วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไม้บรรทัดสื่อนอก ผิดโดนแบน ดังแค่ไหนก็ฟัน ยึดองค์กรต้องน่าเชื่อถือ

ไม้บรรทัดสื่อนอก ผิดโดนแบน ดังแค่ไหนก็ฟัน ยึดองค์กรต้องน่าเชื่อถือ

  • Share:

ฐานันดรที่ 4 คำที่ห่อหุ้มไว้ซึ่งเกียรติและความน่าภาคภูมิของสื่อมวลชน มาเป็นเวลานาน แต่อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงแล้ว คำๆ นี้ หาใช่จะใช้กับบุคคลทุกคนที่เข้ามาทำอาชีพเป็นสื่อมวลชน หากแต่คำๆ นี้ จะใช้ได้แต่กับสื่อมวลชน ที่ดำรงไว้ซึ่ง การรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสาร ความคิด ทัศนคติ และการขับเคลื่อนเรื่องราวต่างๆ เพื่อหล่อหลอมสังคม อันพึงประสงค์ เท่านั้น…

แล้วอะไรล่ะ! คือบรรทัดฐานในวิชาชีพ ที่จะนำมาใช้ในการขีดเส้นแบ่ง ระหว่างความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง ซึ่งสื่อมวลชน ที่สามารถเรียกตัวเองได้อย่างเต็มปากว่า ฐานันดรที่ 4 พึงมีและควรปฏิบัติ ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาทุกท่านไปสอบถามเอากับนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ที่จะมาเล่าบรรทัดฐาน กรณีศึกษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อจากต่างประเทศ ที่น่าสนใจจาก มาให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ทุกท่านได้รับฟังกัน....  

อาจารย์สกุลศรี ศรีสารคาม หัวหน้าสาขา คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

เราไปล้อมวงฟังคำบอกเล่าที่น่าสนใจ และควรนำมาปรับใช้กับวิถีแห่งสื่อมวลชนในปัจจุบันของประเทศไทย จาก อาจารย์สกุลศรี ศรีสารคาม หัวหน้าสาขา คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กันดีกว่า...

ซื่อสัตย์ โปร่งใส ไร้ประโยชน์ทับซ้อน 3 หลักยึดสื่อระดับไหนก็ต้องมี

“หากสื่อทำผิด แค่พูดว่าขอโทษ หรือ ออกมาขอโทษมันยังไม่พอ มันควรมีบทลงโทษด้วย” อาจารย์สกุลศรี เริ่มต้นการสนทนาอย่างเผ็ดร้อนกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์...

“เพราะอะไรน่ะหรือคะ.........” นักวิชาการหญิงผู้แน่วแน่ พักหายใจสักครู่ ก่อนกล่าวต่อไปว่า... ก็เพราะ.......หัวใจหลักของการทำสื่อ คือ การทำให้ตัวเองน่าเชื่อถือ เพราะสื่อมวลชนคือ อาชีพที่มีอิทธิพล ต่อคนในสังคม ทั้งความคิด และทัศนคติ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงมีมากกว่าคนอื่น คือ 1.ความซื่อสัตย์ 2.ความโปร่งใส ในการที่จะได้ข้อมูลมา สำหรับการนำเสนอ 3.ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะกับประเทศไทย ที่ก้าวเข้าสู่ระบบทุนนิยม สื่อในประเทศไทย เป็น commercial (เชิงพาณิชย์) เสียส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จึงต้องเป็นเรื่องที่ต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ว่า จะปรับสมดุลอย่างไรเพื่อไม่ให้มันมามีผลต่อการตัดสินใจเชิงบรรณาธิการข่าว

การปล่อยให้ไปเคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยกลับมาทำงานอีกครั้งก็คงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรเลย....

