วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ส่องฟอร์ม 12 อรหันต์เอเชีย ก่อนดวลเดือดคัดบอลโลก รอบ 3

ส่องฟอร์ม 12 อรหันต์เอเชีย ก่อนดวลเดือดคัดบอลโลก รอบ 3

  • Share:

หลังจากฟาดแข้งกันเป็นเวลานานแรมปี ในที่สุดก็ได้ 12 สุดยอดทีมลูกหนังระดับชาติของเอเชีย เพื่อเข้าสู่การแข่งขันรอบคัดเลือก รอบ 3 ฟุตบอลโลก 2018 ที่ทุกทีมต่างพร้อมทุ่มเทและห่ำหั่นกันแบบลืมตาย เพื่อความฝันในการเข้าไปเป็น 32 ทีมจากทั่วโลก ตะลุยรอบสุดท้ายบนดินหมีขาวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า...

สำหรับโซนเอเชีย ที่ได้โควต้าจากฟีฟ่าที่จำนวน 4 ทีมครึ่ง ทำให้ชาติสมาชิกที่สังกัดสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชียกว่า 40 ประเทศต้องชิงชัยกันชนะลืมตาย โดยหลังจากผ่านการคัดเลือก 2 รอบที่ผ่านมาจาก 8 กลุ่ม ก็ได้ทีมที่เข้าสู่รอบคัดเลือก 12 ทีมสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์จะพาไปส่งฟอร์มการเล่นของ 12 อรหันต์เอเชีย ที่กรุยทางเข้าสู่รอบนี้มาได้สำเร็จ ว่าแต่ทีมมีเส้นทางกันอย่างไรบ้าง โดยแบ่งโซนตามที่สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ เอเอฟซี จัดแบ่งไว้ดังต่อไปนี้

โซนเอเชียตะวันตก

ซาอุดิอาระเบีย

ทัพ "เหยี่ยวมรกต" หรือ "เศรษฐีน้ำมัน" ก้าวขึ้นมาเป็นขาประจำของศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะฟอร์มดีหรือร้ายยังไง พวกเขาก็สามารถเอาตัวรอดเข้าสู่รอบลึก ๆ ของการแข่งขันรอบคัดเลือก ศึกฟุตบอลโลกโซนเอเชียได้เสมอ

ทัพเศรษฐีน้ำมันพร้อมล่าตั๋วลุยบอลโลกอีกสมัย

โดยในรอบคัดเลือกรอบ 2 ที่ผ่านา ซาอุฯ ถูกจัดให้เป็นทีมวางในกลุ่ม เอ ซึ่งฟอร์มและชื่อชั้นเหนือกว่าเพื่อร่วมกลุ่มอยู่หลายช่วงตัว ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอาหรับ เอมิเรสต์, ปาเลสไตน์, มาเลยเซีย หรือแม้แต่ ติมอร์ เลสเต เก็บไปได้ทั้งสิ้น 20 คะแนน จาก 8 นัด มีผลประตูได้เสียอยู่ที่ +24 ทำสถิติชนะมากที่สุดด้วยการบุกไปไล่ถลุง ติมอร์ฯ ถึงถิ่น 10-0 นั้นยิ่งแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ขุนพลนักเตะซาอุดิอาระเบียมีความยอดเยีี่ยมเพียงใด และจบในตำแหน่งอันดับที่ 1 ของกลุ่ม เอ แบบไร้คู่แข่ง

สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในทีมระดับหัวแถวของเอเชีย ยูเออี คือหนึ่งในนั้น และด้วยความที่โครงสร้างฟุตบอลในประเทศแข็งแกร่งอยู่แล้ว ทำให้พวกเขาพยายามตั้งเป้าหมายในการต่อยอดความสำเร็จ ด้วยการผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลให้ได้

ถึงแม้เกมแรกจะเริ่มต้นแบบฝืดคอ ด้วยการออกเฉือนเอาชนะ ติมอร์ฯ เพียงแค่ 0-1 แต่หลังจากที่ มาห์ดี อาลี กุนซือใหญ่เร่งจุนเครื่องติด จนกลายสภาพเป็นหนึ่งในทีมที่ดาหน้าไล่ถล่มคู่แข่งชนิดไร้ความปราณี โดยเฉพาะการเปิดบ้านไล่ยำใหญ่รองแชมป์อาเซียนอย่าง มาเลเซีย 10-0 จน ดอลลาห์ ซาเลห์ กุนซือใหญ่ทีมเสือเหลืองต้องเปิดหมวกลาทีมเพื่อรับผิดชอบผลงาน

