายงานพิเศษโดยทีมข่าวบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ นัดคุยกับ กรณ์ ณรงค์เดช ที่ตึกเคพีเอ็น ริมถนนพระราม 9 ตลอดเวลาการพูดคุยเราสัมผัสได้ว่าผู้ชายคนนี้เป็น "คนตรงแต่ไม่แรง" ทุกคำพูดอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยความแน่วแน่ กะเทาะวงการประกวดร้องเพลงเมืองไทยได้อย่างลึกซึ้งถูกจุด แม้มันจะเจ็บปวดแต่ก็เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ! 

กรณ์ ณรงค์เดช
กับคุณแม่ คุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช ภาพจากอินสตาแกรม @kornnarongdej

ทำไมถึงเลือกมาทำธุรกิจนี้ของครอบครัว 

"จริงๆ ไม่ได้เลือก (หัวเราะ) ด้วยความบังเอิญและดวง ตอนเรียนปริญญาตรี ความคิดอาชีพในฝันของผมคือนายแบงก์เพราะรู้สึกว่าเท่ พอจบปริญญาตรีผมก็ไปทำงานธนาคาร พอทำไปได้ 2 ปีก็พบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ผมชอบ จากนั้นผมก็กลับไปเรียนต่อปริญญาโท

พอกลับมา งานแรกที่ทำเลยก็คือทำคอนโด ซึ่งตอนนั้นไม่ว่าจะคุยกับใครก็จะบอกว่านี่เป็นอาชีพที่ผมรักที่สุดแล้ว ทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว จนได้จับพลัดจับผลูมาทำการประกวด เคพีเอ็น อวอร์ด สมัยก่อนการประกวดนี้ทำมาโดยคุณแม่ (คุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช) จะเป็นการประกวดรอบชิงชนะเลิศรอบเดียวแล้วก็จบไป ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งเราก็หายไป

ณ ตอนนี้ที่เราจะกลับมาได้เวลาที่อยู่ช่อง 9 ตอนนั้นกระแสเรียลลิตี้เริ่มบูม เขาก็บอกว่าปีนี้เราจะเปลี่ยนนะ จากเทปเดียวเราจะให้เป็น 12 เทป ทางเราก็มานั่งคุยกันที่บ้าน ผมเองเป็นคนดูเรียลลิตี้เมืองนอกเยอะ ก็ช่วยออกไอเดีย จนพี่ชายคนโต (กฤษณ์ ณรงค์เดช) ก็บอกว่าเราเอาไปทำละกัน ผมก็ยังถามว่าผมจะทำเป็นเหรอ ไม่เคยทำทีวีมาก่อนเลย แต่ก็โอเค ให้ผมทำผมก็ทำได้ แต่ก็บอกคุณแม่ว่าผมจะเปลี่ยนทุกอย่างเลยนะ คุณแม่โอเคหรือเปล่า เพราะโมเดลธุรกิจตอนนี้กับตอนนั้นไม่เหมือนกัน จุดประสงค์ก็ต่างไป ตอนที่ทำนักร้องสยามกลการ ตอนนั้นเหมือนเป็น ซีอาร์เอ็ม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กร แต่ก่อนใช้เงิน 5-10 ล้าน แต่ตอนนี้ทำที 12 ตอน มันใช้ 80-100 ล้าน เหมือนโมเดลมันเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นต้องยอมรับตรงๆ ว่าเราจะทำแบบแชริตี้ไม่ได้ เราต้องทำให้มีกำไร

อีกอย่าง 30 ปีที่เราประกวดเพื่อหานักร้อง แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเป็นยุคทองของดารา สมัยก่อนปกนิตยสาร-แฟชั่นโชว์ต้องนายแบบนางแบบ ร้องเพลงต้องนักร้อง แต่ปัจจุบันงานไหนก็ต้องเป็นดาราหมด

แน่นอน พอการประกวดมันใช้เงินเยอะ ทุกอย่างก็ต้องอยู่ด้วยสปอนเซอร์ หนึ่งในโจทย์ที่สปอนเซอร์วัดก็คือเรื่องของการที่จบแล้วเด็กดังหรือไม่ดัง ก็เลยต้องมีการปรับเปลี่ยนเยอะ ยอมรับเลยว่าปีสองปีแรกที่ปรับเปลี่ยนเราก็หลงทางเยอะ"

