วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ชายหาดสุดพิสดาร

ชายหาดสุดพิสดาร

  • Share:

กรวดทรายหลากสีบนหาดแก้ว

คิมหันต์กรายมา พาให้ผู้คนนึกถึงสถานที่พักตากอากาศ ผ่อนคลายความรุ่มร้อนและเหนื่อยล้าจากอุณหภูมิและการทำงาน สถานที่ที่มีผืนน้ำกว้าง ไกลสุดสายตา แผ่นฟ้าสีครามงดงามจับใจ และสายลมโบกโบยลูบไล้ผิวกาย หาดทรายริมฝั่งทะเลคงเป็นสถานที่ยอดปรารถนาของใครหลายๆคนในช่วงเวลานี้

หาดทรายและทะเลสวยๆนั้นหาไม่ยากครับ ทะเลบ้านเราก็งามติดอันดับโลก ผู้คนจากทุกทวีปล้วนประทับใจเมื่อได้มาเยี่ยมเยือน แต่แน่นอนว่าสวยอย่างเดียวคงไม่พอสำหรับคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน วันนี้ผมจึงมีชายหาดที่แปลกพิลึกมาให้ชมกัน จะแปลกตาแค่ไหนเราไปดูกันเลยครับ

หาดแก้ว (Glass Beach) อยู่ในอุทยานแห่งรัฐแมคเคอร์ริเชอร์ (MacKerricher State Park) ใกล้เมืองฟอร์ต บรากก์ (Fort Bragg) แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา หาดทรายชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกแห่งนี้มีดีที่เม็ดกรวดทราย ซึ่งอาจจะจินตนาการได้ว่าไม่ด้อยกว่าเกาะแก้วพิสดารของพระฤาษีในเรื่องพระอภัยมณีเลยทีเดียว หาดแก้วแห่งฟอร์ต บรากก์นั้นงามวิจิตรด้วยเม็ดกรวดทรายหลากสี สวยจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นเม็ดกรวดทรายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

ผืนทรายสีเขียวที่หาดปาปาโกเลีย.

ซึ่งก็เป็นผลงานของธรรมชาติแค่ครึ่งหนึ่งล่ะครับ

ที่ว่าแค่ครึ่งหนึ่งก็เพราะแก้วเหล่านี้มีที่มาจากน้ำมือมนุษย์ และน่าทึ่งที่มันเกิดขึ้นจากขยะ! ขยะที่มนุษย์นำมาถมทิ้งไว้ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 ขยะเหล่านี้มีทั้งเศษแก้ว, เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจน ถึงยานพาหนะ มีการเผาเพื่อลดขนาดขยะอยู่เป็นระยะ แปลงขยะมีอยู่ทั้งหมด 3 แปลง เมื่อทิ้งจนแปลงแรกเต็มก็ย้ายไปแปลงถัดไป มีการทยอยทิ้งเศษวัสดุมาตั้งแต่ปี 1906 มาจนถึงปี 1967 ก็ถูกปิดพื้นที่โดยทางการ หลังจากนั้นก็มีการเคลียร์ขยะออกไป ขยะจำพวกโลหะถูกขนไปขาย ขยะบางส่วนถูกนำไปสร้างงานศิลปะ ส่วนเศษวัสดุจำพวกแก้วและเครื่องปั้นดินเผานั้นถูกคลื่นลมชายฝั่งบดย่อยและกลึงจนหมดคมกลายเป็นเม็ดกรวดผิวเกลี้ยงเกลาวาววาม

แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวนับหมื่นไปชมชายหาดสุดแปลกแห่งนี้ ในอนาคตกรวดแก้วจะถูกคลื่นลมบดย่อยจนลดน้อยลงไปเพราะไม่มีวัตถุดิบมาเติมเต็มดังเช่นในอดีต ซึ่งทางเทศบาลของเมืองฟอร์ต บรากก์ก็บอกว่าการจะเติมแก้วลงไปในทะเลอีกนั้นไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงอย่างแน่นอน

เครื่องบินทะยานในระยะประชิดเหนือหาดมาโฮ.

