วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สมฉายา “มือปราบงาช้าง” “เฉลิมเกียรติ” ปลดล็อกไซเตส

สมฉายา “มือปราบงาช้าง” “เฉลิมเกียรติ” ปลดล็อกไซเตส

  • Share:

เป็นภารกิจที่ท้าทายคนไทย ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันดำเนินการงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้หลุดพ้นจาก 1 ใน 8 ประเทศที่คณะอนุกรรมการไซเตส “CITES” อยู่ในห่วงโซ่การค้างาช้างแอฟริกาที่ผิดกฎหมาย

หากประเทศไทยไม่ผ่านการพิจารณา สำนักเลขาธิการ CITES อาจพิจารณาแจ้งเวียนให้ประเทศสมาชิกระงับการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าในบัญชี CITES กับประเทศไทย จะมีผลกระทบเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 47,500 บาท สูญเสียตลาดต่อเนื่อง 4 ปี

กระทบการจ้างงานในกิจการ 39,000 คน และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย

ปี 2558 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มอบหมาย พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. ให้รับผิดชอบงานป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลได้ออกแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งประเทศไทย 2558 ได้ตั้งให้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ในฐานะ ผอ.ศปทส.ตร. เป็นประธานคณะอนุกรรมการด้านการกำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมายตามแผน

ปัญหาสำคัญในขณะนั้น คือ ปัญหาการลักลอบค้าไม้พะยูง และการค้างาช้าง

ในห่วงโซ่การค้างาช้างแอฟริกาที่ผิดกฎหมาย ประเทศต้นทางมี เคนยา แทนซาเนีย ยูกันดา ประเทศทางผ่าน มีมาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และประเทศปลายทางมี จีน และไทย

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติได้ออกแผนปฏิบัติการ 2 แผน คือ 1.แผนป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2558 และ 2.แผนปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามการค้างาช้าง แบบ “ขุดราก ถอนโคน” ใช้มาตรการยึดทรัพย์ และกฎหมายฟอกเงินกับผู้กระทำผิด ขยายผลให้ถึงเครือข่าย ผู้มีอิทธิพล ผู้สมคบ และผู้สนับสนุนให้ได้ผลอย่างจริงจัง

เป้าหมายคือ 1.ยึดผืนป่าที่บุกรุกโดยนายทุนและหรือผู้มีอิทธิพล กลับมาเป็นของรัฐ และปลูกป่าทดแทน ให้มีป่าไม้เพิ่มขึ้นเกินกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ 2.ต้องรักษาไม้มีค่า เช่น ไม้พะยูง ไม้สัก ไม้ชิงชัน และไม้หวงห้ามให้คงอยู่กับผืนป่า 3.ดำเนินการป้องกันปราบปรามการค้างาช้างผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการกีดกันทางการค้า 4.แก้ไขปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ

ปัญหาเร่งด่วนคือ การลักลอบค้างาช้าง ที่ไทยถูกกดดันจากคณะกรรมการบริหารไซเตส (CITES) ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร CITES ครั้งที่ 64 หากไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการ จะมีผลให้ถูกระงับการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าตามบัญชี CITES ไทยต้องปรับปรุงแก้ไขแผนปฏิบัติการงาช้างใหม่

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติได้ออกแผนปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามการค้างาช้าง มีการกำหนดพื้นที่วิกฤติ 12 จังหวัดเป้าหมาย มีการตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจสืบสวนปราบปรามทั้งสิ้น 18 ชุด ดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ โดยใช้ยุทธศาสตร์ ห้ามนำเข้ามา ห้ามนำออก และปราบปรามในประเทศให้สิ้นซาก บูรณาการทุกภาคส่วน ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมปศุสัตว์ การท่าเรือฯ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และกรมศุลกากร

จับกุมผู้กระทำความผิดรายใหญ่ และขยายผลถึงนายทุนชาวต่างชาติ และเครือข่ายผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง สามารถสืบสวนขยายผลจากการค้าขายภายในประเทศไปสู่การออกหมายจับนายทุนจากต่างประเทศ

ผลการสืบสวนปราบปรามที่โดดเด่น

มีผลการปฏิบัติที่มีความสำเร็จอย่างมาก ปี 2557 จับกุม 12 ราย งาช้าง 501 กิ่ง มูลค่า 85,557,439 บาท ปี 2558 จับกุม 13 ราย งาช้าง 2,240 กิ่ง มูลค่า 459,126,940 บาท

เป็นส่วนหนึ่งที่คณะกรรมการบริหารไซเตส (CITES) ประชุมกันครั้งที่ 66 เมื่อวันที่ 11-15 ม.ค.ที่ผ่านมา ประเมินประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีสถานะน่ากังวลอย่างมาก ไซเตสขอให้ดำเนินการในกิจกรรมตามแผน ส่วนที่ยังไม่แล้วเสร็จให้ลุล่วงให้แล้วเสร็จในปี 2559