กระทั่งในท้ายที่สุด สามารถเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้ายด้วยการเป็น 1 ใน 4 ทีมรองแชมป์กลุ่มที่ดีที่สุด ด้วยผลงาน 17 คะแนน จาก 8 นัด มีประตูได้เสียสูงถึง +21 เลยทีเดียว

สหรัฐอาหรับ เอมิเรสต์ พร้อมแล้วสำหรับการท้าชิงกับยอดทีมของทวีป

กาตาร์

ว่าที่เจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2022 ที่ถึงแม้ประชากรในประเทศจะมีจำนวนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมทวีป แต่ผลงานด้านลูกหนังถือว่าน่ากลัวไม่เป็นสองรองใคร

ถึงแม้จะว่ากำลังอยู่ในช่วงของการสร้างทีมสายเลือดใหม่ เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในอีก 6 ปีข้างหน้า แต่ผลงานในรอบคัดเลือกภายใต้การกุมบังเหียนของ โฆเซ ดาเนียล การ์เรโน กุนซือชาวสแปนิชยังคงเชื่อขนมกินได้ เก็บชัยชนะมา 7 เกมรวด ก่อนจะมาเสียสถิติในเกมสุดท้าย ด้วยการออกไปพ่ายให้กับ จีน 2-0 แต่นั้นก็ไร้ความหมาย เมื่อพวกเขาตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้ายไปแล้ว ในฐานะแชมป์กลุ่ม ซี เก็บได้ 21 แต้ม จาก 8 นัด


ซีเรีย

อีกหนึ่งทีมแกร่งจากย่านตะวันออกกลางที่โชว์ฟอร์มได้ตามมาตรฐาน เมื่อตลอดทั้ง 8 เกม ในรอบ 2 พวกเขาเอาชนะคู่ปรับร่วมสายอย่าง สิงคโปร์, อัฟกานิสถาน และ กัมพูชา ได้ทั้งไปและกลับ จะมีก็เพียงการแพ้ให้กับทัพนักเตะทีมซามูไร เต็งหามของกลุ่ม อี เพียงทีมเดียวเท่านั้น ทำให้จบการแข่งขันในรอบนี้ ทัพนักเตะจากซีเรียเข้าป้ายในรอบ 12 ทีมสุดท้ายเอเชีย ด้วยโควตา 1 ใน 4 ทีมรองแชมป์กลุ่มที่ดีที่สุดด้วยเช่นกัน


อิรัก

ทัพแข้งสิงโตแห่งเมโซโปเตเมีย อดีตแชมป์เอเชียน คัพ เมื่อปี 2007 ถูกจับตามองว่าน่าจะผ่านเพื่อนร่วมสายได้อย่างไม่ยากมากนัก หลังถูกจับสลากให้อยู่กับ ไทย, เวียดนาม ไต้หวัน และ อินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเสียงนกหวีดเริ่มต้นวินาทีแรกของเกมแรก ลูกทีมของ ยาย่าห์ อัลวาน กลับทำได้อย่างน่าผิดหวัง เมื่อจบ 6 นัด มีอยู่เพียง 12 คะแนน จากการชนะ 3 แพ้ 3 ถึงแม้ขุมกำลังจะอุดมไปด้วยนักเตะหลากดีกรีอย่าง ซาอัด นาติก, ดูร์กอม อิสมาอิล, อาลี อัดนาน ดาวเตะจากอูดิเนเซ่, โอซามา ราชิด, ซาอัด อับดุล อาเมียร์ และ หัวหอกจอมเก๋าอย่าง ยูนิส มาห์มูด ก็ตาม แต่ฟอร์มโดยรวมกลับไม่น่าพอใจ

สุดท้ายแล้วถึงแม้จะเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายได้ตามเป้า แต่ ยาย่าห์ อัลวาน กุนซือใหญ่แสดงสปิริตรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง ทำให้ต้องดันเอา อับดุล-กานี ชาฮัด โค้ชทีม ยู-23 เข้ามาสานต่องานในรอบต่อไปแทน

โซนเอเชียกลาง

อิหร่าน

ทีมดังแห่งแดนเปอร์เซียอย่าง "อิหร่าน" ชื่อนี้ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณให้รำคาญยุ่งยากใจ และเป็นหนึ่งในทีมที่ไม่สูญเสียความบริสุทธิ์ให้กับเพื่อนร่วมกลุ่มทั้ง โอมาน, เติร์กเมนิสถาน, กวม และ อินเดีย เก็บไปได้ทั้งสิ้น 20 คะแนน ทิ้งห่างทีมรองจ่าฝูงถึง 6 แต้ม