วัยเด็กไม่เคยฝันถึงอาชีพเกี่ยวข้องกับวงการบันเทิง ภาพจากอินสตาแกรม @kornnarongdej
ครุ่นคิดถึงสิ่งที่เป็นอยู่

ตอนที่ เคพีเอ็น หยุดไปตอนนี้หยุดไปทำอะไร
"ก็มีการประกวดเรื่อยๆ แต่ด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองหลายๆ อย่างหรือบางปีอาจจะสลับรุ่นเด็กกับผู้ใหญ่ เราก็เลยอาจจะดูห่างหายไปบ้าง"

พอต้องมาปั้น เคพีเอ็น อวอร์ด ยุคใหม่ หนักใจมั้ย เพราะตอนคุณหญิงพรทิพย์ท่านทำติดตลาดมาก
"ต้องยอมรับว่าหนักใจครับ ถ้าถามส่วนตัวผมว่าการติดตลาดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือแน่นอนเป็นใบบุญที่คุณแม่สร้างไว้ให้ทุกอย่าง แต่ข้อเสียคืออะไรก็ตามที่อยู่มา 20-30 ปี พอเราเปลี่ยนนิดนึงมันก็จะเปลี่ยนไปจากความเคยชินของคน คนก็ด่าเราเละเลยครับ (หัวเราะ) ปีแรกๆ ก็เสียศูนย์พอสมควร เพราะว่าที่ผ่านมาเราทำธุรกิจคือธุรกิจเราไม่เคยทำอะไรที่เข้าถึงผู้บริโภคจริงๆ และเป็นยุคที่กระแสโซเชียลทำให้ทุกอย่างมาถึงตัวเราหมด ปีแรกๆ โอ้โหหนัก"

เปิดใจกับทุกคำติชมที่เข้ามา
ดีใจได้ทำหน้าที่แทนครอบครัว

ปรับอย่างไรบ้าง
"พลิกโฉมหมดเลยครับ ทำให้ดูเป็นเกมมากขึ้น ให้มีสีสันสนุกสนานมากขึ้น และยอมรับตรงๆ ว่ามีการเลือกหน้าตามากขึ้น แทนที่จะเลือกเสียงอย่างเดียว เพราะเราต้องการเอาไปต่อยอด ซึ่งการทำอย่างนี้เราก็โดนวิจารณ์กระหน่ำซัมเมอร์เซลส์มาก (ยิ้ม)"

แต่เราก็ยังมีจุดยืนที่หนักแน่น
"ช่วงปีแรกๆ ยอมรับว่าเขวพอสมควร แต่หลังจากนั้น เราก็ต้องเอามาชั่งน้ำหนักดูว่าเวลาคนติ ติเพื่อก่อหรือว่าติไปเรื่อย ถ้าติไปเรื่อยเราก็ปล่อยผ่าน แต่ถ้าติเพื่อก่อ เราก็รับฟังและปรับปรุง เพราะเชื่อว่าหลายคนก็ยังรักรายการนี้อยู่ ก็ปรับกันไปเรื่อยๆ จนมาเข้าที่เข้าทางปีที่ 2 ปีที่ 3"

รางวัลนี้จะภาพค่อนข้างขลังจนดูโบราณ แก้จุดนี้อย่างไร

"ทำตัวให้เด็กลง (หัวเราะ) ส่วนตัวรูปแบบรายการทุกครั้งที่จบแต่ละซีซั่น เราจะมีการทำรีเสิร์จ มีการทำโฟกัสกรุ๊ป สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง เพราะว่าไม่อยากนั่งเทียนว่าสิ่งที่เราคิดมันถูกมั้ย เราอยากเอาฟีดแบ็กของคนดูกลับมา เพื่อปรับให้ดีขึ้น ให้รู้ว่าตลาดปัจจุบันต้องการอะไร"

