วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โต้รับเงิน7หลักหนุนสมเด็จช่วง

โต้รับเงิน7หลักหนุนสมเด็จช่วง

  • Share:

กรณีแขวนป้ายตามวัด วอนทำตามมติของมส. เช็กซํ้ารถหลวงพี่นํ้าฝน

เจ้าคณะอำเภอรามัน ยะลา สะเทือนใจฝ่ายบ้านเมืองดูหมิ่นคณะสงฆ์ ทั้งที่พระสงฆ์เสียสละทำเพื่อบ้านเมือง ชี้ไม่มีมหาเถรฯ พุทธศาสนาในไทยถูกทำลายไปนานแล้ว ขณะที่เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ขอบิณฑบาตนายกรัฐมนตรี ยึดกฎหมายตั้งสังฆราช อย่าให้คน 2-3 คนมายุ่งยากทำลายความสามัคคีของชาวพุทธ ส่วนวัดไทยต่างประเทศทยอยขึ้นป้ายหนุน “สมเด็จช่วง” เป็นสังฆราช โต้กลุ่มปล่อยข่าวลบวัดได้ค่าติดป้าย 7 หลักไม่เป็นความจริง “สุวพันธุ์” ย้ำจุดยืนรัฐบาลตั้งสังฆราชทุกอย่างต้องกระจ่างก่อน ขณะที่ดีเอสไอบุกตรวจรถของหลวงพี่นํ้าฝนซํ้ารอบ 2 แต่ยังไม่สรุปว่าผิดหรือไม่

ดีเอสไอเข้าตรวจสอบรถ “หลวงพี่น้ำฝน” แล้ว ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 มี.ค. พ.ต.ท. สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายประสงค์ ขาวบริสุทธิ์ ผู้จัดการศูนย์ส่วนซ่อมเซอร์วิส ผู้แทนจากบริษัทจากัวร์ และนายไมเคิล โบเคก ผู้เชี่ยวชาญตัวรถยี่ห้อแพนเธอร์ ร่วมกันเข้าตรวจสอบรถโบราณยี่ห้อแพนเธอร์ เครื่องจากัวร์ เปิดประทุนรุ่นปี ค.ศ.1975 สีดำ ทะเบียน กอ 1177 กรุงเทพมหานคร ของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม อ.เมืองนครปฐม

พ.ต.ท.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยว่า วันนี้ขอตรวจอย่างละเอียดเพื่อกลับไปตรวจวิเคราะห์ เมื่อปี 56 ที่เคยมาตรวจรถแล้ว แต่ครั้งนี้จะเน้นรายละเอียดเพิ่มเติมในทุกส่วนมากกว่าครั้งที่แล้ว เพื่อจะได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ต้องมีความรอบคอบโดยขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ผลเป็นอย่างไรก็จะแจ้งให้ท่านพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝนทราบ เพราะเป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียโดยตรง ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นรถยี่ห้อแพนเธอร์ หรือจากัวร์ การคาดเดาในเรื่องต่างๆนั้นมันทำให้เกิดกระแสและประเด็นให้เราไปสร้างความขัดแย้งในเรื่องนั้นๆ หลวงพี่น้ำฝนก็ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เราจะเร่งรัดผลการตรวจสอบให้เร็วที่สุดเพื่อเป็นคำตอบให้กับพระครูปลัดสิทธิวัฒน์และประชาชนได้ทราบ

ด้านพระครูปลัดสิทธิวัฒน์เผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษมาตรวจรถที่วัดเป็นครั้งที่ 2 เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม คาดว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี อาตมามาอำนวยความสะดวกไม่มีการขัดข้องใดๆทั้งสิ้น จะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินการไปด้วยความโปร่งใสทั้งสิ้น วันนี้วัดได้อำนวยความสะดวกให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษอย่างเต็มที่ รถคันนี้เป็นชื่อของอาตมา เป็นรถที่ลูกศิษย์ทั้งสองฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ลูกศิษย์ที่อยู่ต่างประเทศเป็นคนถวาย แต่นายเติมศักดิ์ ปิติธนสารสมบัติ ผู้อุปถัมภ์วัด อยู่ที่เมืองไทยเป็นผู้ดำเนินการเรื่องจดทะเบียน จ่ายเงิน ประสานในการนำรถเข้ามาและอำนวยความสะดวกในเรื่องของการเสียภาษี โดยจดทะเบียนที่จังหวัดสระบุรี ตัวเครื่อง จดในนามชื่อของอาตมา คือพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ จึงมอบอำนาจให้ตัวแทนไปจดภาษี

