วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
วัดปากน้ำ-ดิ้นแก้ รถ‘สมเด็จช่วง’ ฟ้องให้คนขาย มารับรถคืนไป

วัดปากน้ำ-ดิ้นแก้ รถ‘สมเด็จช่วง’ ฟ้องให้คนขาย มารับรถคืนไป

  • Share:

บิ๊กต๊อก-ขึงขัง ทําไมจึงไม่ยึด!

วัดปากน้ำยันพร้อมคืนรถเบนซ์หรูเจ้าปัญหาแต่ติดที่คนขายไม่ยอมรับคืน ส่วนเรื่องการติดป้ายสนับสนุนสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราชของวัดต่างๆทั่วประเทศ นายกฯสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา ชี้เป็นเรื่องของวัด เป็นความสมัครใจที่จะติด “บิ๊กต๊อก” ระบุคดีไม่ยุติแม้วัดปากน้ำคืนรถ ยันเดินหน้าสอบรถสมเด็จช่วงตามกฎหมาย ตั้งคำถามทำไมไม่ยึดรถ ส่วนหลายวัดขึ้นป้ายหนุนขึ้นสังฆราช ยันไม่มีผลต่อการเสนอชื่อ

ยังเป็นกระแสอยู่ในสังคมถึงปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ที่มีเรื่องรถเบนซ์หรูเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเมื่อวันที่ 3 มี.ค. พระราชวิจิตรปฏิภาณ หรือเจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม กล่าวถึงกรณีกองงานเลขานุการผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ส่งหนังสือแจ้งเจ้าคณะใหญ่ทุกหนทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่คณะสงฆ์ ถึงกระบวนการเสนอชื่อสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ว่า คณะสงฆ์ไม่อยากมีเรื่อง อยากจะยุติเรื่องให้บ้านเมืองเกิดความสามัคคี ไม่เป็นภัยต่อกันและกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ก็ต้องทำงานกับคณะสงฆ์อยู่แล้ว และให้เห็นว่าคณะสงฆ์ไม่ถือสาหาความอะไรกับรัฐบาล ยินดีที่จะทำให้เรื่องทุกอย่างเรียบร้อย ส่วนผู้ออกมาก่อกวน ซึ่งมีทั้งพระ ทั้งคน จะพูดกันได้ว่ารัฐบาลใช้อำนาจปราบกองงานเลขานุการผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จนต้องออกหนังสือดังกล่าวออกมา

พระราชวิจิตรปฏิภาณกล่าวต่อไปว่า คณะสงฆ์ที่ออกมาแสดงพลังต่อรัฐบาล เริ่มจากการป้องกันศักดิ์ศรี ของคณะสงฆ์ ที่มีผู้มาเหยียบย่ำซ้ำเติม โดยจะมาแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยไม่ผ่านพระ เรื่องที่พ่วงมาคือ เรื่องตั้งสมเด็จพระสังฆราช ต้องถามว่า พระที่ต่อสู้กันมา เมื่อเจอหนังสือฉบับนี้ ทั้งพระหนุ่มเณรน้อย เจ้าคณะจังหวัด จะเกิดความน้อยใจ เสียใจหรือไม่ จะกลายเป็นว่าพระที่ต่อสู้มาทำให้เกิดความยุ่งยากต่อตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเสียเอง มองแบบกว้าง เพียงแต่อยากแนะนำให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องเท่านั้น

พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาน เลขาธิการ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงท่าทีต่อการขึ้นป้ายสนับสนุนมติมหาเถรสมาคมว่า หลังจากองค์กรภาคีเครือข่ายและวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ได้ร่วมมือกันในการติดป้ายสนับสนุนมติมหาเถรฯ เพื่อสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของคณะสงฆ์ ด้วยวิธีที่สงบ สันติ ไม่เบียดเบียนใคร เพียงแต่ต้องการสะท้อนสิ่งเหล่านี้ไปถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมืองให้รับทราบและ ลงมาแก้ปัญหาเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับศูนย์พิทักษ์ฯและ สนพ. เพราะเห็นว่านี่คือความ ต้องการที่แท้จริงของคณะสงฆ์ มาถึงวันนี้ผู้ใหญ่ของฝ่ายบ้านเมืองและฝ่ายคณะสงฆ์ ได้หารือร่วมกันภายในและให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า ท่านและพระผู้ใหญ่บางท่านบางรูป ไม่สบายใจ ไม่อยากเห็นภาพแบบนี้ ดังนั้น ภาคีเครือข่ายองค์กรพุทธทั้งหลายต้องประชุมด่วน เพื่อกำหนดท่าทีและแนวปฏิบัติต่อไป

ด้าน ผศ.ดร.เสถียร วิพรมหา นายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะการออกหนังสือดังกล่าวของคณะเลขานุการฯเป็นส่วนหนึ่งของการปกป้ององค์กรหลักของคณะสงฆ์ไว้ เพราะมีกลุ่มที่จ้องเล่นงานว่า มหาเถรสมาคมอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวต่างๆหรือไม่ เมื่อหนังสือดังกล่าวออกมาก็เป็นที่ชัดเจนว่าการขึ้นป้ายและการแสดงออกของวัดต่างๆ เป็นการดำเนินการจากตัวบุคคล เกิดเป็นความศรัทธาในวัตรปฏิบัติของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์อย่างแท้จริง โดยที่ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง ขณะนี้องค์กรเครือข่ายชาวพุทธได้แจ้งว่า จะยังมีวัดขึ้นป้ายสนับสนุนมติมหาเถรฯอยู่ เป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