แต่ละซีซั่นมีวิธีการแบบไหนในการเลือกเด็กเข้ามาในรายการ
"ค่อนข้างมีสูตรนะ ว่าคนที่มาประกวดจะต้องมีประเด็นในระดับหนึ่ง เราต้องชั่งน้ำหนักเสียงดีต้องมีส่วนหนึ่ง สองคนที่อาจจะร้องไม่แข็งแรงแต่หน้าตาดีก็เอาไปต่อยอดได้ก็ต้องมีส่วนหนึ่ง หรือบางคนเด็กที่มีคาแรกเตอร์แบบนี้ทุกรายการต้องมี เป็นตัวแซ่บ เป็นตัวสีสัน เป็นตัวดราม่า พูดจริงๆ เลยก็คือเราก็ต้องบรีฟกรรมการไปคร่าวๆ ว่าเราอยากได้ 3 รูปแบบนี้นะครับ"

บริหารคนต้องทำด้วยใจ
เคพีเอ็น รุ่นบุกเบิก ภาพจากอินสตาแกรม @kornnarongdej

เคพีเอ็น ให้น้ำหนักกลุ่มไหนมากกว่ากัน ระหว่างหน้าตาดีต่อยอดได้กับเสียงดี
"พอๆ กันครับ แต่ถ้าเอาหน้าตาดีอย่างเดียวแต่ร้องเงือกมากคนก็ไม่ดู และต้องยอมรับความจริงด้วยว่าเสียงดีหมดสุดท้ายจบแล้วเอาไปทำอะไรไม่ได้ก็เหนื่อยเปล่า"

ด้วยภาพลักษณ์เวทีนี้ต้องเสียงดีระดับพ่นไฟ ถือเป็นข้อเสียเปรียบของเวทีเราหรือเปล่า
"ก็ต้องยอมรับว่าใช่ พูดง่ายๆ ว่าทำอะไรก็ผิดไปหมด (หัวเราะ) อย่างปีนี้ครบ 25 ปีเราก็เลยอยากเอากลับมาที่จุดดั้งเดิมในเรื่องของเสียง ซึ่งคนดูเขาก็เปิดใจให้เรา โอเคเราก็รู้ว่าเป็นแบบนี้คนดูเขาแฮปปี้ รายการสนุก แต่จบไปแล้วจะต่อยอดได้หรือไม่ก็แล้วแต่ ให้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง"

ถ้าจะมองว่าเด็กของ เคพีเอ็น ยังไม่โดนใจตลาดเท่าที่ควรได้มั้ยคะ
"จริงๆ เราก็วัดจากการเติบโตในเรื่องรายได้ของเด็กแต่ละคน ถามว่าทุกวันนี้ประกวดร้องเพลงมั้ยใช่ แต่เอาไปเป็นนักร้องไม่ เปล่า ก็คือเอาไปเป็นดารา ถ้าถามในส่วนของดาราว่าประสบความสำเร็จหรือเปล่า ผมค่อนข้างแฮปปี้ในเรื่องรายได้โตขึ้นเรื่อยๆ อย่างในเรื่องของตัวผลงาน ปีที่แล้วเด็กเรามีละครทั้งหมด 19 เรื่อง กับ 10 สถานี ก็ถือว่ามีความหลากหลายและไปได้ไกลขึ้น"

ผลักดัน เคพีเอ็น อวอร์ด เต็มความสามารถ
สานฝันให้คุณแม่อย่างเต็มใจ
บอม เคพีเอ็น ภาพจากอินสตาแกรม @kornnarongdej

อย่างงี้สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของรายการไปเลยได้มั้ย คือไม่เอาเสียงแล้ว มุ่งเน้นหาดาราเลยดีกว่า
"ก็คงได้ แต่คงไม่ใช้ชื่อแบรนด์ เคพีเอ็น อวอร์ด เพราะแบรนด์นี้คุณแม่ทำมา และอีกอย่างสิ่งที่เราภาคภูมิใจคือเราเป็นรายการประกวดร้องเพลงรายการเดียวที่รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากในหลวง"

แล้วถ้าจะกลับไปที่จุดเดิมขึ้นประกวดวันเดียวรู้ผล ใส่พลังเสียงวัดกันไปเลย เป็นไปได้หรือเปล่า
"ก็อาจเป็นได้ เพราะอย่างที่รู้ว่าปีนี้ธุรกิจทีวีหืดขึ้นคอมาก โมเดลการทำงานตั้งแต่ดิจิตอลขึ้นมาทุกอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ"