หลวงพี่น้ำฝนกล่าวอีกว่า อาตมาไม่ทราบด้วยซ้ำแม้กระทั่งยี่ห้อแพนเธอร์ เพราะไม่รู้จัก รู้จักแต่จากัวร์ ขณะที่ลูกศิษย์นำมาถวาย ก็ไม่ได้บอกว่าจะเอารถยี่ห้ออะไรมาถวาย เรามีหน้าที่รับและเซ็นเอกสารที่จดทะเบียน เสียภาษีเท่านั้น วันนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาตรวจสอบตัวเครื่อง ทะเบียน ตัวถัง และเกียร์ อาตมาขอบอกก่อนว่า วัดต้องสร้างโรงเรียน โรงพยาบาลใช้เงินกว่า 400 ล้านบาท

แต่หลังจากข่าวออกไป อาตมาเสื่อมเสีย เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาตรวจสอบ อาตมาบอกเลยว่าสบายใจ แต่การมาตรวจวันนี้มีความทุกข์ใจ เราก็ได้แต่ปลง คิดว่าเป็นวิบากกรรมของเรา แต่อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ให้ความกระจ่างกับอาตมา

ส่วนกรณีความขัดแย้งทางพระพุทธศาสนา จากการแต่งตั้งพระสังฆราชที่ยังร้อนระอุกันทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านนั้น วันเดียวกัน พระครูวิเชียร–กิตติคุณ เจ้าอาวาสวัดวชิรปราการ เจ้าคณะอำเภอรามัน จังหวัดยะลา ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า กลุ่มคนที่จ้องทำลายองค์กรสูงสุดทางพระพุทธศาสนา เพราะไม่มีความเคารพในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะมหาเถรสมาคม ถ้าไม่มีมหาเถรฯ พระพุทธศาสนาในประเทศไทยถูกทำลายไปแล้ว จึงเป็นภัยที่น่ากลัว หากมีความพยายามล้มคณะสงฆ์และไม่เชื่อถือคณะสงฆ์ ตนก็พร้อมมารวมพลังที่กรุงเทพฯ ขอฝากถามกลุ่มคนที่บอกว่าตนเองเป็นชาวพุทธ แต่ไม่เคยมาช่วยเหลือ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมาทำลายหรืออยู่เบื้องหลัง ต่อว่าพระทำไม รู้สึกสะเทือนใจที่ได้ยินข่าวฝ่ายบ้านเมืองดูหมิ่น ไม่ให้เกียรติคณะสงฆ์ ในขณะที่พระสงฆ์ในภาคใต้เสียสละชีวิต รักษาพระศาสนา รักษาแผ่นดิน อยู่เป็นกำลังใจให้ชาวพุทธ โดยไม่ยอมทอดทิ้งแผ่นดินไปไหน

ขณะที่พระราชปัญญาโมลี เจ้าคณะจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ปัญหาการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชที่เกิดขึ้น มีผู้ก่อปัญหาเป็นเพียงพระ 1 รูป และฆราวาสไม่กี่คน สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ท่านปิดทองหลังพระมานาน อายุท่านล่วง 90 ปีแล้ว ได้สร้างประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนานานัปการ ฝากถึงผู้บริหารประเทศขณะนี้ว่า พระสงฆ์ไม่ได้เป็นเจ้าของวัด แต่เป็นผู้ดูแลวัดแทนราชการ ถวายชีวิตเพื่อแผ่นดิน ชวนศรัทธาญาติโยมได้บำรุงศาสนา และยังช่วยด้านศึกษาสงเคราะห์ สาธารณสงเคราะห์ หากผู้มีอำนาจไม่เข้าใจอาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้ อย่าให้คน 2-3 คน มาทำความยุ่งยากให้แก่ชาติและพระพุทธศาสนา ขอบิณฑบาต ขอเมตตาจากผู้มีอำนาจในบ้านเมือง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่ดูแล พศ. ได้มีเมตตาอนุเคราะห์ให้วิกฤติตรงนี้ผ่านไปด้วย

