วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กระเช้าภูกระดึงตลาดนัดท่องเที่ยว

กระเช้าภูกระดึงตลาดนัดท่องเที่ยว

  • Share:

99% เห็นด้วยให้มีการสร้าง “กระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง” จังหวัดเลย มูลค่า 633 ล้านบาท อ้างจากโพลสำรวจความเห็นจากประชาชนในพื้นที่ ชาวบ้าน ภาครัฐ นักธุรกิจ ภาคเอกชนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบผลการศึกษา...ดูท่าจะมีปัญหาคาใจ

อย่างน้อยๆ...นับหัวประชากรอาจจะมีไม่น้อยกว่า 1% วันนี้...ความ เห็นคนเมืองเลยก็ยังแยกแตกออกเป็น 2 ทาง ทั้ง “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย”

ผู้ที่ไม่เห็นด้วยมีคำถาม...ไปทำโพลสอบถามประชามติกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ส่วนฝ่ายที่เห็นด้วยก็สะท้อนว่าเมื่อมีกระเช้าแล้วจะทำให้มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะสะดวกสบายในการเดินทางมากขึ้น สร้างรายได้มหาศาล สร้างงานให้กับคนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น ชาวบ้าน ลูกหาบ มีงานทำไม่ต้องไปแบกหาม

พุ่งเป้าประเด็นความคืบหน้าถือว่าไม่ธรรมดา แทบจะฟันธงสร้างไปแล้วในวันนี้ รอลุ้น...ผลการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ใช้เวลาราว 6 เดือน ถ้าผ่านก็จะใช้เวลา 2-3 ปีในการสร้างกระเช้า

แบ่งการใช้งบเป็น 3 ปี ปีละ 200 ล้านบาท เพื่อดำเนินการว่ากันว่า...“กระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง” ใช้เทคโนโลยีใหม่จากต่างประเทศ เจาะหลุม...ไม่ต้องตัดต้นไม้สักต้น ฐานกระเช้าใช้พื้นที่สร้างแค่ 1 ไร่เท่านั้น...จุดที่ตั้งก็อยู่ในหุบ ไม่บดบังทัศนียภาพที่สวยงาม

ย้ำชัดๆถึงประโยชน์ก็คือ หนึ่ง...สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับพื้นที่ สอง...เพิ่มความปลอดภัยในการลำเลียงนักท่องเที่ยวที่เจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ สาม...การดูแลรักษาความปลอดภัย รักษาความสะอาด ได้ง่ายขึ้น

มองต่างมุม แต่ละมุมก็มีทั้ง “ข้อดี” ... “ข้อเสีย” ฝ่ายหนึ่งมองในเชิงอนุรักษ์ อีกฝ่ายมองด้านเศรษฐกิจ ท้ายที่สุดแล้วจะลงเอยอย่างใดสุดแต่ “ผู้มีอำนาจ” จะตัดสินใจ

ปัญหากระเช้าจะสร้างหรือไม่สร้างเรื่องหนึ่ง ถ้าสร้างแล้วคงไม่ต้องกังวลใจเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพราะในต่างประเทศก็มีให้เห็นกันแล้วหลายกระเช้า มีประสบการณ์มาพอสมควร

ที่น่าสนใจก็คือจำนวนนักท่องเที่ยวจะมีมากขึ้นแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย ใครก็ไปได้ เที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับก็น่าจะได้ ชื่นชมความงามแล้วก็กลับ ไม่ต้องอยู่นอนค้างอ้างแรม

เที่ยวแบบนี้...มุมหนึ่งก็เป็นการลดขยะ ลดการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ป่าเขาได้เช่นกัน มองมุมดีๆมีกระเช้าก็เอาขยะกลับลงมาได้สะดวกมากขึ้น

ทรัพยากรธรรมชาติเสียหายไม่ใช่ประเด็น แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเป็นสำคัญ

ประเด็นเรื่อง “รายได้”...กระเช้าจะทำให้รายได้ อาชีพที่ทำกันอยู่หดหายและสูญสลายไป เป็นเรื่องที่กระทบแน่นอน ที่เป็นอยู่ร้านค้า ลูกหาบก็มีรายได้ช่วงอุทยานเปิด ทำเงินพอมีกินมีเก็บกันไปตามกำลัง

คำถามมีว่าถ้ามีกระเช้า ความสะดวกมีมากขึ้น...จะซื้อของกินระหว่างทางไหม? ลูกหาบที่มีจำนวนมากจะมีรายได้จากอะไร? จะหันเหไปทำอะไรกัน?

ทุกคนพุ่งเป้าขึ้นกระเช้าไปยอดภู คนก็ล้นภูง่ายขึ้น กำลังซื้ออยู่ที่นั่น ร้านค้าก็ต้องตามไปรอรับนักท่องเที่ยว อาจเกิดการรุกล้ำกินพื้นที่ป่าไปเรื่อยๆแบบน้ำซึมบ่อทราย

บริสุทธิ์ ประสพทรัพย์ อดีต ผอ.ภูมิภาคภาคตะวันออก การ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และปัจจุบันนักคิดนักเขียนด้านการท่องเที่ยว มีประสบการณ์ในการเดินทางไปเที่ยวผจญภัยและไปทำงานบนภูกระดึงมาก่อนหน้าถึง 9 ครั้ง ให้ความเห็นว่า

“ภูกระดึง”...เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่คนหนุ่มคนสาวในวัยเรียนระดับมหาวิทยาลัยต่างใฝ่ฝันกันมานานว่า มันช่างท้าทายและครั้งหนึ่งจะต้องบุกบั่นไปให้ถึงให้จนได้ เพราะจุดหมายบนนั้นมันเปรียบเสมือนปริญญาแห่งความสำเร็จของชีวิตเลยทีเดียว

“ศักยภาพบนผืนป่า...บนภูกระดึงนั้น มีความสมบูรณ์ทั้งด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม ที่ควรเก็บรักษาเอาไว้ให้ดีที่สุด เพื่อเป็นมรดกทางธรรมชาติแก่คนรุ่นลูก...สู่รุ่นหลาน ได้สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นต่อๆกันไป...”

