วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เพราะคิดถึงจึงมาหา 20 ปี 'วงพอส' กับเสียงสุดท้าย 'โจ้ อัมรินทร์'

เพราะคิดถึงจึงมาหา 20 ปี 'วงพอส' กับเสียงสุดท้าย 'โจ้ อัมรินทร์'

  • Share:

"วันที่เวียนเปลี่ยนวันที่เลยผ่านรักคงมั่น" ที่มาพร้อมอินโทรที่คุ้นเคย หากเพลงนี้ขึ้นมาคิดว่าคนฟังเพลงวัย 30 ปีขึ้นคงจำพวกเขาดี "พอส" 14 ปีที่หายไป หลังสูญเสียนักร้องนำเสียงเอกลักษณ์ โจ้ อัมรินทร์ ในวันนี้ วงพอส กลับมาอีกครั้งเพราะความคิดถึง กับเสียงสุดท้ายของโจ้ ที่เหลือเอาไว้!! 'รักอยู่รอบกาย' ของขวัญชิ้นสุดท้ายจาก โจ้ วงพอส

เมื่อ 4 หนุ่มที่มีใจรักในการทำดนตรี มารวมตัวกัน ซึ่งมี โจ้ อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ ทำหน้าที่ร้องนำ, นอ นรเทพ มาแสง มือเบส, เอ พลกฤษณ์ วิริยานุภาพ มือกีตาร์ และ บอส นิรุจ เดชบุญ มือกลอง จึงทำให้เกิดวงดนตรีที่มีชื่อว่า พอส ขึ้น หลายๆ เพลงของวงพอส ยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของแฟนๆ เพลงอยู่เสมอ แม้ว่าวงพอส จะยุติการทำวงหลังจากที่ โจ้ นักร้องนำจากโลกนี้ไป

หลังจากปี 2545 เมื่อสูญเสียนักร้องนำไป สมาชิกของวงต่างแยกย้ายกันไปตามเส้นทางที่เลือก แต่ทุกคนยังคงวนเวียนอยู่ในเส้นทางสายดนตรีเรื่อยมา เพราะความรักในการเล่นดนตรี และเลือดของความเป็นพอสยังอยู่ บวกกับความคิดถึงจึงทำให้ 3 สมาชิกของวงที่เหลือกลับมาร่วมตัวอีกครั้ง และมอบของขวัญชิ้นพิเศษให้กับแฟนๆ เป็นการฉลอง 20 ปีวงพอส ด้วยการส่งซิงเกิ้ล รักอยู่รอบกาย ซึ่งมีเสียงของโจ้ นักร้องนำร้องในเพลงนี้ด้วย

วันนี้ไทยรัฐออนไลน์จะพาแฟนๆ ย้อยวันวานไปกับวงพอส วงดนตรีอีกวงที่หลายคนยกให้เป็นวงในตำนาน และการกลับมาอีกครั้งของวกเค้า พร้อมซิงเกิ้ลสุดท้ายที่มีเสียงของโจ้ร่วมร้องอยู่ในเพลงนี้ 

ก่อนจะมาเป็นพอส?
นอ : "เรา 3 คน ตอนแรกอยู่ประสานมิตรครับ เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน แล้วเราก็ต่างคนต่างไปประกวดโค้ก มิวสิคอวอร์ด ก็เลยมีโอกาสได้เจอ โจ้ เค้าเป็นตัวแทนของพระนครเหนือ แล้วเราเป็นประสานมิตร แต่คนละปีนะ การแข่งรายการนี้ทำให้นักศึกษาที่ชอบดนตรีได้เจอกันทุกปี รู้จักกัน ต้องไปขอเค้าเล่นตามงานมหาวิทยาลัย เล่นเพลงแต่งเอง แล้วเราได้โอกาสได้ลงหนังสือนิตยสารเกี่ยวกับดนตรีเล่มนึง คนที่ลงหนังสือต้องมาเล่นดนตรีด้วยกัน ก็เลยมีโอกาสได้ทำเพลงด้วยกันและรวมเป็นวงขึ้นมา หลังจากนั้น พี่สุกี้ กมล สุโกศล เห็นเลยเรียกไปคุยเซ็นสัญญากับทางเบเกอรี่มิวสิค ส่วนเรื่องชื่อพวกเราไม่ได้ซีเรียส ชื่ออะไรก็ได้"