ผศ.ดร.เสถียร วิพรมหา นายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวว่า หลังจากที่วัดหลายแห่งได้ขึ้นป้ายสนับสนุน สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เป็นสมเด็จพระสังฆราช เครือข่ายองค์กรชาวพุทธ แจ้งว่า ขณะนี้มีกระแสโซเชียลมีเดีย บิดเบือนว่า วัดที่ขึ้นป้ายได้รับเงินจำนวน 7 หลัก ซึ่งไม่เป็นความจริง การขึ้นป้ายของวัดต่างๆทั่วประเทศ เป็นความเห็นชอบของแต่ละวัด ที่ยึดมั่นมติ มส. แสดงความรู้สึกออกมา โดยไม่มีผู้ใดมาบังคับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้วัดไทยในต่างประเทศ ได้มีการขึ้นป้ายเพื่อสนับสนุนมติมหาเถรสมาคม โดยเฉพาะที่วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร กรุงโคเปนเฮเกน ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ได้ขึ้นป้ายขอสนับสนุนมติมหาเถรสมาคม โดยความชอบธรรมให้ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺญมหาเถร) ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 20 แล้ว

พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาน เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การตื่นตัวของชาวพุทธและโดยเฉพาะคณะสงฆ์ในครั้งนี้ เพราะพระสงฆ์ส่วนใหญ่ทั้งประเทศมีความรู้สึกนึกคิดตรงกัน พระสงฆ์ทั้งประเทศไม่เห็นด้วย กับการตัดสินใจของฝ่ายรัฐในครั้งนี้ ประชาชนทั่วไปที่มองปัญหาอย่างเป็นกลาง ไม่อคติ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คนเหล่านี้ไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น ไม่มีโอกาสได้พูดผ่านสื่อใดๆ น่าเสียดายที่ฝ่ายรัฐกลับไม่ได้ยินเสียงเหล่านี้ ได้ยินแต่เสียงพระหนึ่งรูป คนหนึ่งคนที่เดินเรื่อง เดินเกมอยู่ในขณะนี้เท่านั้นเอง วันนี้รัฐบาลยังให้ทหาร เข้าไปตามวัด ตามสถานศึกษาของพระสงฆ์ ไปคุม ไปบอก ไปเตือน ห้ามไม่ให้พระสงฆ์เคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น บางแห่งถึงขั้นข่มขู่คาดโทษ จะเอาผิดกับสมภารเจ้าวัดที่ปล่อยให้พระลูกวัดออกไปเคลื่อนไหวใดๆ โดยไม่ยอมฟังเหตุฟังผลของฝ่ายพระ สิ่งที่เกิดขึ้นมากไปหรือไม่ ระหว่างอำนาจรัฐกับคณะสงฆ์ทั้งประเทศ

“ทหารที่ลงไปในพื้นที่ส่วนใหญ่ไปถ่ายภาพ รายงานผู้บังคับบัญชาว่า เรียบร้อยแล้ว ได้รับความร่วมมือด้วยดี ท่านให้ความร่วมมือ และจะช่วยสอดส่องห้ามปรามให้ นี่เป็นสูตรสำเร็จของทหารที่ลงพื้นที่ โดยไม่เคยรายงานข้อเท็จจริงที่ว่า ไปถึงที่ไหนพระสงฆ์ทั้งสังฆมณฑล ต่างพูดกันอื้ออึงและปรับทุกข์กันระงมทั้งประเทศถึงความไม่ยุติธรรมและการไม่ให้เกียรติ ไม่เคารพในคณะสงฆ์ของฝ่ายรัฐ ขอให้ทหารที่ลงพื้นที่ ให้รายงานสะท้อนข้อเท็จจริงกลับไปยังผู้มีอำนาจบ้างถึงวันนี้ได้แต่หวังในสัมมาทิฏฐิของรัฐบาล หวังว่าจะหันหน้าเข้ามาในแนวทางที่ถูกต้อง ดีงาม ชอบธรรม และร่วมมือกันกับคณะสงฆ์เพื่อความมั่นคงแห่งพระศาสนาสืบไป” เลขาธิการศูนย์พิทักษ์ฯกล่าว

ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีการรณรงค์ให้วัดทั่วประเทศขึ้นป้ายสนับสนุนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ว่า จะมีการขึ้นหรือไม่ขึ้นป้ายคัตเอาต์ จุดยืนของตนก็ไม่เปลี่ยน ที่ต้องการให้ทุกอย่างกระจ่างเกิดความชัดเจนก่อน เพราะผลกระทบที่ตามมามีหลายมิติ ต้องคิดให้รอบด้าน การเคลื่อนไหวของฝ่ายต่างๆ จึงไม่ใช่แรงกดดัน อยากเรียนให้คณะสงฆ์สบายใจ ยืนยันรัฐบาลไม่มีแนวคิดเป็นอย่างอื่น เคารพมติ มส. เคารพการทำงานร่วมกับคณะสงฆ์ ส่วนการเดินสายพูดคุยทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พูดคุยไปมากแล้ว เชื่อทุกฝ่ายเข้าใจเจตนารัฐบาลดี

เวลา 15.00 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสมศักดิ์ โตรักษา หัวหน้าทีมทนายความวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พร้อมนายสุรพงษ์ สิทธิกรณ์ ทนายความส่วนตัวพระมหาศาสนมุนี (พระธนกิจ สุภาโว) หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เข้าพบ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงเพิ่มเติมในฐานะที่มารับหน้าที่ทนายความชุดใหม่ โดยนำเอาเอกสารหลักฐานในคดีมาชี้แจงเพิ่มเติม มี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ เป็นผู้แทนรับมอบหนังสือ

นายสมศักดิ์กล่าวว่า เข้าพบ พ.ต.อ.ไพสิฐ หารือและสอบถามทางคดี เนื่องจากมีความสงสัย วัดไม่ทราบข้อกล่าวหาว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งจะสอบถามดีเอสไอในบางประเด็น และยื่นหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้ วันนี้ต้องการทราบว่ารถยนต์เมอร์
เซเดส-เบนซ์ โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ผิดอย่างไร จากการสอบข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน ยืนยันสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิดเกี่ยวกับเรื่องรถเบนซ์ดังกล่าว สมเด็จช่วงได้รับการบริจาครถคันนี้เมื่อปี 2554 แล้วแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนรถจาก ขม 99 กรุงเทพมหานคร เป็น งค 1560 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2556 พร้อมแจ้งกรมการขนส่งทางบกขอยกเลิกการใช้รถยนต์

จากนั้นก็ไม่ใช้รถเบนซ์ออกมาวิ่งอยู่แต่ในพิพิธภัณฑ์ กระทั่งเป็นข่าวว่ารถยนต์คันนี้มีที่มาไม่ถูกต้อง สมเด็จช่วงจึงสั่งให้นำรถยนต์คืนให้กับผู้บริจาคแต่ขณะนี้รถยังฝากไว้ในพิพิธภัณฑ์ วัดปากน้ำ เพื่อที่ผู้ซื้อจะมอบคืนแก่ผู้ขาย ยืนยันว่าการซื้อขายรถยนต์และการดำเนินการเกี่ยวกับรถ สมเด็จช่วงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ท่านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ครอบครองรถยนต์ เพื่อให้เป็นตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค

ขณะที่นายสุรพงษ์เผยว่า ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากพระมหาศาสนมุนี (พระธนกิจ สุภาโว) หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่มาของรถเบนซ์ มาจากผู้มีจิตศรัทธาตั้งใจถวายรถ โดยรวมเงินกันจัดซื้อถวาย แต่ไม่เคยนำออกมาใช้ รถซื้อจากนายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่รถวิชาญ สาเหตุที่ไปซื้อ เนื่องจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาค ตั้งใจจะบริจาคให้พิพิธภัณฑ์ที่เป็นรถโบราณ เลยซื้อจากคนที่มีความรู้เรื่องรถโบราณ จึงซื้อจากนายวิชาญ กรรมการรถโบราณแห่งประเทศไทย นายวิชาญไม่ได้ขายรถให้เราเจ้าเดียว แต่ขายให้กับคนอื่นหลายราย