ซึ่งหากทั้ง 3 ส่วนนี้ มีข้อบกพร่อง ผิดพลาด แกว่งซ้ายแกว่งขวา เพียงเล็กน้อย มันมีผลต่อความเชื่อถือของคน ที่มีต่อการรายงานข่าวของตัวสื่อมวลชน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น สื่อมวลชนเองก็ควรจะต้องพิจารณาตัวเอง หรือไม่ว่า ควรจะจัดการ กับความไม่น่าเชื่อถือที่เกิดขึ้น นั้น อย่างไร? เช่น หากมันไปมีส่วนที่ทำให้คนเกิดไม่เชื่อถือในรายงานข่าวที่ออกไป สื่อก็ควรไปเคลียร์ตัวเองให้ชัดเจนก่อนหรือไม่.... เพื่อให้สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่คนเป็นสื่อมวลชนไม่ควรลืม เพราะทุก ๆ การรายงานข่าวออกไป ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนในสังคม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็น influencer (กลุ่มคนที่มีอิทธิพล) ที่แค่พูดเพียงความคิดเห็นส่วนตัว คนก็ยังเชื่อว่า มันจะคือข้อเท็จจริง ก็ยิ่งควรจะต้องเคารพในวิชาชีพ และประชาชนที่ให้ความน่าเชื่อ ให้มากกว่าปกติ

ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่า 3 หลักการข้างต้น นี้ คนที่เป็นสื่อทุกคนไม่ว่าระดับใด ควรยึดถือเป็นหลักในการทำงาน และหากเกิดไปทำผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย หรือ อาจจะผิดหรือไม่ผิดก็ตาม แต่หากเกิดข้อกังขาให้ต้องมีการตรวจสอบ สื่อก็ควรจะยุติการทำหน้าที่ชั่วคราว เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบ นั้น เคลียร์ตัวเองให้พ้นจากข้อกังขาเสียก่อน

หากมีส่วนที่ทำให้คนเกิดไม่เชื่อถือในรายงานข่าวที่ออกไป สื่อก็ควรไปเคลียร์ตัวเองให้ชัดเจนก่อนหรือไม่

ต้องยึดองค์กร รักษาศรัทธาประชาชน มากกว่าตัวบุคคล

เมื่อคุยมาถึงบรรทัดนี้ หัวหน้าสาขา คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ หยุดคิดสักครู่ ก่อนเอ่ยต่อไปว่า มีหลายกรณีศึกษาในต่างประเทศที่น่าสนใจ ซึ่งอยากให้ประชาชน ได้ลองพิจารณาดูว่า ไม้บรรทัดแห่งวิชาชีพของคนที่ทำงานสื่อในต่างประเทศนั้น เค้ามีความเข้มงวดและให้ความสำคัญกับความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์กร มากกว่าที่จะไปติดยึดกับเฉพาะตัวบุคคลที่กระทำผิด ซึ่งบางครั้ง อาจเป็นความผิดแม้เพียงเล็กน้อย ก็ตามที....  

แสดงความเห็น ไม่ควรให้นมลูกในที่สาธารณะ ยังถูกแบน

กรณีแรก นาย Alex Dyke ดีเจ ประจำสถานีวิทยุ BBC ของประเทศอังกฤษ เกิดไปพูดแสดงความคิดเห็นออกอากาศ ในประเด็นเรื่องการที่แม่ให้นมลูก ว่าไม่ควรกระทำในที่สาธารณะ แต่หลังจากที่พูดออกอากาศไป ปรากฏว่า ได้เกิดเสียงสะท้อนกลับมาจากประชาชนจำนวนมากว่า ทั่วโลกเค้ากำลังมีการรณรงค์ให้การให้นมลูก สามารถทำได้ทุกที่ เพราะมันเป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งเมื่อมีเสียงสะท้อนกลับเพียงแค่นี้ BBC ตัดสินใจพักงาน ดีเจ ผู้นี้ เป็นเวลาถึง 6 เดือน

ขอบคุณภาพประกอบจาก www.nme.com

(อ่านประกอบ) http://www.nme.com/news/various-artists/87581

กรณีนี้ น่าสนใจตรง แม้มันจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่มันมีผลต่อทัศนคติของคนในสังคม เพราะผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศ มีอิทธิพลสูงมาก เมื่อทำอย่างหนึ่งอย่างใดไปแล้ว ทำให้เกิดความสั่นคลอนต่อหลักการสำคัญ 3 ข้อที่ว่าเกิดสั่นคลอน คุณก็ควรพิจารณาตัวเอง อีกทั้งการมีคำสั่งพักงานดังกล่าว ก็เพื่อทำให้คนในสังคมได้รู้ว่า ผู้ประกาศผู้นั้น ได้กระทำความผิดลงไป

