วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จำคุก “สรยุทธ” บทพิสูจน์มาตรฐานจริยธรรมของสังคมไทย

จำคุก “สรยุทธ” บทพิสูจน์มาตรฐานจริยธรรมของสังคมไทย

  • Share:

จากกรณีที่ศาลอาญามีคำพิพากษาให้จำคุกนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรและผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทไร่ส้ม จำกัด เป็นเวลา 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานสนับสนุนพนักงานในองค์กรของรัฐ (อสมท) ให้กระทำการโดยมิชอบจนเกิดความเสียหายแก่องค์กรของรัฐ เมื่อเช้าวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาศาลได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการยื่นอุทธรณ์โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และห้ามเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งต้องมารายงานตัวต่อศาลทุกๆ 30 วัน

แม้ว่าในทางคดีจะถือว่า คดียังไม่ถึงที่สุด กล่าวคือ จำเลยยังสามารถต่อสู้ได้ตามขั้นตอนต่อไปในชั้นอุทธรณ์ แต่ก็ถือว่าเป็นคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว อีกทั้งในคำพิพากษาก็ได้ระบุถึงความผิดของจำเลยอย่างชัดเจน จึงทำให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่านายสรยุทธ ควรจะยุติการทำหน้าที่ในฐานะพิธีกรและผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ในทันทีจนกว่าคดีจะสิ้นสุดหรือไม่

โดยในกรณีนี้ ทางผู้บริหารของช่อง 3 ได้กล่าวชัดเจนแล้วว่า ยังคงอนุญาตให้นายสรยุทธจัดรายการต่อไป เพราะถือว่า ความผิดที่เกิดขึ้นและนำไปสู่การมีคำพิพากษาดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดก่อนที่นายสรยุทธจะมาทำงานให้ช่อง 3 และตลอดระยะเวลาที่ร่วมงานกันมานายสรยุทธก็ไม่ได้เคยทำผิดอะไรที่ร้ายแรง แต่ก็พร้อมที่จะรับฟังเสียงสะท้อนจากสาธารณชนต่อไป

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด 2 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทางสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 ทบทวนการทำหน้าที่ของนายสรยุทธ โดยระบุว่า “กรณีดังกล่าวมีผลกระทบไม่ใช่เฉพาะต่อความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อวงการสื่อมวลชนไทยในภาพรวมซึ่งกำลังอยู่ในภาวะที่ถูกสังคมตั้งคำถามต่อความรับผิดชอบและจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่

ถึงแม้กรณีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ แต่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมว่ามีหลักฐานเพียงพอว่า นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่เกิดขึ้น  ซึ่งเป็นความผิดทั้งทางด้านอาญาและด้านจริยธรรม   เพราะฉะนั้นสังคมจึงมีความคาดหวังว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 จะแสดงความรับผิดชอบและเป็นตัวอย่างในการวางมาตรฐานจริยธรรมด้วยการให้ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ยุติบทบาทหน้าจอ อย่างน้อยเป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

สื่อมวลชนไทยได้ยึดมั่นในหลักการของการกำกับและดูแลกันเองเพื่อสร้างหลักประกันสำหรับเสรีภาพในการรายงานข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็นมาตลอด แต่จุดยืนของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ต่อกรณี นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ทำให้หลักการของการกำกับดูแลกันเองของสื่อถูกตั้งคำถามมากขึ้น และเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับความพยายามของกลุ่มคนที่ต้องการให้มีกลไกที่มีอำนาจทางกฎหมายในการควบคุมและลงโทษสื่อที่ละเมิดจริยธรรมจึงขอเรียกร้องให้ผู้บริหารของ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทบทวนการทำหน้าที่ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เพื่อเป็นแบบอย่างในการสร้างบรรทัดฐานด้านจริยธรรมให้กับวงการสื่อมวลชนไทย”

หลังจากแถลงการณ์ขององค์กรวิชาชีพสื่อทั้งสองออกมาได้ไม่นาน นายสรยุทธก็ได้กลับมาเป็นพิธีการในรายการ “เจาะข่าวเด่น” ทางช่อง 3 อีกครั้ง หลังจากที่ได้งดรายการนี้ไปเมื่อช่วงเย็นวันที่ 29 ก.พ. นับว่าเป็นการสวนกระแสข้อเรียกร้องขององค์กรวิชาชีพและชาวโลกออนไลน์จำนวนมากที่ออกมาเรียกร้องในกรณีเดียวกัน

คำถามที่ตามมาในด้านของการกำกับดูแลกันเองทางจริยธรรมนั้น องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการอย่างไรต่อไปหรือไม่ ในกรณีนี้ องค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 และสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 เป็นสมาชิกอยู่ด้วย

จากธรรมนูญของสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยนั้น ระบุว่า ผู้ได้รับความเสียหายจากข้อความ เสียง หรือภาพที่ปรากฏในข่าวหรือรายการข่าวที่ผลิตโดยสมาชิกหรือจากพฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ที่สังกัดสมาชิก ซึ่งผู้เสียหายเห็นว่าขัดต่อข้อบังคับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ให้แจ้งเป็นหนังสือพร้อมด้วยพยานหลักฐานต่อสถานีหรือผู้ผลิตรายการนั้นโดยตรงเสียก่อน เพื่อให้สถานีหรือรายการนั้นดำเนินการบรรเทาความเสียหายตามควรแก่กรณี

