วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เปิดหมดหัวใจ! ตร.พิษณุโลก 'กระทืบ นศ.' ความจริงตรงหน้า ที่ต้องแบกรับ

เปิดหมดหัวใจ! ตร.พิษณุโลก 'กระทืบ นศ.' ความจริงตรงหน้า ที่ต้องแบกรับ

  • Share:

"ชีวิตตำรวจชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง ไม่มีอะไรภาคภูมิใจได้มากกว่าการเป็นตำรวจ ในขณะเดียวกัน ไม่มีอะไรสูญเสียและเสียใจที่สุดในชีวิตมากกว่าการถูกออกจากราชการ โดยเฉพาะผู้หมวด ผู้กอง เป็นคนมีฝีมือ ทำประโยชน์ได้อีกมาก " 

วงการสีกากียังมีเรื่องร้อนฉ่ามาให้เป็นข่าวใหญ่ครึกโครมอยู่เป็นช่วงๆ ไม่เว้นระยะ ล่าสุด 3 ตำรวจหนุ่ม ขับเก๋งไล่ยิงรถนักศึกษาในตัวเมืองจังหวัดพิษณุโลก ต้อนจนมุมก่อนลากตัวลงจากรถซ้อม-ทำร้ายร่างกายตามภาพที่ปรากฏจากกล้องติดหน้ารถของพลเมืองดี ขณะที่ 3 ตำรวจหนุ่มออกมาชี้แจงโต้กลับกลุ่ม 5 นักศึกษาคู่กรณี พูดไม่หมด เพราะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ต้องขุดออกมาสู้ความจริงตามกระบวนการยุติธรรมกันต่อไป

ระหว่างที่คู่กรณีงัดหลักฐานตอบโต้กันแบบหมัดต่อหมัด ประชาชนที่เสพข่าวติดตามเรื่องราวทั้งหมด ได้ออกตัวเชียร์ฝ่ายนักศึกษากันอย่างล้นหลาม เพราะหลักฐานปรากฏชัด เจ้าหน้าที่ตำรวจรังแกประชาชน เบื้องต้นผู้บังคับบัญชาสั่งให้ 3 ตำรวจพิษณุโลก ออกจากราชการโดยทันที 

'กองบรรณาธิการไทยรัฐออนไลน์' ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก ที่ออกตัวว่า เป็นคนลงมือทำร้ายร่างกายนักศึกษาแต่เพียงผู้เดียว ส่วน ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ และ ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร ตำรวจสังกัดกลุ่มงานสืบสวน ภ.จ.พิษณุโลก เป็นเพียงผู้อยู่ในเหตุการณ์ กระทั่งตัว ส.ต.อ.สุบิน เองก็ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจงต่อหน้าสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงไปแล้วเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 59 ที่ผ่านมานั้น ในวันนี้จะขอมาเปิดใจถึงความรู้สึกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่ 'ไทยรัฐออนไลน์' ที่เดียว 

ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ อดีต ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ก่อนอื่นตนเองต้องขออนุญาตไม่พูดถึงรายละเอียดที่ลงลึกไปในทางคดี เพราะทุกอย่างอยู่ในกระบวนการยุติธรรม วันนี้ที่ตนเองยอมออกมาเปิดใจกับทาง 'ไทยรัฐออนไลน์' ไม่ได้หวังว่าสังคมจะเข้าใจ หรือ เห็นใจ เพียงแค่อยากออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจและปกป้องความรู้สึกคนในครอบครัว ซึ่งขณะนี่ทุกคนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากกับการกระทำที่เกิดขึ้น รวมถึงครอบครัวของ 2 นายตำรวจที่นั่งรถไปด้วยกันในวันเกิดเหตุ คุณแม่ของเขาต้องล้มป่วยลงเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