หาดปาปาโกเลีย (Papakōlea Beach) หรืออีกชื่อคือหาดมาฮาน่า (Mahana Beach) หาดรูปจันทร์เสี้ยวในหมู่เกาะฮาวายแห่งนี้ก็มีดีที่เม็ดทรายเช่นกัน เพราะทรายชายหาดที่นี่มีสีเขียว! บนโลกเรานี้เท่าที่ทราบกันก็มีหาดทรายสีเขียวอยู่ 4 แห่ง อีก 3 แห่งที่เหลือคือ หาดตาโลโฟโฟ (Talofofo Beach) บนเกาะกวม, หาดบนเกาะฟลอเรียนา (Floreana Island) ในหมู่เกาะกาลาปากอส และที่ทะเลสาบฮอร์นอินดัลส์วาตเนต (Hornindalsvatnet) ในประเทศนอร์เวย์

ทรายสีเขียวเหล่านี้มีที่มาจากการระเบิดของภูเขาไฟในอดีต ซึ่งได้พ่นเอาแร่โอลิวีน (olivine) ซึ่งมีลักษณะคล้ายแก้วผลึกขึ้นมาพร้อมกับลาวาจากใต้พิภพ คำว่าโอลิวีนนั้นแปลว่าสีเขียวมะกอก สำหรับที่ฮาวายมีการขนานนามแร่โอลิวีนว่าเป็น เพชรแห่งฮาวาย (Hawaiian Diamond) กันเลยทีเดียว ทรายสีเขียวที่หาดปาปาโกเลียมาจากการระเบิดของภูเขาไฟปูมาฮาน่า (Pu’u Mahana) เมื่อประมาณ 49,000 ปีก่อน ถ้าอยากเข้าไปชมหาดแห่งนี้ก็ต้องลำบากกันนิดหน่อย ด้วยการเดินเท้าผ่านทุ่งหญ้าหรือใช้รถโฟร์วีลลุยไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยวแล้วปีนหน้าผาเตี้ยๆลงไปเพื่อสัมผัสกับเม็ดทรายสีเขียวที่มีอยู่ไม่กี่แห่งบนโลกนี้

ช้างป่าบนหาดโลอังโก.

เวลาไปพักผ่อนตามชายหาดเรามักคิดถึงความเงียบสงบผ่อนคลาย มีเพียงเสียงลมและคลื่นดังแผ่วพลิ้วเป็นจังหวะ แต่ทว่านักท่องเที่ยวที่ไปยัง หาดมาโฮ (Maho Beach) จะได้เจอประสบการณ์ที่ตรงกัน ข้ามกับชายหาดแห่งอื่นอย่างสิ้นเชิง หาดมาโฮที่ว่านี้อยู่ที่เกาะ เซนต์มาร์ติน (Saint Martin) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลแคริบเบียน เกาะนี้มีพื้นที่แค่ 87 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่าเกาะภูเก็ตของเราเกือบ 10 เท่า แต่มีผู้ครอบครองตั้ง 2 ประเทศ คือเป็นดินแดนของฝรั่งเศส 60% และอีก 40% ที่เหลือเป็นของเนเธอร์แลนด์ ชาวฝรั่งเศสออกเสียงเรียกชื่อเกาะนี้ว่า แซ็ง มาร์แต็ง ส่วนพวกที่ใช้ภาษาดัตช์นั้นออก เสียงว่า ซินต์ มาร์เติน