เอ : "ชื่อวงผมเป็นคนบอกกับพี่สุกี้เองว่าจะเอาชื่อนี้ ผมกับนออยู่วงเดียวกัน แต่ประกวดคนละประเภท โจ้ประกวดร้องเดี่ยว พวกผมประกวดวง แต่ก่อนที่เราจะเซ็นสัญญากับทางเบเกอรี่ เราต้องทำเดโม่ตามห้องอัด"

บอส : "เราต้องทำเดโม่ไปยื่นตามค่ายต่างๆ ไปทำกันเองที่ห้องอัด เบเกอรี่ก็ส่ง แต่ไม่มีค่ายไหนสนใจ แต่ที่เราได้ที่เพลงกับเบเกอรี่ไม่ใช่เพราะเดโม่ที่ส่งไปนะ แต่ได้จากการที่พี่สุกี้ได้เห็นพวกเราครับ พอได้เข้าไปอยู่ในเบเกอรี่"

เมื่อครั้ง 4 หนุ่มวงพอสยังละอ่อน ภาพจากอินเทอร์เน็ต

เมื่อรู้ว่าจะได้เป็นศิลปินค่ายเบเกอรี่มิวสิค?

เอ : "ดีใจสิครับ เพราะเราอยากจะทำเพลงอยู่แล้ว"

นอ : "แต่วิธีการทำเพลงของค่ายเล็กกับค่ายใหญ่มันต่างกันหัวหน้าค่ายต้องไปหาศิลปินที่จะทำงานเองได้หมด และค่ายจะตามซับพอร์ตที่หลัง ต่างจากค่ายใหญ่ เรามีอัลบั้ม ออกอัลบั้มแรกตอนปี 1996 แต่ก่อนหน้านี้เรารวมตัวกันปี 1994 มาก่อน พอได้เข้ามาเป็นศิลปินของค่ายนี้ดีใจมาก เพราะอยากจะมีอัลบั้มเป็นของตัวเองอยู่แล้ว พวกเราได้มีโอกาสทำเพลงกันเอง ทำเองหมดทุกอย่าง"

คาดหวังมั้ยว่าพอสจะโด่งดัง?
เอ : "ไม่เคยคิด แค่อยากให้คนรู้จักแต่ไม่ได้หวังว่าจะดังมากมาย แต่พวกเราก็ทำเต็มที่กันนะ แต่ก่อนที่จะมีอัลบั้มแรก เพลงที่ว่างของเราได้ไปเปิดที่คลื่นไพเรทเรดิโอ ซึ่งตอนนั้นคลื่นนี้จะให้คนที่ยังไม่มีอัลบั้มไปเล่นเพลง แล้วอัดเพลงเอาไว้ จากนั้นก็เปิดให้คนฟัง แล้วเพลงที่ว่างของเราก็ได้รับการตอบรับ ขึ้นชาร์ตอันดับ 1 อยู่หลายสัปดาห์ ซึ่งสมัยก่อนกับสมัยนี้มันไม่เหมือนกันที่จะมีเพลงเปิดตัว"

บอส : "คือตอนที่เพลงเราเป็นที่ยอมรับในหมู่คนฟังแต่ไม่ได้กระแสนิยม ก็ดีใจนะครับเพราะเราคาดหวังอยู่ว่าอยากให้เพลงโด่งดัง แต่ช่วงที่เราออกอัลบั้มแรกเป็นช่วงเทปผีซีดีเถื่อน เอ็มพี 3 กำลังระบาด ทำให้ยอดขายทั้งเทปและซีดีตกไปหมดทั้งค่ายเล็กค่ายใหญ่ และสมัยนั้นก็มีค่ายเล็กๆ ออกมาอีกเยอะ เป็นช่วงที่ค่ายเพลงบูมมาก บางค่ายมีศิลปินแค่คน 2 คนก็ตั้งเป็นค่ายแล้ว พวกผมเคยเจอแฟนเพลงเอาปกเทปผีมาให้เซ็น มันก็รู้สึกนะ"