"โดยพื้นเพผมเองเป็นคนจนครับ ครอบครัวฐานะทางบ้านถึงขั้นจนมากเลยก็ว่าได้ ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเองส่งตัวเองเรียนหนังสือจนกระทั่งมาสอบเป็นตำรวจได้ ท่ามกลางความภาคภูมิใจของแม่และพี่น้อง ผมเหมือนเป็นเสาหลักของบ้าน ดูแลทุกๆ คน เพราะแม่ของผมไม่ได้มีการศึกษาอะไร เขียนหนังสือไม่ได้ อ่านไม่ออก พอผมมาสอบติดเป็นตำรวจก็ดีใจมากๆ ทั้งตระกูลมีเพียงแค่ผมคนเดียวที่ได้รับราชการ และหวังจะเติบโตในอาชีพตำรวจไปจนหมดอายุไข" ส.ต.อ.สุบิน กล่าวทั้งน้ำตา 

ผมแค่อยากจะชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกคนไม่ต้องเห็นใจหรือเข้าข้างผม ขอแค่เปิดใจรับฟังข้อมูลที่ชี้แจง

ส.ต.อ.สุบิน กล่าวต่อว่า ถึงแม้ตนเองจะรับราชการตำรวจมาได้เพียงไม่กี่ปี แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องให้ต้องเสื่อมเสียกับวงการสีกากี พยายามทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม สร้างความภาคภูมิใจให้แก่วงศ์ตระกูล กระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ขึ้น 

"ถ้าผมจะพูดว่า ผมไม่ได้ตั้งใจ เหตุการณ์มันไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นทั้งหมด ก็เหมือนว่าผมออกมาแก้ตัว สังคมก็ต้องประณามผมอยู่ดี ผมขอพูดเพียงแค่ว่า 'หากย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่ใจร้อนและทำเรื่องราวให้บานปลายใหญ่โต' แต่ผมย้อนเวลากลับไปไม่ได้ครับ และคงไม่ขอให้ใครมาสงสารผม ขอแค่เปิดรับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ลองมองแบบเป็นกลาง อย่าเพิ่งซ้ำเติมพวกผมเพียงเพราะการกระทำจากกล้องวงจรปิดติดหน้ารถพยาน อยากให้พิจารณาคำชี้แจงของผมผ่านสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา แบบไม่มีอคติด้วยครับ" ส.ต.อ.สุบิน กล่าว 

ส.ต.อ.สุบิน กล่าวต่อว่า ชีวิตตำรวจชั้นผู้น้อยคนนึง ไม่มีอะไรภาคภูมิใจได้มากกว่าการเป็นตำรวจ ในขณะเดียวกัน ไม่มีอะไรสูญเสียที่สุดในชีวิตมากกว่าการถูกออกจากราชการ ถึงแม้ตนเองเหมือนสูญเสียสิ่งที่รักที่สุดในชีวิตไปแล้ว ขณะที่อายุเพียงแค่ 28 ปี แต่ตนเองก็ไม่รู้สึกสิ้นหวังที่จะมีลมหายใจอยู่ต่อไป มี 2 มือ 2 เท้า เหมือนคนอื่นๆ ก็คงกลับไปช่วยครอบครัวทำไร่ทำสวนที่บ้านนอก หาเลี้ยงแม่และลูกเมียต่อไป 

ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก ออกตัวว่า เป็นคนลงมือทำร้ายร่างกายนักศึกษาแต่เพียงผู้เดียว ส่วน ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ และ ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร ตำรวจสังกัดกลุ่มงานสืบสวน ภ.จ.พิษณุโลก ไม่ได้ทำร้ายด้วย

"ตัวผมเองและตำรวจอีก 2 นายเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น ผมต้องชวนนายตำรวจอีก 2 คนมานอนที่แฟลตโรงพัก เพราะกลัวพวกเขาจะคิดมาก อยากให้อยู่รวมตัวกัน อยากให้เข้มแข็งและไม่คิดสั้น คนทั่วไปที่ด่ากราดพวกผมผ่านโซเชียล พวกผมไม่โกรธนะครับ แต่พวกผมกอดคอกันร้องไห้เสียน้ำตา โดยเฉพาะตัวผมเองที่เป็นเหมือนต้นเหตุทำให้ทุกอย่างบานปลาย อารมณ์ชั่ววูบ ใจร้อน หากผมใจเย็นสักนิด ตำรวจอีก 2 นายคงไม่โดนออกจากราชการไปด้วย" ส.ต.อ.สุบิน กล่าว