ฟันเด็ดขาด พิธีกรรายการดังระดับโลก หลังก่อเหตุทะเลาะวิวาท

กรณีที่ 2 ซึ่งก็เกิดกับ BBC เหมือนกัน ก็คือ กรณี สั่งลงโทษ พักงาน ถอดรายการ และท้ายที่สุดไม่ต่อสัญญากับ นาย Jeremy Clarkson พิธีกรรายการ Top Gear รายการชื่อดังที่มีเรตติ้งสูงลำดับต้นๆ ของโลก โทษฐานไปมีเรื่องชกต่อยกับ นาย Oisin Tymon โปรดิวเซอร์ประจำรายการ ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ในย่านยอร์คเชียร์ โดยบทลงโทษเด็ดขาดนี้ เป็นไปอย่างแน่วแน่ แม้ พิธีกรชื่อดังจะพยายามขอโทษต่อเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด รวมถึงทางผู้บริหาร BBC เอง จะออกมายอมรับว่า โดยรู้ดีว่า รายการดังกล่าวมีชื่อเสียงขนาดไหน และรู้อีกว่า การตัดสินใจที่เกิดขึ้น จะทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาก็ตาม รวมถึงจะมีประชาชนจำนวนมหาศาลล่ารายชื่อกัน เพื่อสนับสนุนให้พิธีกรอารมณ์ร้อนรายนี้ กลับมาจัดรายการอีกครั้งก็ตาม

ขอบคุณภาพประกอบจาก www.cnn.com

(อ่านประกอบ) http://edition.cnn.com/2015/03/25/world/uk-bbc-jeremy-clarkson/

กรณีนี้ น่าสนใจตรงที่ BBC มองว่า นักข่าวคือ Role model หรือ ต้นแบบของคนในสังคม จึงต้องทำให้คนในสังคมได้รู้ว่า ความผิดแบบนี้มันไม่ควรเกิดขึ้น เพราะมันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ วิธีได้ข้อมูลมาเขียนข่าวไม่โปร่งใส ต้องถูกลงโทษ

กรณีที่ 3 คราวนี้เกิดขึ้นกับหนังสือพิมพ์ เดอะซัน แทบลอยด์ ชื่อดังและขายดีที่สุดของประเทศอังกฤษ มีคำสั่งพักงาน และที่สุดมีคำสั่งไล่ออก นาย Anthony France นักข่าว ที่ไปติดสินบน เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นเงินกว่า 20,000 ปอนด์ เพื่อให้เปิดเผยข้อมูลบางอย่างที่ไม่ควรจะเปิดเผย สำหรับนำไปใช้ในการรายงานข่าวของตัวเอง ซึ่งถึงแม้ข่าวดังกล่าวจะมีประโยชน์ แต่วิธีการที่ได้มาซึ่งข่าวไม่โปร่งใส จึงต้องถูกลงโทษ และดำเนินคดีในท้ายที่สุด

ซื่อสัตย์ โปร่งใส ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน เชื่อว่าจะทำให้มาตรฐานการทำงานของสื่อมีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าปัจจุบัน

(อ่านประกอบ) http://www.wsj.com/articles/u-k-tabloid-journalist-convicted-of-bribery-1432922022

โดนจับได้ แอบถือหุ้นบริษัทพีอาร์ มีประโยชน์ทับซ้อน ใช้หน้าที่ดึงลูกค้าเข้ารายการตัวเอง 