คุณกรณ์มีถอดใจมั้ยคะ กับการทำงานที่ยากขึ้น
"มีนะครับ รู้สึกว่าเหนื่อยจังเลย อยู่เฉยๆ ยังได้ตังค์มากกว่าเสียเวลาทั้งปีได้ตังค์เท่านี้ (หัวเราะ) ทำอะไรนิดเดียวก็โดนต่อว่าแล้ว แน่นอนมันเป็นโลกของโซเชียล เราก็ผิดเองที่โหยหาไปอ่านมัน คนชมเราก็ดีใจ แต่เวลาคนต่อว่า เราก็รู้สึกท้อว่าทำอะไรก็ไม่ถูกใจ

แต่ก็ว่าไม่ได้นะครับ ตอนแรกที่ผมเข้ามาทำก็จะมีคนต่อว่าเยอะมาก ตอนนั้นคุณแม่ผมท่านยังอยู่ ท่านถามว่าโอเคหรือเปล่าที่โดนคนติเยอะ ผมยังจำคำพูดที่ตอบคุณแม่ได้เลยว่า เวลาเราดูรายการอื่นเรายังบ่นเลย มันเป็นธรรมชาติของคน เพราะฉะนั้นผมไม่คิดมาก"

สบายๆ เป็นกันเองกับน้องๆ ในสังกัด
ยิ้มและสนุกแม้จะเหนื่อย

ปีนี้เวที เคพีเอ็น อวอร์ด ก่อดราม่าเยอะนะคะ
"ใช่ครับ"

เกิดกระแสวิจารณ์ว่า เคพีเอ็น ไม่ต้องจำเป็นต้องพึ่งดราม่าหรือเปล่า ขายเสียงอย่างเดียวจะเวิร์คกว่ามั้ย
"พูดแล้วคนจะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่รู้นะ แต่ดราม่าบางอย่างมันมาเอง ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราตั้งใจ ที่ตลกมากคืออะไรที่เราตั้งใจ คนก็คิดว่ามันเป็นเรื่องจริง แต่อะไรที่เป็นเรื่องจริงคนจะคิดว่าเป็นสคริปต์ทุกครั้งเลย"

แสดงว่ายอมแลกกับการที่จะโดนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทางลบถ้าดัง
"คือก็ยังไม่รู้ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน เพราะเวลามีดราม่าในรายการ คนก็จะแอนตี้ แต่เรตติ้งมันขึ้น สุดท้ายคุณต้องการอะไร ทำรายการเราก็ต้องการเรตติ้ง ถูกด่าแต่เรตติ้งขึ้น เราจะเอามั้ย ก็ต้องเอา แต่พอทำอะไรดีๆ คนไม่พูดถึงเรตติ้งลง ผมเชื่อว่าคนทำโทรทัศน์ทุกคนเข้าใจประเด็นนี้หมด แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะพึ่งดราม่าอย่างเดียว เราก็ต้องเอาคุณภาพของรายการไว้ด้วย ถ้าดูรายการผมจะรู้เลยว่าเรื่องของคุณภาพไม่เคยทิ้งครับ"

ปีนี้กระแสรายการดีมั้ยคะ
"ดีครับ โดยเฉพาะเรื่องออนไลน์ปีนี้ดีที่สุดที่เคยทำมา เราวัดค่าได้ปีนี้ดีมากครับ แต่ถามว่าเทรนด์ในทีวีเราวัดได้มั้ย ก็วัดยากนิดนึง เพราะฐานเปลี่ยนไปเยอะ พฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไป สมัยก่อนทุกคนดูทีวี แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนดูออนไลน์ย้อนหลัง ซึ่งระบบในการวัดเรตติ้งบ้านเรายังไม่มีอะไรมารองรับการวัดแบบออนไลน์หรือการดูย้อนหลัง"

ยอมรับว่าโมเดลเวทีประกวดร้องเพลงเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
ถึงอย่างไรธุรกิจก็คือธุรกิจ ต้องหาจุดลงตัวทั้งคุณภาพและต่อยอดได้