พอสเริ่มต้นจาก 4 หนุ่มที่มีใจรักในการเล่นดนตรีมารวมตัวกัน

ช่วงที่พีคสุดของวงพอส?
บอส : "จริงๆ แล้ว เราไม่ได้โด่งดังมากนะ เราไม่เคยมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง ไม่เคยมีมิวสิกวิดีโอแบบลงทุนถ่ายด้วย แต่เพลงที่มันดังมาจนถึงทุกวันนี้ มันดังหลังจากที่คุณโจ้เสีย จริงๆ ตอนนั้นไม่ได้ดังมาก ดังระดับนึง เราไม่ได้มีคอนเสิร์ตให้เล่นทุกวันนะ จนซื้อบ้านซื้อรถกันได้ ชีวิตในตอนนั้นก็ไม่ได้อู้ฟู่อะไร แต่เราได้ขึ้นเวที โลกดนตรี และ 7 สีคอนเสิร์ตนะ เพราะสมัยเป็นเด็กต่างจังหวัด เวลาดูทีวีแล้วอยากจะขึ้นไปเล่นบนเวทีนี้มากเลย แล้วเราก็ได้ขึ้นก็ดีใจ"

นอ : "ความประสบความสำเร็จมันอยู่ระหว่างทางมากกว่า มันตื่นเต้นไปตามสภาพ แต่พอย้อนกลับไปดู ควาสำเร็จของเรามันอยู่ระหว่างทาง มันมีหลายรสชาติปนกัน เราได้ทำอาชีพที่เราอยากจะทำ จบดนตรีบางคนไม่ได้ทำงานด้านดนตรีก็มี อาชีพนักดนตรีมันแล้วแต่จริงๆ นะ บางคนอยากทำไม่ได้ทำ อย่างพวกเราถือว่ามีโอกาสก็เลยได้ทำ อย่างตอนชุดมายด์ดัง เราก็ยังเล่นกันที่ผับอยู่เลย มันเป็นความรู้สึกที่ว่าเราอยากเล่นดนตรี เรารักดนตรี ได้ค่าตัวคนละพันเราก็เล่น"

พวกเราออกอัลบั้มในที่เทปผีซีดีเถื่อนกำลังระบาด

วันนึงเมื่อโจ้ไม่อยู่ สมาชิกที่เหลือทำอย่างไรกันต่อ?

เอ : "ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หมดสัญญาด้วย ซึ่งเราเซ็นสัญญามา 5 ปี ตอนที่อยู่กับเบเกอรี่เรามีอัลบั้ม 3 อัลบั้มและอีก 1 อัลบั้มรวมฮิต เรากำลังจะย้ายไปอยู่อีกค่ายนึงนะ มีแผนพูดคุยกันอยู่ หลังจากเกิดเหตุการณ์แต่ละคนก็มีแนวทางที่แตกต่างกันไป เริ่มจาก เอ ช่วงพักวงไปทำเพลงกับวงสิบล้อ ช่วยเค้าทำชุดแรก เป็นโปรดิวเซอร์ พอเค้าเห็นว่าไม่มีวงแล้วก็เลยชวนไปเป็นมือกีตาร์อีกคนของวง ไปอยู่วงนี้ 5 ปี เรื่องการเล่นดนตรีปรับไม่เยอะ เพราะเราเล่นได้ แต่ตลาดกลุ่มคนฟังเพลงมันเปลี่ยนไป คนละเรื่อง สมัยพอสร้องเพลงในกรุงเทพฯ แต่อยู่วงสิบล้อแทบไม่ได้เข้ากรุงเทพฯ อยู่ต่างจังหวัดตลอด"

พอวงพอสยุติการทำวง ผมก็เป็นมือกีตาร์ให้กับวงสิบล้อ

นอ : "ก่อนหน้านี้ผมอยู่วงทีโบนมาสักพักนึง พอโจ้เสีย ก็ชวนเพื่อนๆ แต่ก็ต่างคนต่างแยกย้ายไปคนละทาง ผมก็เลยอยู่วงทีโบน ก็เริ่มกลับมาเล่นให้อีกหลายๆ วง แล้วก็มาเซ็ตวงใหม่ อยากทำวงใหม่ เลยมีวงเครสเซนโด้จนโด่งดัง เปลี่ยนนักร้องมาเรื่อย ในระยะหลังๆ ก็เลยชวนบอสมาเล่นด้วยกันที่วงเครสเซนโด้"