"อิหร่าน" ยังคงแข็งแกร่งเสมอเมื่อเล่นกับเพื่อนร่วมทวีป

หลังจากเคยทะลุเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลกถึง 4 ครั้ง ในปี 1978, 1998, 2006 และ 2014 ขุนพลนักรบทะเลทรายหวังเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้เดินทางไปสัมผัสบรรยากาศฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอีกครั้งบนดินแดนหมีขาว

ซึ่งหากไม่มีอุปสรรคให้วุ่นวายใจเหมือนในการแข่งขันเอเชียนคัพ 2015 ที่ผ่านมา ทั้งปัญหาความขัดแย้งในสมาคมฯ รวมถึงเรื่องงบประมาณ เชื่อแน่ว่าเส้นทางที่ คาร์ลอส เคยรอซ จะนำทัพอิหร่านทะยานเข้าสู่ฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกันได้ไม่ยาก

อุซเบกิสถาน

ทัพนักเตะอุซเบก เกือบสานฝันเข้าสู่รอบสุดท้ายในฟุตบอลโลก 2014 ได้เป็นครั้งแรก เมื่อจบอันดับที่ 3 ในรอบ 10 ทีมสุดท้าย กลุ่ม เอ แต่ต้องพ่ายการดวลจุดโทษให้กับ จอร์แดน ในรอบเพลย์ออฟแบบน่าเจ็บใจ ทำให้พพวกเขาตั้งความหวังไว้อย่างแรงกล้า ที่จะแก้ตัวให้ได้อีกครั้งในอีก 4 ปีถัดมา

และถึงแม้จะประเดิมเปิดหัวไม่ค่อยสวยนักในรอบคัดเลือก รอบ 2 เมื่อต้องออกไปพ่ายให้กับ เกาหลีเหนือ ถึงกรุงเปียงยาง 4-2 แต่หลังจากนั้นลูกทีมของ แซมเวล บาบายาน ก็เดินหน้าเร่งเครื่องเก็บชัยได้ครบ 7 นัดรวด ทะยานขึ้นมายึดตำแหน่งแชมป์กลุ่ม เอช ได้อย่างน่าประทับใจ

โซนเอเชียตะวันออก

จีน

ทัพนักเตะแห่งแดนมังกร เคยประสบความสำเร็จในศึกฟุตบอลโลกเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น คือในปี 2002 ที่เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพร่วมกัน หลังจากนั้นยังไม่เข้าใกล้ความสำเร็จที่เคยทำได้อีกเลย ถึงแม้จะได้กุนซือระดับชั้นนำอย่าง โฆเซ อันโตนิโอ คามาโช และ อแล็ง แปร์แรง เข้ามาทำทีม แต่กลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

ทัพนักเตะจากแดนมังกรอยู่ในฟอร์มที่สุดสะเด่า

แต่ในการแข่งขันรอบ 2 ที่ผ่านมา ทัพลูกหนังจากแดนเส้าหลิน ซอคเกอร์ ภายใต้การคุมทัพของ เกา ฮง โป อดีตดาวยิงทีมชาติจีนในยุค 90 แม้จะใช้สิทธิ์ผ่านเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายของเอเชีย ในฐานะรองแชมป์กลุ่ม ซี แต่เมื่อมองถึงรูปแบบการเล่นแล้วต้องยกนิ้วให้เลยทีเดียว เมื่อยิงไปได้ถึง 27 ประตู เสียเพียงแค่ลูกเดียวเท่านั้นให้กับ กาตาร์ ในเกมที่บุกไปพ่ายแบบน่าเจ็บใจ 1-0 เมื่อเดือนตุลาคมปี 2015 และเชื่อแน่ว่าด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ น่าจะทำให้ทุกทีมไม่สามารถมองข้ามจีนได้เลย ในสุดท้ายที่กำลังจะถึงนี้

ญี่ปุ่น

ทัพนักเตะซามูไร สถาปนาตัวเองเป็นขาประตูของศึกฟุตบอลโลกมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 1998 ที่ผ่านมา และยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อได้ วาฮิด ฮาลิลฮอดซิช เข้ามารับตำแหน่งแทนที่ ฮาเวียร์ อกีร์เร

ทีมชาติญี่ปุ่นถึงแม้จะออกตัวช้า แต่ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างคงเส้นคงวา