การทำงานของคุณกรณ์มีหลายธุรกิจ รับมือกับมันอย่างไร
"อันดับแรกการทำทุกอย่างต้องทำสิ่งที่เรารักก่อน เพราะถ้าเราไม่รักเราจะไม่อิน พอไม่อินก็ไม่อยากทำ ถ้าทำสิ่งที่รัก เราจะทำด้วยใจ ส่วนตัวคิดว่าถ้าอะไรที่ทำด้วยใจน่าจะประสบความสำเร็จ เพราะสนุกกับมัน"

กับวงการบันเทิงรักหรือยังคะ
"อย่างที่บอก ตอนแรกบอกว่าชอบเป็นนายแบงก์ ชอบทำคอนโด แต่พอมาทำตรงนี้แล้วก็รักและสนุก คุณแม่เคยบอกเสมอว่าสิ่งที่ทำให้เราชื่นใจที่สุดคือการสร้างคน ผมยังงงว่าอะไรจะขนาดนั้นคุณแม่ แต่พอเรามาทำตรงนี้ รู้สึกเลยว่าจริงนะ จากเด็กที่เขาไม่มีอะไรเลย จนมาวันนี้เขาประสบความสำเร็จ ทั้งในเรื่องส่วนตัว และเรื่องอาชีพ เราพอเข้าใจสิ่งที่คุณแม่พูดแล้ว มันคือความภูมิใจที่ได้เห็นเขาเติบโต (ยิ้ม)"

เด็กหลายคนใน เคพีเอ็น มีข่าวแรงๆ ค่อนข้างเยอะ มีมาตรการอะไรมั้ยคะ ที่จะไม่ให้เด็กฉาวเยอะเกิน
"เรียกคุย ถ้าคุยไม่รู้เรื่องก็ต้องเชิญผู้ปกครอง (มีฉีกสัญญาไปบ้างมั้ยคะ) โชคดีครับที่ผ่านมาอยู่ในจุดที่คุยรู้เรื่อง ไม่เคยถึงจุดนั้น ด้วยความเป็นเด็ก เราก็ต้องชี้ทางให้เขา

ที่นี่เราอยู่กันอย่างครอบครัว เลี้ยงเหมือนลูก (หัวเราะ) เราเป็นต้นสังกัด พูดง่ายๆ เป็นเจ้านาย แต่ไม่อยากให้เขาคิดว่าเราคุยกันได้แค่เรื่องงาน เราสามารถคุยกันได้ทุกอย่าง ปัญหาชีวิตครอบครัว เรื่องแฟน ปัญหาเรื่องการเงิน คุยกันได้

อยู่ด้วยกันแน่นอนสัญญา 5 ปี จบไปแล้วคุณจะต่อไม่ต่อแล้วแต่คุณตัดสินใจ แต่เราอยากวางรากฐานที่ดีให้คุณ 5 ปีนี้เป็น 5 ปีที่สำคัญในการเริ่มต้นในวงการบันเทิง

อย่างเรื่องใช้เงิน ผมจะพูดกับน้องทุกคนตั้งแต่วันที่เข้ามาว่าเงินก้อนแรกที่คุณได้จากการเข้าประกวดบางคนได้ 10,000 บาท ขอให้จำความรู้สึกนี้ไว้ วันหนึ่งคุณทำงานได้แสนได้ล้านก็อย่าไปคิดว่าเงินมันเป็นเรื่องที่มาได้ง่ายๆ เงินจะเยอะแค่ไหนก็มีหมดได้ ไม่ใช่ดังขึ้นมาจะใช้เงินแบบไม่คิดถึงอนาคต

สิ่งที่จะเห็นได้ง่ายในวงการบันเทิงเข้ามามีสิ่งยั่วใจเยอะ อย่าเหลิง เท้าเราต้องติดดินตลอด ถ้าเราลืมตัวก็จะมีคนที่มีความสามารถเข้ามาแทนเราตลอด วงการนี้ทำให้คนเปลี่ยนได้ เพราะฉะนั้นให้จำว่าเรามาจากไหน"