เนื่องจากเป็นเกาะเล็กๆ แต่มีสนามบินบนเกาะ และปลายทางของรันเวย์ที่สั้นกว่ารันเวย์แห่งอื่นก็อยู่ไม่ห่างจากชายหาด เวลาเครื่องบินขึ้น-ลงแต่ละครั้งจึงร่อนอยู่สูงเหนือหาดไม่เท่าไหร่ สร้างความตื่นเต้นระทึกใจให้นักท่องเที่ยวบนชายหาดในระดับที่เรียกว่าลมกระชากหัว บางคนอาจถูกแรงปะทะผ่านอากาศจากการจุดระเบิดของเครื่องเจ็ตกระแทกตกน้ำตกท่ากันไปเลยตามร้านอาหารที่นี่จึงมีตารางเวลาขึ้น-ลงของเครื่องบินแสดงไว้ รวมถึงมีประกาศเสียงตามสายแจ้งทุกครั้งที่จะมีการบินผ่านเหนือหาดด้วย เป็นเสน่ห์ ที่หาได้ยากจากหาดไหนๆในโลก และที่นี่อาจจะเป็นชายหาดแห่งเดียวที่นักท่องเที่ยวจะได้เห็นป้ายเตือนว่า “ระวังเครื่องบิน!”

แนวหินกลมบนหาดลูกโบว์ลิ่ง.

หาดหมู (Pig Beach) ก็เป็นหนึ่งในหาดสุดแปลกที่น่าไปเยือน หาดนี้ อยู่ที่เกาะซึ่งมีฉายาว่า เกาะหมู หรือชื่อทางการก็คือเกาะ บิ๊ก เมเจอร์ เคย์ (Big Major Cay) ที่ประเทศบาฮามาส ในมหาสมุทรแอตแลนติกในเกาะจำนวนกว่า 700 เกาะของบาฮามาส มีแค่ราวๆ 30 เกาะเท่านั้นที่มีคนอาศัยอยู่ แต่มีพิเศษอยู่เกาะหนึ่งซึ่งเป็นที่อาศัยของหมู ที่ได้รับฉายาว่า “หมูทะเล” ต้นตระกูลของพวกมันถูกชาวเรือนำไปปล่อยไว้บนเกาะนี้ตั้งแต่สมัยไหนก็ไม่แน่ชัด รู้แค่ว่าคนปล่อยตั้งใจจะใช้มันเป็นอาหารยามแวะกลับมาที่เกาะนี้ แต่พวกนักเดินเรือก็ไม่ได้กลับมา เหล่าหมูน้อยจึงรอดมาได้และอยู่กันเรื่อยมา ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้เห็นหมูโดดลงน้ำ ว่ายฝ่าคลื่นมาที่เรือเพื่อขออาหาร พวกมันกินอาหารในน้ำทะเลได้อย่างคล่องแคล่ว ยามว่างก็วิ่งเล่นหากินและนอนผึ่งพุงกันตามหาดทราย นักท่องเที่ยวยังมีโอกาสได้ว่ายน้ำคลอเคลียไปกับเหล่าสุกรทะยานสมุทรที่แสนเชื่องเหล่านี้ด้วย

สัตว์ต่างถิ่นที่ถูกนำไปปล่อยนั้นหลายๆ แห่งก็ทำให้สัตว์พื้นถิ่นถูกทำลาย นิเวศดั้งเดิมสูญเสียไป ในบ้านเราเองก็มีปัญหานี้อยู่ไม่น้อย งั้นเราไปดูชายหาดที่มีสัตว์ป่าดั้งเดิมมาเดินเตร็ดเตร่เล่นน้ำกันบ้างดีกว่า หาดทรายชายทะเลที่ผมจะพาไปนี้มีทั้ง ช้างป่า, ควายป่า, หมูป่า, เสือดาว, กอริลลา และฮิปโปโต้คลื่น!