ส.ต.อ.สุบิน กล่าวด้วยน้ำตาคลอว่า  ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ และ ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร เป็นนายตำรวจที่มีอนาคตไกล มีไหวพริบในการทำงานดี และยังเป็นกำลังหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ไปอีกนาน ตนเองไม่อยากให้ 2 นายตำรวจ ต้องมาโดนออกจากราชการ หมดอนาคตในหน้าที่การงาน แต่ก็คงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรกับผู้บังคับบัญชา เพราะเหตุทั้งหมดมันเกิดขึ้นแล้ว เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่หากมันยังแก้ไขได้ ตนเองก็พร้อมทำทุกทางเพื่อให้ 2 นายตำรวจกลับไปรับราชการ

"ตัวผมเองไม่ขออะไรมาก ขอแค่ต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ขอให้กระบวนการยุติธรรมมีความกรุณา ขอให้ประชาชนมองทุกอย่างแบบเป็นกลาง ตัวผมหากแม้จะไม่ได้กลับไปเป็นตำรวจอีกแล้วตลอดทั้งชีวิตนี้ ผมก็ภาคภูมิใจที่ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นตำรวจ และจะขอนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไปต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ตัวเองกับสังคม ที่สำคัญที่สุดผมจะตั้งใจดูแลครอบครัวแบบนี้ต่อไป" ส.ต.อ.สุบิน กล่าว 

ภาพจากกล้องวงจรปิดของพยานที่จอดรถดูเหตุการณ์ ซึ่งภายหลังตำรวจเอาหลักฐานออกมาโชว์ว่า เป็นคนรู้จักของกลุ่มนักศึกษา

นอกจากนี้ ส.ต.อ.สุบิน ยังกล่าวทิ้งท้ายกับทาง 'ไทยรัฐออนไลน์' ด้วยว่า "ผมกราบขอโทษผู้บังคับบัญชา เพื่อนตำรวจทุกๆ นาย รวมไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผมยังรักอาชีพตำรวจเสมอ ถ้าชาติหน้ามีจริง ผมก็จะเกิดมาเพื่อเป็นตำรวจที่ดีกว่าชาตินี้ ฝากไปถึงประชาชนทุกคนว่าอย่าได้เหมารวมว่าตำรวจแย่ไปเสียหมด เพราะทุกอาชีพมีทั้งดีและไม่ดี เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตผม ต้องจดจำไปสอนลูกสอนหลานเรื่องการระงับอารมณ์บันดาลโทสะ จนทำให้ต้องจบอนาคตข้าราชการตำรวจที่ใฝ่ฝัน" ส.ต.อ.สุบิน กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำตา 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวจากความรู้สึกของ ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ อดีต ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก ที่ต้องการจะสื่อสารให้ผู้บังคับบัญชา เพื่อนๆ ตำรวจ รวมไปถึงประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้ ส่วนจะเข้าใจ หรือเห็นใจสงสารหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่ ส.ต.อ.สุบิน ไม่เคยคาดหวัง ขอแค่ได้รับรู้ในสิ่งที่ตัวเขาอยากจะบอกผ่าน "ไทยรัฐออนไลน์" ที่นี่ ที่เดียว.

"ชีวิตตำรวจชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง ไม่มีอะไรภาคภูมิใจได้มากกว่าการเป็นตำรวจ ในขณะเดียวกัน ไม่มีอะไรสูญเสียและเสียใจที่สุดในชีวิตมากกว่าการถูกออกจากราชการ"
อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้