บอส : "ในช่วงที่พี่โจ้เสียใหม่ๆ ก็คุยกันว่าจะเอายังไงต่อ ตอนนี้ผมปฏิเสธไปเลยว่าไม่เอาแล้ว พอสมันน่าจะอยู่แค่นี้ ให้คนจดจำไว้ตรงนี้ จากนั้นก็ไปทำงานประจำ ไปเป็นครูบ้าง เล่นแบล็กอัพบ้างไปเรื่อยเปื่อย พี่นอก็ชวนไปอยู่เครสเซนโด้อยู่ 2 รอบ จนหลังน้ำท่วมก็เลยกลับมาทำเพลงอยู่วงเครสเซนโด้กับพี่นอ ความรู้สึกที่ไม่อยากทำเพลงเหมือนตอนที่พี่โจ้เสียใหม่ๆ มาถึงตอนนั้น ความรู้สึกมันก็เริ่มๆ จางไปแล้ว หายไปแล้ว"

โจ้ เมื่อครั้งยังร้องเพลงมอบความสุขให้แฟนๆ ภาพจากอินเทอร์เน็ต

ทำไมถึงได้กลับมารวมกันอีกครั้ง?
นอ : "ช่วงที่เราทำคอนเสิร์ตวงพอสที่ศูนย์วัฒนธรรม 3-4 ปีที่แล้ว ก็เลยทำให้ได้กลับมาเจอกัน พอได้กลับมาซ้อมกันอีกครั้งก็รู้สึกว่ามันต่อไม่ยาก เริ่มมีคนซื้อคอนเสิร์ตเรา ก็มีน้องๆ มาฟีเจอริ่งให้ ส่วนหน้าที่ในการทำวงก็เหมือนเดิม แค่ไม่ได้ทำเพลงใหม่ กลับมาร่วมกันเล่นดนตรี และปีนี้เป็น 20 ปีวงพอส ก็มานั่งคุยกันว่า เรามีซิงเกิ้ลของโจ้เหลืออยู่เพลงนึง คือเพลงรักอยู่รอบกาย เป็นการฉลอง 20 ปีวงพอส หลายคนสงสัยว่าเหลืออยู่ได้อย่างไร ไม่ยากเลย เพราะการจะทำอัลบั้ม ก็ต้องทำเกิน 10 เพลงอยู่แล้ว 15-16 เพลงแล้วตัดออกมาเหลือ 10 มาตลอดแต่เพลงนี้ไม่ใช่เพลงที่เหลือพวกนั้น แต่เป็นเพลงที่พี่เป้ มือคีย์บอร์ดที่เล่นอยู่กับเรา เค้าแต่งเพลงนี้ไว้ แล้วชวนโจ้ไปร้อง เป็นเพลงนาทีกว่าๆ เป็นเวอร์ชั่นที่เป็นเปียโน ถูกอัดทิ้งไว้ไม่ได้เอาไปใช้อะไร

พอถึงวันนี้พี่เค้าก็ให้เพลงนี้มา บอกว่าเอาไปใส่ทำนองใหม่ก็เป็นเพลงใหม่ได้นะ พอมันครบ 20 ปี เราเห็นว่ามันเหมาะสมก็เลยเอาเพลงนี้มาทำกัน คุณฟองเบียร์ก็แต่งเนื้อเพิ่มให้ เพื่อขยายเพลงให้มันยาวขึ้น ก็มานั่งคิดว่าจะเอาใครมาร้องดี ก็เลยให้พวกเราร้อง และก็ได้เพลงรักอยู่รอบกาย แต่กว่าจะตัดสินใจทำมันยากมาก ระบบมันเยอะ ทำทำไม ใครสนับสนุน ขายยังไง เพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ยังปล่อยของทั้งทีก็อยากจะให้มันมีคุณค่า เพราะเป็นผลงานที่โจ้เค้าทิ้งไว้ มันพิเศษจริงๆ อย่างที่บอก พอครบ 20 ปี เราก็เลยทำกัน"