โดยสภาพความเป็นจริงปัจจุบันอุทยานแห่งชาติหรือผืนป่าหลายแห่งที่มีอยู่ในบ้านเรา หลายแห่งที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งถนนหนทาง ที่พักแรมคืนแบบเรือนนอน ลานกางเต็นท์ ร้านอาหาร ร้านค้า รองรับเหมาะที่คนทุกเพศ ทุกวัย หรือคนพิการด้อยโอกาสสามารถเดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวได้

เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ดอยอินทนนท์ ห้วยน้ำดัง และ อีกหลายๆแห่ง จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดป่าภูกระดึง ซึ่งเป็นแหล่งตำนานของคนหนุ่มสาวให้ต้องกลายสภาพเป็นตลาดนัดแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยว จากการลงทุนสร้างกระเช้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วไป

เพราะหลังจากวันนั้นไปแล้ว...ใครจะให้ข้อยืนยันได้ว่า “ภูกระดึง” จะไม่เป็นเช่นถนนข้าวสารที่เคยเป็นย่านค้าขายเครื่องสังฆภัณฑ์ หรือแหล่งชุมชนแสนบริสุทธิ์อย่าง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน อ.เชียงคาน จ.เลย กับ จ.น่าน ที่กำลังจะกลายสภาพไปอีกแห่งหนึ่งในเร็ววันนี้

บริสุทธิ์ยอมรับว่าการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงนั้น มี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติคอยรองรับและควบคุมก็จริงอยู่ แต่ในทางปฏิบัติสามารถกระทำได้ตามนั้นหรือไม่? เป็นคำถามสำคัญ ที่หลายคนอาจจะมีคำตอบอยู่ในใจ และมีประสบการณ์จริงเกิดขึ้นกับตัวเอง

จากวันเวลาที่ผ่านมา...มีอยู่บ่อยครั้งในช่วงเทศกาลสำคัญๆ อันได้แก่ ปีใหม่ ตรุษสงกรานต์ ที่มีนักท่องเที่ยวเรือนหมื่นเรือนพันแห่กันขึ้นไปท่องเที่ยวบนนั้น จนเกินขีดความสามารถในการรองรับ

นับตั้งแต่ที่พักแรม ห้องน้ำห้องส้วมที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของจำนวนคน การจัดเก็บขยะมูลฝอยที่เกิดจากพฤติกรรมของคนไปเที่ยว จำนวนเจ้าหน้าที่ที่จะต้องดูแลพื้นที่ป่าเขา ซึ่งลำพังก็โอดครวญว่าไม่เพียงพออยู่แล้ว ไหนจะต้องถอนกำลังมาคอยอำนวยความสะดวกแก่คนที่ขึ้นไปท่องเที่ยวอย่างจำกัดจำเขี่ยอีก

ที่สำคัญ...ตัวอย่างอุทยานแห่งชาติหลายแห่งที่ล้มเหลวในการบริหารจัดการ เพราะการเร่งเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวจนเกินขีดความสามารถในการรองรับ และต้องประสบกับความล้มเหลวทางกายภาพไปในที่สุด...

เหมือนดั่งเช่น เกาะเสม็ด เกาะหลีเป๊ะ วังน้ำเขียว ภูทับเบิกหรืออีกมากมายหลายแห่งที่ยังแก้กันไม่ได้ แล้ว...เราจะเพิ่มปัญหานี้ให้กับภูกระดึงขึ้นมาอีกแห่งหนึ่งอย่างนั้นหรือ?

“หลายประเทศเขาจำเป็นต้องพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ด้วยการสร้างกระเช้าขึ้นมาอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวทุกๆกลุ่ม เพราะเขาไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นตัวเลือก เช่น การสร้างกระเช้าเชื่อมเกาะเซ็นโตซ่าของสิงคโปร์ แต่เมืองไทยมีตัวเลือกในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติป่าเขาอยู่มากมาย

และ...หลายแห่งคนทุกหมู่เหล่าสามารถเดินทางขึ้นไปถึงได้อย่างสะดวกสบาย แล้วจำเป็นมั้ยที่จะต้องเปิดป่าภูกระดึงที่มีคุณสมบัติด้านธรรมชาติอันสมบูรณ์ให้เป็นตลาดนัดหรือถนนคนเดินแห่งใหม่แก่นักท่องเที่ยวกลุ่มสัญจรที่มิใช่กลุ่มนิยมผจญภัย?”

บริสุทธิ์ ประสพทรัพย์ 1 ในประชากรไทย 65 ล้านคน ฝากมุมมองทิ้งท้ายให้คิด.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้