ขณะที่นายสมศักดิ์ โตรักษา ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กล่าวถึงกรณีเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ได้เข้าหารือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรื่องการตรวจสอบรถเบนซ์โบราณในความครอบครองสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ว่า ได้สอบถามดีเอสไอ ว่ายังมีข้อสงสัยในประเด็นใดบ้าง รถเบนซ์โบราณนั้น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพียงแต่รับถวายจากผู้บริจาค ซึ่งมีหลายคนที่ให้เงินบริจาคมาซื้อรถคันดังกล่าวเท่านั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ โดย ผู้บริจาคได้มอบหมายพระมหาศาสนมุนี (ธนกิจ สุภาโว) หรือหลวงพี่แป๊ะเป็นผู้ซื้อรถจากผู้ขาย แต่เมื่อรถที่หลวงพี่แป๊ะซื้อมาเป็นรถที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ในฐานะผู้ซื้อรถก็ได้แจ้งคืนรถแก่ผู้ขาย แต่ผู้ขายไม่ยอมมารับคืน วัดจึงฟ้องผู้ขายที่ศาลจังหวัดตลิ่งชัน โดยเป็นคดีทางแพ่ง ศาลนัดไต่สวนนัดแรกในวันที่ 25 เม.ย.

นายสมศักดิ์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้รถคันดังกล่าวถือเป็นรถที่มีคดีพิพาทการซื้อขาย อยู่ระหว่างการฟ้องร้องและเข้าสู่กระบวนการทางศาลแล้ว สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ บอกว่า เมื่อรถคันดังกล่าวมีปัญหาก็ให้คืนรถแก่ผู้บริจาคไป ท่านให้ปล่อยรถไป ไม่อยากให้เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์วัดปากน้ำภาษีเจริญอีก แต่เจ้าของรถ คือผู้ขายยังไม่มารับรถคืน จึงต้องเก็บรถไว้ที่วัดก่อน หากดีเอสไอจะดำเนินการใดๆเกี่ยวกับรถคันดังกล่าว วัดก็พร้อมให้ความร่วมมือ

วันเดียวกัน ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า นั่นคือการแสดงความประสงค์ ซึ่งหมายถึงเจตนารมณ์ที่ได้แจ้งเอาไว้ อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับเนื้อหาของกฎหมายว่าเกี่ยวข้องกับผู้ครอบครองรถอย่างไร เพราะเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ว่ารถผิดหรือไม่ รถคันดังกล่าวชัดเจนแล้วว่าผิดกฎหมาย แต่ต้องไปดูสถานะผู้ครอบครองรถว่าผิดหรือไม่ ถ้าครอบครองสิ่งที่ผิดกฎหมาย แม้จะเอาไว้ไปอยู่ในสถานที่ใดก็ผิด ซึ่งก็ต้องดำเนินคดีต่อไปไม่เกี่ยวว่ารถคันนั้นจะส่งไปไหน ส่วนกรณีที่มีการพูดกันว่าหากรถของสมเด็จช่วงเป็นของชาวบ้านทั่วไปก็คงถูกยึดอายัดแล้วนั้น เรื่องนี้ก็น่าคิดว่า ทำไมที่ผ่านมาไม่ดำเนินการยึดรถ เพราะหากกฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้นก็ต้องปฏิบัติตามเหมือนกัน หากทำทุกรายทำไมต้องมีการยกเว้น ทั้งนี้จะไปสอบถามอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าทำไมยังไม่ยึดรถ

“วันจันทร์ที่ 7 มี.ค. เวลา 09.30 น. จะเป็นประธานประชุมผู้เกี่ยวข้องกับรถผิดกฎหมายจำนวน 6,000 คัน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้รวมกันหารือ เช่น กรมศุลกากร สรรพสามิต กรมขนส่ง ทางบก ฯลฯ ส่วนเรื่องการแก้ไข อยากให้ไปถามรัฐมนตรีที่ดูแลในเรื่องนี้ เพราะกระทรวงยุติธรรมเป็นปลายเหตุแล้ว ส่วนกรณีวัดหลายแห่งมีการขึ้นป้ายสนับสนุนสมเด็จช่วง ขึ้นเป็นพระสังฆราชองค์ ที่ 20 ขอถามว่ามันเป็นสิ่งที่จะทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ก็ทำไป แต่ต้องยึดเรื่องหลักเกณฑ์และกฎหมาย ส่วนกรณีการกระทำดังกล่าว มีผลกดดันต่อการเสนอชื่อสมเด็จช่วงหรือไม่ ไม่มีใครมากดดันตนได้ เพราะทำตามกฎหมาย หากไม่ผิดก็ไม่ต้องกลัว ถ้าทำถูกต้องตามกฎหมายก็อย่ามากดดันตนเพราะมันไม่มีผล ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถร้องเรียนได้” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์ พล.อ.ไพบูลย์ ได้สั่งให้ผู้ติดตามต่อสายโทรศัพท์สอบถามไปยัง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เพื่อสอบถามประเด็นในข้อสงสัยดังกล่าว ก็ได้รับคำตอบว่า ต้องเข้าไปพบกับสมเด็จช่วงก่อนเพื่อพูดคุยในรายละเอียด และเป็นการให้เกียรติพระชั้นผู้ใหญ่เพื่อขอรับรถของกลางมาตรวจสอบต่อไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้