บี้-เพชร ผลผลิตเคพีเอ็นที่น่าภูมิใจ ภาพจากอินสตาแกรม @kornnarongdej
ดีใจที่ได้ปั้นคน ภูมิใจที่เห็นเขาประสบความสำเร็จในชีวิต คุณกรณ์ เป็นเถ้าแก่สู่ขอ กุ๊บกิ๊บ ให้ บี้ เคพีเอ็น ภาพจากอินสตาแกรม @kornnarongdej

ถือเป็นงานที่หนักมั้ยคะ ด้วยอายุคุณกรณ์ที่ยังไม่มากกับงานที่ต้องคุมคน
"บางทีก็เหนื่อย แต่ก็เข้าใจนะครับ เพราะเรามองย้อนกลับไปตอนเราอายุ 15-16 ปี เราก็คงเป็นแบบนี้ คิดได้แต่ต้องมีคนไกค์ แน่นอนธุรกิจนี้ถ้าถามความเหนื่อยมันเหนื่อยเกือบทุกอย่าง อย่างทำคอนโด ทำร้านอาหาร มันก็คือสิ่งก่อสร้างไม่มีชีวิต แต่นี่เป็นธุรกิจที่เราต้องดูแลชีวิตคน ต้องดีลกับคน มีเรื่องของอารมณ์ อีโมชั่น เพราะฉะนั้นก็ยากนิดนึง"

กับภาพลักษณ์นักธุรกิจ พอต้องมาปั้นคนเข้าวงการบันเทิงยากหรือไม่
"ยากและง่ายในเวลาเดียวกัน คือผมจะเอาตัวเองเป็นตัวตั้งว่าเราชอบอะไร ประเทศมีประชากรเกือบ 70 ล้านคน ถ้าเราชอบอะไรน่าจะมี 5-6 ล้านคนที่ชอบเหมือนเรา แน่นอนบางอย่างก็ใช้วิธีคิดนี้ได้นะ แต่บางอย่างก็ต้องปรับตามความต้องการของตลาดด้วย"

หลายคนหวั่นใจว่าจะต่อสัญญาออนแอร์กับช่อง 3 ต่อหรือเปล่า
"เป็นสัญญาใจครับ ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับเรตติ้งด้วย ปีนี้ก็โอเคนะครับ แต่อย่างที่บอกว่าด้วยสมัยนี้การวัดด้วยเรตติ้งจากโทรทัศน์อย่างเดียวก็วัดกันได้ค่อนข้างยาก แต่กระแสทางออนไลน์ของเราดีมากปีนี้"

อยากให้ทุกคนสนับสนุนคนคุณภาพให้มากกว่านี้
วงการโทรทัศน์กับการวัดเรตติ้งอาจไม่ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน

เห็นว่าการหาโฆษณาปีนี้หนักหน่วงมาก
"(หัวเราะ) ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดีครับ ปีนี้ลูกค้าทุกเจ้ารัดเข็มขัดหมด ในขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตมีแต่เพิ่มขึ้นไม่มีลดลง อนาคตจริงๆ ถ้าทุกที่ยังดูเรตติ้งทีวีเป็นหลัก ผมว่าเหนื่อย เพราะเรตติ้งจริงๆ ไม่ได้สะท้อนในเรื่องออนไลน์หรือการดูย้อนหลัง เข้าใจลูกค้านะครับ เพราะตัวเลขเรตติ้งเป็นอะไรที่ดูวัดได้ชัดเจน ถ้าไม่เอาอย่างอื่นมาประกอบ ก็วัดยากนิดนึง"

จะมีการขยับขยายมั้ยคะ จากประกวด เคพีเอ็น ไปทำรายการอื่นหรือทำละคร
"จริงๆ อยากทำ แต่ส่วนตัวเป็นคนบ้านิดนึง ทำอะไรต้องทำเต็มที่ พอทำเต็มที่เรื่องต้นทุนก็จะมหากาฬตามไปด้วย บางทีเรามีโปรเจกต์ที่อยากจะทำ แต่พอดูตัวเลขดีดแล้วมันไม่คุ้มก็พักก่อน ส่วนละครเป็นสิ่งที่ไม่อยากทำ เพราะจุดแข็งของเราความที่เป็น เคพีเอ็น เด็กเราเล่นได้ทุกค่ายทุกช่อง ผู้จัดละครทุกคนน่ารักกับเรามาก ในเมื่อทุกคนเอื้อเฟื้อเมตตาเรามาก เรื่องอะไรเราจะไปทำแข่งกับเขา ขอเป็นคนผลิตเด็กให้ดีกว่า"