กรณีที่ 4 คือ สถานีโทรทัศน์ Globe television ของ แคนาดา สั่งพักงานไม่มีกำหนด กับ นาย Leslie Roberts บก.ข่าว และผู้ประกาศชื่อดังของสถานี ซึ่งมีสิทธิในการตัดสินใจว่า จะให้อะไรออกอากาศหรือไม่ออกอากาศ โทษฐานไปมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัท Buzz PR ซึ่งเป็นบริษัทประชาสัมพันธ์ชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยการแอบเข้าไปมีหุ้นส่วนในบริษัทดังกล่าว และใช้ตำแหน่งหน้าที่ ดึงลูกค้าของบริษัทพีอาร์ที่ตัวเองแอบถือหุ้นอยู่ มาออกในรายการทั้งของตัวเองและรายการอื่นๆ ของทางสถานี ที่ตัวเองมีสิทธิชี้ขาด

ขอบคุณภาพประกอบจาก www.nationalpost.com

(อ่านประกอบ) http://news.nationalpost.com/news/canada/global-tv-anchor-leslie-roberts-resigns-after-probe-finds-he-breached-conflict-of-interest-rules

ดังแค่ไหนก็ไม่เอาไว้! 2 คู่หูนักพากย์บอลระดับโลก เผลอหลุดปากเหยียดเพศ โดนไล่ออก

กรณีที่ 5 คือ สองคู่หูชื่อดังระดับโลก Andy Gray และ Richard Keys สองนักวิเคราะห์วิจารณ์ชื่อดังของวงการฟุตบอลอังกฤษ ถูก สถานีโทรทัศน์ สกาย สปอร์ตส์ ลงโทษด้วยการไล่ออก โทษฐาน เผลอหลุดปากเหยียดเพศ ดูถูกการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินสาว กลางรายการของตัวเอง จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวไปทั้งเกาะอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.2011

ขอบคุณภาพประกอบจาก www.independent.co.uk

(อ่านประกอบ) http://www.independent.co.uk/news/people/news/get-your-ts-out-for-the-lads-andy-gray-and-richard-keys-direct-sexist-chant-at-clare-tomlinson-in-9098633.html

พักงาน 6 เดือนไม่จ่ายเงิน พิธีกรดาราช่อง รายงานข้อมูลผิด ไม่ตรวจสอบ

กรณีที่ 6 สถานีโทรทัศน์ NBC ประกาศพักงาน ผู้ประกาศระดับดาราของช่อง นาย Brian William เป็นเวลาถึง 6 เดือน และไม่จ่ายเงินเดือน โทษฐานรายงานข้อมูลผิด เกี่ยวกับเหตุการณ์สงครามในประเทศอิรัก เมื่อปี ค.ศ.2003 โดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลก่อน

ขอบคุณภาพประกอบจาก www.theguardian.com

(อ่านประกอบ) http://www.theguardian.com/media/2015/feb/11/brian-williams-nbc-suspends-news-anchor-for-six-months-over-helicopter-story

ถึงเวลาหรือยัง มีบทลงโทษสื่อที่ทำผิดในประเทศไทย

อาจารย์สาว ผู้คร่ำหวอดในวงการสื่อ กล่าวต่อไปว่า จากกรณีศึกษาเหล่านี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่า บทลงโทษจะถูกนำมาใช้กับสื่อที่ทำผิดทันทีไม่ว่าเค้าผู้นั้น จะมีชื่อเสียงและเป็นผู้ที่เป็นถึงระดับดารา กระชากเรตติ้งให้กับองค์กร ก็ตาม หรือ อย่างวัฒนธรรมสั่งพักงาน เพราะบกพร่องในหน้าที่ แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ เราก็แทบไม่เคยเห็นว่ามันมีวัฒนธรรมแบบนี้ ในประเทศไทยเลย ทั้งๆ ที่ เรื่องนี้ จะช่วยทำให้ คนที่ทำหน้าที่สื่อ ต้องมีความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวมากขึ้น รวมทั้งตอกย้ำว่า การทำหน้าที่ของสื่อมีผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก ก็ตาม ไม่ใช่เพียงทำผิดก็ขอโทษ เพราะคำเพียงแค่คำขอโทษ หรือ ออกมาขอโทษ มันไม่พอ มันไม่จบ มันควรจะมีบทลงโทษด้วย เพราะคุณต้องทำให้สังคมรู้ว่า วิธีการแบบนี้ มันผิดด้วย.... 

