วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'สุวิทย์' ดึง 5 หน่วยงานทำเอ็มโอยู จัดทำตัวชี้วัด ศก.ระหว่างประเทศ

'สุวิทย์' ดึง 5 หน่วยงานทำเอ็มโอยู จัดทำตัวชี้วัด ศก.ระหว่างประเทศ

  • Share:

รมช.พาณิชย์ ดึง 5 หน่วยงาน ทำเอ็มโอยูแลกเปลี่ยนข้อมูล จัดทำตัวชี้วัด ศก.ระหว่างประเทศ 4 มิติ เล็ง เผยแพร่ทุกไตรมาส เริ่มไตรมาสแรกเดือน เม.ย.นี้ หวังโชว์ความมั่งคั่งของประเทศ กำหนดนโยบายผลักดันการเติบโตชัดเจนขึ้น...

วันที่ 4 มี.ค. 59 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกันระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธ.ป.ท.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อจัดทำเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจการค้าการลงทุนไทย โดยทั้ง 5 หน่วยงานเห็นพ้องร่วมกันที่จะจัดทำตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทย ให้ครอบคลุม 4 มิติ ทั้งการส่งออกสินค้า การส่งออกบริการ การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (Inward FDI) และการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ (Outward FDI) เพื่อให้เห็นภาพความมั่งคั่งของไทยครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงจะนำมากำหนดนโยบาย และยุทธศาสตร์ผลักดันการเติบโตของไทยในทั้ง 4 ด้านได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจลงทุนในไทยได้ทันที โดยทั้ง 5 หน่วยงานจะลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ

"คาดว่าจะเริ่มแถลงตัวชี้วัดดังกล่าว จะเริ่มครั้งแรกในเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งใน 3 รายการ คือ การส่งออกบริการ การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ และการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ จะเป็นการรายงานย้อนหลัง หรือเก็บตัวเลขได้เป็นรายไตรมาส ไม่สามารถจัดเก็บได้ทุกเดือนเหมือนตัวเลขส่งออก"

สำหรับสาเหตุที่ต้องใช้ตัวชี้วัดทั้ง 4 รายการแสดงความมั่งคั่งของไทย เป็นเพราะปัจจุบันตัวเลขการส่งออกสินค้าเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถมองภาพของไทยได้ชัดเจน ถูกต้อง ขณะที่ภาคบริการและการลงทุน เริ่มมีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น ดังนั้น ไทยต้องปรับตัว ซึ่งเมื่อสามารถเก็บตัวเลขทั้ง 4 รายการได้แล้ว จะสามารถนำมากำหนดยุทธศาสตร์ผลักดันการเติบโตของทั้ง 4 รายการได้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ในภาคบริการบางสาขาของไทย เช่น การขนส่งและโลจิสติกส์ สุขภาพและความงาม ไทยยังมีศักยภาพส่งออกได้อีกมาก จากปัจจุบันที่ยังมีการส่งออกน้อยมาก ก็จะสามารถกำหนดนโยบายในการผลักดันการส่งออกได้ หรือบางอย่างที่ไทยยังขาด เช่น อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ภาครัฐก็สามารถกำหนดเป็นนโยบายส่งเสริมให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนได้ เป็นต้น 

"สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป จำเป็นต้องมองผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ที่นับจากมูลค่าผลผลิตของคนไทยกับมูลค่าผลผลิตต่างชาติที่เกิดขึ้นในไทย ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีเอ็นพี) ที่นับเฉพาะมูลค่าผลผลิตของคนไทย ทั้งที่เกิดขึ้นในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เห็นความมั่งคั่งของไทยอย่างชัดเจน ดำเนินการเช่นนี้จะทำให้ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า สัดส่วนการเติบโตของภาคบริการ และภาคลงทุน น่าจะสูงกว่า 50% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) จากปัจจุบันที่ราว 50% ของจีดีพีไทย" 

อย่างไรก็ตาม ในด้านการเก็บข้อมูลแต่ละหน่วยงานนั้น ปัจจุบันมีการรวบรวมไว้อยู่แล้ว อย่าง ธ.ป.ท. มีการเก็บข้อมูลตัวเลขการค้าและบริการ 10 กลุ่ม เช่น กลุ่มขนส่ง กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มก่อสร้าง กลุ่มการเงิน กลุ่มคมนาคม กลุ่มคอมพิวเตอร์ กลุ่มประกันภัย กลุ่มทรัพย์สินทางปัญญา กลุ่มนันทนาการ โดยจะขยายการเก็บข้อมูลเพิ่มอีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มรับจ้างผลิต และกลุ่มซ่อมบำรุง ซึ่งจะนำข้อมูลเหล่านี้มากำหนดยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมใหม่ ส่วนบีโอไอมีการเก็บตัวเลขลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศอยู่แล้ว และข้อมูลการลงทุนของคนไทยในต่างประเทศมีการเก็บตัวเลขจากตลาดหลักทรัพย์

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้