ถือว่าตัวเองเป็นผู้จัดรายการในวงการบันเทิงเต็มตัวแล้วหรือยังคะ

"ผมยังคิดว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจอยู่นะ พูดตรงๆ ว่าตรงนี้ทำรายได้เท่ากับกรุ๊ปอื่นๆ ในเครือ เคพีเอ็น มั้ย ก็ไม่ แค่พอเลี้ยงตัวเองได้ แต่มันเป็นการสร้างแบรนดิ้งให้ เคพีเอ็น แข็งแรง ที่สำคัญผมเองก็ยังมีความสุขและสนุกกับมัน"

ทำ เคพีเอ็น อวอร์ด เห็นสัจธรรมในการทำเวทีประกวดร้องเพลงเมืองไทยมั้ยคะ
"ก่อนอื่นต้องขอบคุณที่ปีนี้ที่กระแสดีมากอย่างน่าตกใจ ทุกปีต้องโดนกระแสติ แต่ปีนี้มีแต่คนชมตั้งตัวไม่ทัน ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม อย่างเสาร์นี้ (2 เม.ย.) จะเป็นรอบสดรอบแรก ต้องยอมรับว่าปีนี้เป็นเรื่องของการมาถูกทางด้วย สองเป็นเรื่องของกระแสด้วย ถ้าเป็น 5 ปีที่แล้วเราทำแบบนี้อาจจะไม่มาดีแบบนี้ เพราะ 5 ปีที่แล้วคนยังอินเรียลลิตี้เป็นยุคของหน้าตา แต่ 2-3 ปีนี้เป็นเรื่องของคุณภาพที่เป็นวงจรวนกลับมา ทุกอย่างประจวบเหมาะพอดี ต้องขอบคุณผู้เข้าแข่งขันทั้ง 24 คนที่ตัดสินใจร่วมแคมเปญนี้ ตอนนี้เหลือ 8 คนสุดท้ายบนเวที เคพีเอ็น ปีนี้ที่อยู่ในรอบรองชนะเลิศ

สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นในการเข้ามาอยู่ตรงนี้ คือในทุกๆ ครั้งที่รายการออกอากาศ เรื่องของคนคุณภาพถูกหยิบยกขึ้นมา พูดตรงๆ คือคนที่เสียงดีมากแต่หน้าตาไม่ดี ทุกคนมีความฝันหมด อยากจะไปให้ถึง หลายๆ ครั้งในช่วงการประกวดได้รับเสียงตอบรับและสนับสนุน แต่พอจบแล้วคุณไม่สนับสนุนเขาต่อ อันนี้ผมว่ามันดูรุนแรงนะ คุณเชียร์ให้เขาทำตามฝัน แต่พอเขาหยิบความฝันมาได้แล้ว คนดูที่เคยอุ้มเขากลับปล่อยเขาค้างเติ่ง

เราจะได้ยินตลอดว่าทุกคนสนับสนุนคนคุณภาพ แต่อยากเห็นแอ็กชั่นจากคนดูมากกว่านี้ว่าสนับสนุนจริงๆ เพราะน่าเสียดายที่หลายคนมีคุณภาพไปได้ไม่ถึงไหน เนื่องจากไม่มีฐานแฟนคลับสนับสนุนที่มากพอ ทุกอย่างเลยดูครึ่งๆ กลางๆ ทุกคนบอกอยากได้คนคุณภาพ แต่ทุกคนไม่ทำอะไร ทุกคนชอบถามทำไมคนนี้หายไปไหน เราก็ไม่รู้จะตอบยังไง เพราะคำตอบคือทำมาแล้วมันไม่มีใครซื้อ อยู่ตรงนี้วงการบันเทิงเป็นเรื่องธุรกิจ ทำแล้วไม่ได้อะไรก็ไม่มีใครอยากทำ".

KPN AWARD

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้