อีกประเด็นที่น่าหยิบมาคิด ก็คือลองคิดดูว่า ปัจจุบันคนธรรมดาก็สามารถทำข้อมูลเอง เสมือนเป็นนักข่าวเองในโลกออนไลน์ได้ แล้วคนที่เป็นนักข่าวจริงๆ ไม่มีแบบแผนที่ให้เค้าดูเป็นตัวอย่างว่า แบบไหนคือถูก แบบไหนคือผิด แบบนี้ก็ยิ่งทำให้สังคมสับสนมากขึ้นไปอีกหรือเปล่า? เพราะฉะนั้น จึงอยากชวนให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันคิดในประเด็นนี้ดูให้ดีๆ

อาจารย์สกุลศรี ศรีสารคาม

เลือกคน 1 คน หรือ องค์กร แนะวางมาตรฐานให้ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อการปฏิบัติเป็นรูปธรรม  

อาจารย์สกุลศรี กล่าวแสดงความเห็นต่อไปว่า จริงๆ ส่วนตัว อยากขอเรียกร้องให้องค์กรสื่อ มองในระยะยาวว่า คนเค้ามองความเป็นสื่อ และเห็นคุณค่าของความมีองค์กรของคุณในสังคมแบบไหน และจะเลือกอะไร ระหว่างการรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กร หรือ คน 1 คน คืออย่างน้อยที่สุด การปล่อยให้ไปเคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยกลับมาทำงานอีกครั้งก็คงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรเลย....   

ทั้งนี้ หาก องค์กรสื่อ สภาวิชาชีพ และ ภาคประชาสังคม ร่วมมือกันสร้างมาตรฐาน เรื่อง 1.ความซื่อสัตย์ 2.ความโปร่งใส ในการที่จะได้ข้อมูลมา สำหรับการนำเสนอ และ 3.ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อสร้างระบบของการตรวจสอบกันเอง ที่ได้ผล อย่างจริงจัง ก็เชื่อว่าจะทำให้มาตรฐานการทำงานของสื่อมีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าปัจจุบัน ที่ระบบการตรวจสอบกันเอง ไม่ได้ผลมากนัก เพราะมาตรฐานในการตัดสินว่ามันผิด หรือ ถูกต้อง ยังเป็นกรอบที่กว้างเกินไป แถมยังไม่ได้เป็นการตกลงร่วมกัน แบบ ฉันพร้อมยอมรับร่วมกัน เพราะฉะนั้นส่วนตัวเห็นว่า ปัจจุบันสื่อควรมีการเปลี่ยนกรอบจริยธรรมกันใหม่ โดยอาจดึงนายทุน หรือ ใครก็ตามต้องลงมาคลุกกับการกำหนดที่ว่านี้ เพราะหาต้นแบบที่ชัดเจน ว่า หากใครทำแบบนี้ผิด หรือแบบไหนที่คุณยอมรับได้กับการถูกลงโทษ ซึ่งหากทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน และยอมปฏิบัติ การกำกับดูแลกันเองก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประชาชนต้องมีส่วนร่วม กรุยทาง Active Citizen

อีกภาคส่วนที่สำคัญ ซึ่งควรมาร่วมมือกันก็คือภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการมีโลกโซเชียลมีเดีย ที่สามารถเข้าถึงคนในวงกว้างแบบปัจจุบันนี้ การตรวจสอบมันก็จะยิ่งง่ายขึ้นไปอีก บางทีเราอาจได้เจอ Active Citizen ที่มากขึ้นเหมือนในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อนและตรวจสอบการทำงานของสื่อ และเมื่อถึงวันนั้นจริง สื่อเองก็ควรที่จะต้องรับฟังเสียงสะท้อนนั้น เพราะประชาชนคือคนที่สื่อจะต้องสื่อสารกับเค้า เพราะฉะนั้น จึงควรทำหน้าที่ให้ดีเพื่อตอบสนองเค้าให้ได้.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้