เมื่อผู้เสียหายได้ดำเนินการข้างต้น แล้วถูกปฏิเสธหรือเพิกเฉยที่จะดำเนินการใดๆ จากสถานีหรือผู้ผลิตรายการซึ่งเป็นมูลเหตุให้เกิดความเสียหาย หรือเมื่อผู้เสียหายเห็นว่าการบรรเทาความเสียหายของสถานีหรือผู้ผลิตรายการ ไม่เป็นที่พอใจจนเห็นได้ชัด ผู้เสียหายมีสิทธิร้องเรียนเป็นหนังสือพร้อมด้วยพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการได้ ภายในสามสิบวัน นับแต่วันได้รับทราบความเสียหายนั้น

หากไม่มีผู้เสียหายมาร้องเรียนในเรื่องนี้ สภาวิชาชีพฯ ก็สามารถหยิบยกเรื่องมาพิจารณาได้เองหากเห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญ หรือมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับข้อความ ภาพ หรือเสียง ที่ปรากฏในสถานีหรือรายการที่เป็นสมาชิก หรือจากพฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ที่สังกัดสมาชิก ขัดต่อข้อบังคับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

ในกรณีนี้ มีเรื่องต้องพิจารณาอีกว่า กรณีของนายสรยุทธนั้น เข้าข่ายการละเมิดจริยธรรมในเรื่องใด จึงต้องไปพิจารณาจากข้อบังคับสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ในหมวดที่ว่าด้วยจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพข่าว ข้อ 10 ที่ระบุว่า ผู้ประกอบวิชาชีพข่าว “ต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของผู้ประกอบวิชาชีพข่าว”

หากคณะกรรมการสภาวิชาชีพข่าวฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีของนายสรยุทธ เข้าข่ายละเมิดจริยธรรมในข้อนี้ ก็จะมีอำนาจในการส่งคำวินิจฉัยไปยังต้นสังกัดของผู้นั้น เพื่อดำเนินการลงโทษ แล้วแจ้งผลให้สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยทราบโดยเร็ว และในกรณีที่ต้นสังกัดไม่ดำเนินการใดๆ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยอาจเผยแพร่คำวินิจฉัยนั้นต่อสาธารณะด้วยก็ได้

นอกจากนี้ เนื่องจากว่า ระบบการกำกับดูแลกันเองทางจริยธรรมของสื่อวิทยุและโทรทัศน์เป็นระบบการกำกับดูแลร่วมกับภาครัฐ ซึ่งในที่นี้คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดังนั้น หากสภาวิชาชีพฯ ไม่ดำเนินการใดๆ หรือมีคำวินิจฉัยไปแล้ว แต่ต้นสังกัดไม่ดำเนินการลงโทษ ก็เป็นหน้าที่ของ กสทช.ที่จะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาและสั่งการต่อไป

เมื่อถึงตอนนี้ ต้นสังกัดยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ อีก กรณีนี้ก็จะถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความมีประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ของการประกอบกิจการของผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการรายนั้นๆ ซึ่งน่าจะมีผลต่อการต่อใบอนุญาตประกอบกิจการหากมีการยื่นขอในอนาคต

ทั้งหมดนั้นเป็นกระบวนการดำเนินการในส่วนของกระบวนการกำกับดูแลกันเองขององค์กรวิชาชีพสื่อที่เกี่ยวข้อง แต่กระบวนการที่น่าจะได้ผลกว่าคือ กระบวนการทางสังคมที่ขณะนี้ ได้มีการรณรงค์ทาง Social media แล้วเพื่อกดดันให้ทางผู้บริหารช่อง 3 สั่งให้นายสรยุทธยุติบทบาทในฐานะพิธีกรและผู้ประกาศข่าว ซึ่งเชื่อว่า เป็นเรื่องที่ผู้บริหารช่อง 3 กำลังพิจารณาอยู่อย่างเคร่งเครียด เพราะหากการรณรงค์ดังกล่าวยังไม่มีผลกระทบต่อเรตติ้งของช่อง โดยเฉพาะรายการที่มีนายสรยุทธดำเนินรายการอยู่ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ก็คงไม่เกิดขึ้น

กรณีที่เกิดขึ้น จึงนับเป็นการพิสูจน์ว่า พลังของกลุ่มคนในสังคมไทยที่เห็นความสำคัญของปัญหาจริยธรรมของคนทำงานสื่อมวลชนที่กระบวนการทางกฎหมายได้ตัดสินว่ามีความผิดแล้วในระดับหนึ่ง จะมีแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่

หรือจะเป็นเพียงแค่พลังของคนกลุ่มน้อยที่ทำได้แค่วิพากษ์วิจารณ์ผ่าน Social Media และสื่อมวลชนอีกบางส่วน และเมื่อถึงตอนนั้น ผลกระทบอาจจะย้อนกลับมาที่การเรียกร้องให้นำกฎหมายเข้ามาควบคุมสื่อ ซึ่งก็คงมีคนอีกเพียงส่วนน้อยอีกนั่นแหละที่จะเข้าใจว่า จะมีผลกระทบต่อเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนมากน้อยเพียงใด...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้