ถึงแม้ในรอบคัดเลือกรอบ 2 กลุ่ม อี จะเสียรางวัดไปบ้าง เมื่อทำได้เพียงแค่การออกสตาร์ตนัดแรก ด้วยการเสมอกับ สิงคโปร์ คาบ้านตัวเอง 0-0 ที่ไซตามะ แต่หลังจากนั้นทัพนักเตะซามูไรบลู ก็กลับมาสู่ฟอร์มอันคงเส้นคงวาอีกครั้ง เก็บชัยชนะได้อีก 7 เกมรวด ไม่เสียประตูให้กับคู่แข่งแม้แต่ลูกเดียว ลอยลำเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม อี ได้ตามความหมาย

เกาหลีใต้

ทัพนักเตะจากแดนโสมขาว คือ 1 ใน 2 ทีมที่ไม่เสียประตูให้กับทีมใดเลย ในรอยคัดเลือกรอบ 2 แต่ที่เจ๋งกว่านั้นและไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ลูกทีมของ อูลี สติลิเก เป็นเพียงทีมเดียวเท่านั้นในเอเชีย ที่เก็บชัยชนะได้ครบทุกนัด ยิงคู่แข่งได้ทั้งสิ้น 24 ประตู

นักเตะทีมชาติเกาหลีใต้่ จบรอบ 2 ด้วยการครองสถิติไม่แพ้ใคร

โดยขุนพลนักเตะพลังโสมที่ส่วนใหญ่ ต่างค้าแข้งอยู่ในยุโรปไม่ว่าจะเป็น ซอน ฮึง มิน ของทอตแนม ฮอตสเปอร์, กี ซอง ยอง ของ สวอนซี ซิตี้, ปาร์ค จู โฮ แห่ง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, คิม จิน ซู แห่ง ฮอฟเฟ่นไฮม์ หรือแม้แต่ ซุค ฮุน จุน จาก เอฟซี ปอร์โต ซึ่งนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ทีมชาติเกาหลีใต้ชุดนี้ถึงได้แกร่งทั่วแผ่น และไร้เทียมทานเมื่อปะทะกับทีมร่วมทวีปในรอบที่ผ่านมา

โซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ไทย

ทัพนักเตะช้างศึกภายใต้การคุมทัพของ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตศูนย์หน้าระดับตำนาน ต่างโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงที่ผ่านมา เมื่อในรอบคัดเลือกรอบ 2 อยู่ร่วมสายกับอย่าง อิรัก, เวียดนาม และ ไต้หวัน

ทีมชาติไทยโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมภายใต้การคุมทัพของ "ซิโก้"

ซึ่งด้วยศักยภาพที่รุดหน้าไปเป็นอย่างมาก ทำให้นักเตะจากแดนสยามโชว์ฟอร์มได้อย่างสะใจกองเชียร์ เข้าป้ายเป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่ม เอฟ ส่งให้คู่ปรับสำคัญร่วมสายอย่าง อิรัก อดีตแชมป์เอเชียปี 2007 ต้องลงไปดิ้นรนเข้ารอบในฐานะอันดับที่ 2 ของสายแทน

ออสเตรเลีย

ทัพนักเตะซอคเกอรูส์ ย้ายสังกัดจากโซนเอเซียเนีย มาอยู่ร่วมกับ เอเอฟซี เมื่อปี 2006 เพราะต้องการผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องไปลุ้นเพลย์ออฟกับตัวแทนจากโซนคอนคาเคฟ และหลังจากได้ย้ายโซนสมใจ พวกเขาก็เป็นหนึ่งในตัวแทนจากเอเซียแทบทุกครั้ง ในการเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 3 ครั้งหลังสุด

"ทิม เคฮิลล์" พร้อมนำทัพซอคเกอรูส์ ตะลุยบอลโลกอีกสมัย

และในการคัดเลือกของปี 2018 เช่นกัน ทัพนักเตะออสซีถูกจับสลากให้อยู่ร่วมสาย บี ร่วมกับ จอร์แดน, คีร์กีสถาน, ทาจิกิสถาน และ บังคลาเทศ และสามารถจบการแข่งขันรอบนี้ ด้วยการยึดตำแหน่งจ่าฝูงได้ตามคาดในฐานะแชมป์กลุ่ม เบียดแซง จอร์แดน ไปเพียงไม่กี่แต้มเท่านั้น

สำหรับในรอบต่อไป จะมีการจับสลากแบ่งสายในรอบ 12 ทีม แบ่งออกเป็น 2 สาย ๆ ละ 6 ทีม ในวันที่ 12 เมษายนนี้ ที่สำนักงานใหญ่ของ เอเอฟซี ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะทำให้ได้ทราบกันแล้วว่า แต่ละทีมจะมีโอกาสมากน้อยเพียงใด ในการเป็นตัวแทนของเอเชียไปล่าฝันที่รัสเซียต่อไป.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้