ฉลอง 20 วงพอส ด้วยของขวัญชิ้นพิเศษ เพลงรักอยู่รอบกาย

กระแสตอบรับเป็นอย่างไร?
บอส : "ดีมากเลย ยอดวิวสูงมาก การทำงานเพลงในยุคสมัยนี้การประชาสัมพันธ์มันยากมาก เราไม่ใช่วงใหญ่โด่งดัง เป็นวงเก่าแก่ ตอนที่ทำไม่คิดว่าจะกระแสดี แค่คิดว่าจะทำให้แฟนเพลงวงพอสก็พอ ไม่คิดว่าทุกคนจะชอบเพลงนี้"

นอ : "เพลงนี้กระแสดีเกินคาด มันเป็นของขวัญมาให้แฟนๆ นะครับ นั่นเป็นเพลงรักอยู่รอบกาย คิดว่าเป็นของขวัญจากวงพอส เป็นเพลงที่พี่โจ้ร้องไว้ เป็นเสียงของพี่โจ้ เลยอยากให้ฟังกัน เพื่อนเรายังร้องเพลงอยู่นะ อาจจะเป็นซิงเกิ้ลสุดท้ายแล้วมั้งที่เรา 4 คนเล่นด้วย ก็มีความพิเศษจริงๆ สำหรับแฟนเพลงวงพอส"

พวกเราไม่ใช่ตำนาน คนที่เป็นตำนานคือโจ้ พวกเรายังคงต้องทำงานเพลงต่อไป

การเป็นนักดนตรีในยุคก่อนกับยุคนี้แตกต่างกันมากมั้ย?
นอ : "ต่างกันมากครับ ในเรื่องของการขาย การทำโปรดักส์ในแบบอัลบั้มมันจะไม่เหมือนกับทำซิงเกิ้ล ใน 1 อัลบั้ม แต่ละเพลงจะถูกวางหน้าที่แตกต่างกันไป เป็นเพลงเคาะประตูบ้าน เพลงโดน เพลงสนุก แต่ยุคนี้ทุกอย่างมันเร็ว ทุกอย่างต้องยัดอยู่ในซิงเกิ้ลเดียว มาเร็วไปเร็ว ส่งผลต่อผู้ผลิตโดนลดงบในการทำเพลงลง ทำให้การทำเพลงในสมัยนี้ง่ายขึ้น พอคนเริ่มไม่ฟังเพลงที่ลึกมาก ผู้ผลิตก็ลดต้นทุนในการผลิต กระบวนการมันถูกเปลี่ยนไป เพลงสมัยนี้ดังอยู่ในชาร์ตได้ 1 เดือนถือว่าเก่งแล้วนะ เราก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน"

ต่อจากนี้ไปพอสจะทำเพลงอีกมั้ย?
นอ : "เป็นคำถามที่เราก็ยังไม่ได้คิด เดี๋ยวค่อยคิดว่าจะยังไง เพราะเราอายุมากแล้ว ทำเพลงไปจะมีคนฟังมั้ย เพราะสมัยนี้มีศิลปินเยอะมาก ถ้าไม่มีคนรอฟัง ก็ไม่แน่ ส่วนคำที่หลายๆ คนเรียกเราว่าเป็นวงในตำนาน เป็นคำที่คนอื่นเค้าเรียกเรามากกว่า แต่ว่าพวกเราไม่ได้คิดอย่างนั้น เรายกให้ คุณโจ้ ยกให้เค้าเป็นตำนานดีกว่า แต่พวกผมทั้ง 3 คนยังไม่เสร็จงาน ยังต้องทำเพลงกันต่อไป"

3 ตำนานที่ยังมีชีวิตกับอีก 1 ตำนานที่อยู่บนฟ้า นี่ละพวกเขา "พอส".

ไม่คิดว่าทุกคนจะชอบเพลงนี้ เพลงสุดท้ายแล้วมั้งที่เรา 4 คนเล่นด้วยกัน
เอ พลกฤษณ์ วิริยานุภาพ มือกีตาร์
นอ นรเทพ มาแสง มือเบส
บอส นิรุจ เดชบุญ มือกลอง
วงพอสจะยังอยู่ต่อไปหรือไม่ เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้