หาดโลอังโก (Loango Beach) อยู่ในอุทยานแห่งชาติโลอังโก ประเทศกาบอง ในแอฟริกา อุทยานแห่งชาติขนาด 1,550 ตารางกิโลเมตร ที่มีทั้งผืนป่า, ทะเลสาบ และชายฝั่งทะเลแห่งนี้คือสวรรค์ของสัตว์ป่าหายากนานาชนิด กาบองเป็นประเทศที่อยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตรพอดีจึงมีความอุดมสมบูรณ์กว่าหลายๆประเทศในทวีปแอฟริกา อีกทั้งยังมีพื้นที่ป่าเหลืออยู่ถึง 85% ของประเทศ และเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งบนโลกที่เราจะมีโอกาสได้เห็นสัตว์ป่าแห่งแอฟริกาเดินหากินอยู่ตามชายหาดที่ยาวตั้ง 100 กิโลเมตร ด้วยว่าบนหาดมีหญ้าเขียวชอุ่มยั่วใจให้เจ้าสัตว์ยักษ์อย่างควายป่า และฮิปโปโปเตมัส มาเติมกระเพาะไม่ให้พร่อง ช้างป่าก็ติดใจผลของต้นปาล์มที่ขึ้นอยู่ตามชายหาด ถ้าโชคดีอาจได้เห็นฮิปโปเริงร่าในเกลียวคลื่นน้ำเค็มของมหาสมุทรแอตแลนติก ในบางฤดูจะมีเต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่วาฬหลังค่อม และโลมา ก็รวมฝูงกันอยู่มากมายในแถบถิ่นนี้

เหล่าหมูน้อยที่หาดหมู.

ย้อนกลับมาที่แคลิฟอร์เนียกันอีกครั้ง คราวนี้ไปดูกันที่ พอยต์ อารีนา (Point Arena) มีหาดสุดพิศวงนามว่า หาดลูกโบว์ลิ่ง (Bowling Ball Beach) ชายหาดสุดตื่นตานี้อยู่เบื้องหน้าผาหิน และสิ่งอัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ปรากฏอยู่บนชายหาดก็คือ ลูกโบว์ลิ่งหินขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 ฟุต ตั้งเรียงรายเป็นทิวแถว ด้วยขนาดที่ใกล้เคียงกันและระยะห่างแต่ละลูกก็ค่อนข้างเป็นระเบียบราวกับมีใครมาจัดเรียงไว้อย่างตั้งใจ บางคนก็บอกว่ามันเหมือนกับกองทัพลูกบอลหินที่ตั้งแถวเตรียมทำศึกกับพระสมุทรเลยทีเดียว

ซึ่งความจริงลูกโบว์ลิ่งหินรูปร่างเกือบกลมเหล่านี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากสิ่งที่เรียกว่า มวลสารพอก (concretion) ซึ่งก็คือมวลวัตถุหรือแร่ที่จับตัวกันเป็นก้อนกลมแข็งเนื่องจากการตกตะกอนของสารละลายที่จับตัวพอกพูนอยู่บนวัตถุเล็กๆบางชนิดจนกลายเป็นก้อนใหญ่ นึกภาพง่ายๆก็คล้ายๆการเกิดก้อนนิ่วนั่นแหละครับ ก้อนกลมเหล่านี้ ฝังตัวอยู่ในชั้น หินโคลน (mudstone) เมื่อเวลาผ่านไป การกัดเซาะของลมและคลื่นทำให้หน้าผาหินโคลนซึ่งมีความแข็งไม่มากนักสึกกร่อนไปทีละน้อย จนในที่สุดโบว์ลิ่งหินแข็งเหล่านี้ก็หลุดออกมาจากชั้นหินโคลนตั้งเรียงรายอยู่บนชายหาด กลายเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่พาให้ผู้ได้พบเห็นต้องฉงนฉงายอยู่จนทุกวันนี้

ความอัศจรรย์ทางธรรมชาติจะสวยงามที่สุดก็ต่อเมื่อไร้การปรุงแต่งอย่างผิดที่ผิดทาง การชื่นชมความงามก็เช่นกัน ทุกสิ่งจะสวยงามก็ต่อเมื่ออยู่ในที่ทางของมัน เราเก็บกลับมาเพียงภาพถ่ายและความทรงจำเท่านั้นก็เพียงพอแล้วจริงไหมครับ.

โดย : ประลองพล เพี้ยงบางยาง
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้