วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ว่าที่ "หมอความ" BU บุกดอยเติมความรู้ ปลดทุกข์ "คนไร้สัญชาติ"

ว่าที่ "หมอความ" BU บุกดอยเติมความรู้ ปลดทุกข์ "คนไร้สัญชาติ"

โดย นิสิตา
6 มี.ค. 2559 05:01 น.
  • Share:

ปัญหาสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะเรื่องของคน “ไร้สัญชาติ” ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย

อาจจะด้วยความไม่รู้ซึ่งกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องของบ้านเมือง ทำให้คนเหล่านี้เสียโอกาสในการมีสัญชาติ รวมทั้งเรื่องของการศึกษา และการประกอบอาชีพเหมือนคนอื่นๆ

แต่ปัญหาดังกล่าวกำลังคลี่คลายไปในทางที่ดี เมื่อมหาวิทยาลัยต่างๆที่เปิดสอนทางด้านกฎหมาย ต่างพากันจัดกิจกรรมให้ความรู้ทางกฎหมายกับคนไร้สัญชาติ เช่นเดียวกับ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่จัดโครงการน้ำดีด้วย ค่ายอาสาเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายให้คนไร้รัฐและคนไร้สัญชาติ เพื่อช่วยแก้ปัญหาและบรรเทาทุกข์ คลายปมต่างๆเกี่ยวกับคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ให้รู้เท่าทันด้วยกฎหมาย

ผศ.ดร.ศิริชัย มงคลเกียรติศรี คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เล่าถึงที่มาของโครงการว่า “ค่ายอาสาเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย เกิดจากการที่เรามักพบปัญหาของคนไร้สัญชาติ โดยเฉพาะทางภาคเหนือ จึงอยากเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้รู้เท่าทันกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่พึงมี ซึ่งทำมา 15 ปีแล้ว โดยไปที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน มุ่งเน้นอำเภอที่มีผู้ประสบปัญหา โดยให้นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ตั้งแต่ชั้นปีที่ 2-4 ได้ทำกิจกรรม เพื่อบูรณาการความรู้ในศาสตร์ที่เรียนมาและนำไปปรับใช้ ซึ่งถือเป็นห้องเรียนทางสังคมที่นักศึกษาจะได้เห็นภาพและเข้าใจหลักกฎหมายชัดเจนขึ้น ทั้งยังได้ตอบแทนสังคม ค่ายอาสาจะมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน นอกจากให้ความรู้ทางกฎหมายแล้ว ยังสำรวจปัญหาและความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขอีกด้วย”

ได้ฟังที่มาของโครงการดีๆแล้ว มาฟังมุมมองของน้องๆ “ว่าที่หมอความ” เหล่าจิตอาสาประจำค่ายกันดีกว่า เริ่มจากหนุ่มอารมณ์ดี แชมป์ ...พิชญุตม์ ไกรเดช ซีเนียร์นิติศาสตร์ ทำหน้าที่ประธานค่ายฯ รีบสานต่อไม่ให้ขาดตอนว่า “ค่ายฯของเราได้ไปถ่ายทอดความรู้ด้านกฎหมายให้กับชุมชนบนพื้นที่สูงเผ่าลาหู่ (มูเซอ) อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ผมรู้สึกภูมิใจมากที่ได้ทำหน้าที่เป็นประธานค่าย คอยดูแลทุกกิจกรรม ทั้งลงพื้นที่ให้ความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับคนไร้รัฐและคนไร้สัญชาติ รวมถึงกฎหมายเรื่องของยาเสพติด อาจารย์ให้พวกเราไปสอนนักเรียนชาวเขาในวิชาที่ถนัด ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา ศิลปะและเกษตรกรรม ทำให้พวกเราได้เปิดประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ได้เรียนรู้ภาษาของเผ่าลาหู่ ได้รับความอบอุ่นจากชาวบ้านที่มาดูแลต้อนรับ และให้ความร่วมมือกับทุกกิจกรรม ทำให้ผมรู้สึกว่าการมาค่ายครั้งนี้แม้จะเหนื่อยหรือลำบากแค่ไหน ผมก็เต็มใจทำด้วยใจเกินร้อย”