“ตอนนี้สังคมมองว่าหลวงพี่แป๊ะเป็นผู้จดประกอบรถคันดังกล่าว พระไม่ได้มีความรู้ใดๆในการจดประกอบรถทั้งสิ้น พระตกเป็นเหยื่อของการขายรถ ที่ไม่รู้ว่ารถดังกล่าวมาอย่างไร รถจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้องนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ขายมาให้ เพราะในสัญญาซื้อขายระบุมาชัดเจนว่า การซื้อขายจะต้องจดทะเบียนและเสียภาษีอย่างถูกต้อง รถซื้อมาในราคา 4 ล้านบาท เป็นราคาตลาดในขณะนั้น ก่อนจะนำมาส่งมอบให้ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ การที่มีหน่วยงานราชการคือกรมการขนส่งทางบกจดทะเบียนโอนให้ ทำให้วัดเชื่ออย่างสุจริตว่ารถคันดังกล่าวน่าจะชอบด้วยกฎหมาย อยากให้สังคมกลับไปถามดีเอสไอว่า ทำไมไม่ไปดำเนินการกับผู้ขาย ถ้ามันผิดกฎหมาย ไม่นำเข้าจดทะเบียนเสียภาษีโดยถูกต้อง หรือจดประกอบไม่ถูกต้อง ควรกลับไปไล่เบี้ยเอาจากคนขาย มิฉะนั้นประชาชน นักข่าว หรือใครก็ตาม ที่ไปซื้อรถมาคันหนึ่งโดยชอบและราคาไม่ต่ำกว่าตลาด รวมถึงมีราคาตามปกติ แล้วเจอปัญหาในสภาพแบบนี้ ขอให้สื่อมวลชนช่วยกลับไปดูในส่วนนี้ และช่วยให้ความเป็นธรรมกับหลวงพี่แป๊ะด้วย ซึ่งทีมทนายวัดปากน้ำ ได้ฟ้องร้องทางแพ่งกับนายวิชาญ ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชันแล้วเมื่อ วันที่ 26 ก.พ. เรื่องการขายรถคันดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย” นายสุรพงษ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมทนายวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ นำเอกสารสมุดจดทะเบียนรถดังกล่าวในเอกสารระบุว่า “เป็นรถเบนซ์ 300 เปิดประทุน ปี ค.ศ.1953 มีพระครูพิทักษ์วรานุรักษ์ เป็นลูกค้า จากอู่วิชาญ วินเทจ การาจ มาชี้แจงระบุว่า จ่ายค่ามัดจำซื้อรถงวดแรก เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.53 จำนวน 1,000,000 บาท ตกลงซื้อในนามนางจริยา รัษฐปานะ งวดที่ 2 จำนวน 1,500,000 บาท โดยจ่ายเมื่อได้รับเอกสารทะเบียนพร้อมโอน และงวดที่ 3 จ่ายค่าซ่อม 1,500,000 บาท เริ่มจ่ายตั้งแต่ซ่อม ซื้ออะไหล่ เป็นงวดๆจนซ่อมแล้วเสร็จ

ช่วงค่ำ ดร.สมชาย สุรชาตรี โฆษก พศ. เปิดเผยว่า ตามที่มติมหาเถรสมาคม ตั้งผู้แทนมหาเถรฯ 3 รูป ติดตามสถานการณ์ทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยเห็นชอบให้พระพรหมโมลี ประธานคณะเลขานุการ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ทำหนังสือ เรื่องการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในวิธีปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช แจ้งไปยังเจ้าคณะใหญ่ทุกหน ถึงเรื่องการขึ้นป้ายรณรงค์สนับสนุนมติ มส. เรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช โดยได้แจ้งให้เจ้าคณะพระสังฆาธิการและพระภิกษุสามเณรในปกครอง ตระหนักถึงความเป็นจริงส่วนนี้ ขออย่าได้ดำเนินการใดๆ ที่ไม่เหมาะสม เพราะเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคน ต้องตระหนักให้จงมั่น เพื่อรักษาบรรทัดฐานเพื่อความถูกต้อง เพื่อความสง่างาม และดำรงอยู่เป็น ศูนย์รวมใจของพุทธศาสนิกชนทั้งหลายตลอดยิ่งยืนนาน

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้