มีโอกาสที่ปลดล็อก 1 ใน 8 ที่อยู่ในข่ายหลุดพ้นบัญชีดำกีดกันการค้าของไซเตส

การจับกุมงาช้างที่มาจากเรือขนส่งสินค้าจากประเทศเคนยา จนประเทศเคนยาจับกุมดำเนินคดีกับผู้ส่งงาช้าง ทำให้ไทยและเคนยา ได้ 100 คะแนน เป็นผลงานที่ได้รับการยอมรับในการปราบปรามงาช้าง

“นโยบายสำคัญที่จะดำเนินการเกี่ยวกับแผนงาช้างในปีนี้ปรับแผนและเป้าหมายให้สอดคล้องกับปัจจุบัน เดิมได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายอยู่ที่ 12 จังหวัดวิกฤติ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ กาญจนบุรี ภูเก็ต พระนครศรีอยุธยา อุทัยธานี นครสวรรค์ เชียงใหม่ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ แต่ปีที่ผ่านมาผู้กระทำความผิดได้ปรับเปลี่ยนวิธีการลักลอบ โดยมีทั้งการลักลอบผ่านแนวชายแดนทางภาคใต้ โดยการขนส่งทางรถยนต์ผ่านมาทางประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย สิงคโปร์ การขนส่งโดยสายการเดินเรือ และทางสายการบิน ปรับเป้าหมายใหม่ เพิ่มเติมจังหวัดที่มีสนามบินนานาชาติ ท่าเรือ และแนวชายแดน เป็นเป้าหมายเฝ้าระวังดำเนินการด้วย โดยครั้งนี้ ให้แต่ละ บช.จัดชุดปฏิบัติการ

ขึ้นมา บช.ละ 1 ชุด สืบสวนหาข่าว เฝ้าระวัง เป้าหมาย สนามบินนานาชาติ เพิ่มเติม เช่น ภูเก็ต สมุย หาดใหญ่ เชียงใหม่ อุดรธานี และอู่ตะเภา โดยเฉพาะที่สนามบินอู่ตะเภาได้ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมในการป้องกันก่อนที่จะมีการเปิดใช้เป็นสนามบินนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบในเร็วๆนี้”

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ มีส่วนผลักดันแก้ไข พ.ร.บ.งาช้างและอยู่เบื้องหลังการปราบปรามงาช้าง เป็นเสมือนภารกิจสำคัญของชาติไทยที่ต้องทำให้ได้ ได้ย้ำให้เห็นถึงนโยบายที่จริงจังของรัฐบาล

“เป้าหมายแนวชายแดน เช่น ด่านสะเดา ปาดังเบซาร์ ซึ่งเป็นช่องทางหลบเลี่ยงของผู้กระทำผิดนำงาช้างมาลงสนามบินหรือท่าเรือในประเทศเพื่อนบ้าน แล้วเคลื่อนย้ายโดยรถยนต์ผ่านแนวชายแดน เพราะการตรวจสอบการลำเลียงทางรถยนต์ยังไม่ค่อยละเอียดและไม่สามารถเอกซเรย์รถยนต์ได้ทุกคัน ส่วนด่านชายแดนหนองคาย และช่องเม็ก จะเป็นด่านที่มีการส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญเป้าหมายท่าเรือ เช่น ท่าเรือกรุงเทพฯ ท่าเรือแหลมฉบัง สินค้าที่มักมีการลักลอบลำเลียงมากับตู้คอนเทนเนอร์ทางเรือ เน้นการใช้นิติวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการสืบสวนขยายผล ทุกคดี ซึ่งพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นที่ยอมรับในทางคดีและเป็นที่ยอมรับกันทั่ว

“ผมเอาจริงกับเรื่องนี้ และจะดำเนินการปราบปรามมิให้มีการค้างาช้างแอฟริกาในประเทศไทยหรือใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของการค้าอีกต่อไป โดยจะทำต่อเนื่อง และผมภูมิใจมากที่ได้รับฉายา “มือปราบไซเตส” และ “มือปราบงาช้าง” ซึ่งจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด”

ส่วนหนึ่งมาจากการบังคับใช้กฎหมาย และความตั้งใจของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในการปราบปรามการลักลอบค้างาช้าง โดยอาศัยความทุ่มเทของ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน

เดินหน้าทำทุกวิถีทางเพื่อแลกกับเครดิตความน่าเชื่อของประเทศไทยในสายตาชาวโลก

เพื่อหลุดพ้นจาก 1 ใน 8 ประเทศเสี่ยงถูกเสนอบัญชีดำ.

ทีมข่าวอาชญากรรม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้