จี๊ด...โชติมณี สร้อยจิต นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในฐานะรองประธานค่ายฯ รับช่วงเล่าต่อว่า “จี๊ดมีหน้าที่คอยดูในส่วนของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแสนคำลือ วันแรกที่ไปถึงพบว่าที่นี่เป็นโรงเรียนที่เรียนรวมทุกชั้นปี ไม่มีห้องเรียนแยกชั้น โต๊ะ เก้าอี้ ผุพัง พวกเราจึงเริ่มด้วยการปรับปรุงสถานที่ทาสีใหม่ กั้นห้องเรียนให้เป็นสัดส่วนมากขึ้น ซ่อมแซมโต๊ะเก้าอี้ รวมถึงนำหนังสือการเรียนการสอน การพัฒนาทักษะต่างๆ มาเพิ่มเติมให้ และพาน้องๆลงมือทำแปลงเกษตรปลูกพืชผักสวนครัว ทั้งคะน้า ผักบุ้ง ฟักทอง เด็กๆ เล่าให้ฟังว่าพวกเขาหาผักกินกันเองตามธรรมชาติไม่ได้ปลูกเป็นกิจลักษณะแบบนี้ พวกเขาดีใจที่เรามาในขณะที่พวกเราก็รู้สึกดีใจที่เห็นรอยยิ้มของน้องๆ ได้รู้ว่าทุกสิ่งที่เรานำมาให้เป็นสิ่งที่ค่ามากกับพวกเขา ทั้งๆที่เรามองเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม จี๊ดอยู่ที่นี่แล้วไม่อยากกลับ ทั้งๆที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรเลยแม้กระทั่งไฟฟ้า แต่กลับเป็นที่ที่มีความสุขมาก ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสจะมาอีก”

ตามมาด้วย ออย...ทิพวรรณ โชคชื่น นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ซึ่งรับหน้าที่หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย เล่าว่า “ออยรับผิดชอบเรื่องการลงพื้นที่ไปตามหมู่บ้านเพื่อเก็บข้อมูลของชาวบ้านมาวิเคราะห์ และลงพื้นที่อธิบายข้อมูล ขั้นตอน วิธีการว่าทำอย่างไรให้ได้เป็นคนมีสัญชาติ มีรัฐ เป็นประชาชนชาวไทย ในการลงพื้นที่พบเจอกับชาวบ้านที่ประสบปัญหาจริง ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล การแก้ปัญหาต่างๆที่ชาวบ้านควรทำหรือควรรู้ไว้เกี่ยวกับกฎหมาย ชาวบ้านที่นี่น่ารักมาก พอรู้ว่าพวกเรามาให้ความช่วยเหลือเรื่องของการไร้สัญชาติ พวกเขาตั้งใจฟังและให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม ออยประทับใจในความน่ารัก เป็นกันเองของชาวบ้าน ออยได้รับเกียรติให้ใส่ชุดของชนเผ่าลาหู่ด้วย ซึ่งชาวบ้านที่นี่บอกว่าคนที่จะได้ใส่ชุดนี้ต้องเป็นคนที่พิเศษจริงๆ ต้องลูกหลานของชนเผ่าเท่านั้นถึงมีสิทธิ การที่ออยได้ใส่ชุดนั้นแสดงว่าชาวบ้านเห็นเราเหมือนลูกหลาน ทำให้ประทับใจไม่มีวันลืมเลย”

ปิดท้ายด้วยหนุ่มมาดเข้ม ไก่โต้ง...ทรงพล ฉุนหอม นักศึกษาชั้นปีที่ 4 บอกว่า “ผมรับหน้าที่ฝ่ายเอ็นเตอร์เทน ทำให้น้องๆรู้สึกสนุกและมีความสุขไปกับค่ายอาสาของเรา จนสุดท้ายผมกลายเป็นหัวหน้าแก๊งค์เด็กๆ เพราะคอยนำกิจกรรม เริ่มตั้งแต่ออกกำลังกายตอนเช้า พวกเราจะพาเด็กๆมายืดเส้น ยืดสายก่อนเข้าเรียน เบื่อๆก็มีกิจกรรมเล่นอย่างงูกินหาง มอญซ่อนผ้า รีรีข้าวสาร ผมรับรู้ได้ว่าเด็กๆที่นี่ชอบเสียงเพลง จึงนำมาประยุกต์กับการสอนเรื่องอวัยวะในร่างกายพร้อมร้องเป็นเพลงประกอบจังหวะ ทำให้เด็กๆสนุกและสนใจ การมาอยู่และเรียนรู้กับเด็กๆที่นี่เกือบ 1 อาทิตย์ ทำให้ผมมีมุมมองที่กว้างขึ้น ค่ายอาสาทำให้ผมเปลี่ยนเป็นคนที่รักเด็กมากขึ้น กลายเป็นคนใจเย็น และรู้สึกรักหมู่บ้านที่นี่ อยากพัฒนาสังคมของพวกเขาให้มากขึ้น อยากเข้ามาช่วยเหลือพวกเขาเมื่อมีโอกาส”

ได้ฟังมุมมองของบรรดาชาวนิติฯจิตอาสาแล้ว “นิสิตา” ว่า ภารกิจหลักของนักนิติศาสตร์ที่เรียนมา คือให้ใช้กฎหมายเพื่อรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรมในสังคม น้องๆสอบผ่านฉลุย

แต่ที่น่าปลื้มมากกว่านั้นคือเรื่องของ “จิตอาสา” ที่แม้แต่เงินตราก็หาซื้อไม่ได้!!!

นิสิตา/รายงาน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้