วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กระทุ้งรัฐขยายวงเงิน-ระยะเวลา ทุ่มอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด : "นาทีทอง" ปั้นอนาคตชาติ

กระทุ้งรัฐขยายวงเงิน-ระยะเวลา ทุ่มอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด : "นาทีทอง" ปั้นอนาคตชาติ

  • Share:

“หากไม่มีเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 400 บาท ชีวิตคงจะแย่”

เสียงสะท้อนที่สะเทือนใจจาก นางอภิญญา สัตตารัมย์ ชาว อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งพิการแขนขาขวาอ่อนแรง หนึ่งในผู้ได้สิทธิ์รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ถือเป็นคำยืนยันที่ชัดเจนถึงความสำคัญของเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด พร้อมขยายความต่อด้วยว่า “ค่าใช้จ่ายลูกชายคนเล็กวัย 4 เดือนที่สำลักน้ำคร่ำระหว่างคลอดทำให้ร่างกายอ่อนแอไม่สามารถดูดนมแม่ได้ ต้องให้นมผ่านสายยาง ทั้งต้องพาไปหาหมอแต่ละครั้งเสียค่าเดินทางไม่ต่ำกว่า 300 บาท ขณะที่ลูกสาวคนโตวัย 8 ขวบก็เรียนอยู่ ป.2 ค่าใช้จ่ายเฉพาะลูกคนเล็กแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 บาท ลำพังเงินจากสามีที่มีอาชีพรับจ้างได้เดือนละ 4,000 บาท บวกกับเบี้ยความพิการของตนเอง 800 บาทต่อเดือน ยอมรับไม่พอใช้จ่าย บางครั้งต้องหยิบยืมหรือสามีต้องขอเบิกค่าแรงล่วงหน้ามาจุนเจือ”

ขณะที่คุณยายวัย 59 ปี ซึ่งต้องเลี้ยงหลานสาวแฝดสอง อยู่ที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ นางสำรอง มาแสวง บอกว่า “แม่เด็กต้องไปทำงานที่ จ.ชลบุรี เพื่อส่งเงินมาเป็นค่านม เนื่องจากพ่อเด็กแยกทางกัน ครอบครัวก็ลำบากมาก มีเงินของตาที่ได้จากการรับตัดผมและซ่อมจักรยานเล็กๆ น้อยๆ บวกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมาใช้จ่าย บางครั้งต้องยืมเพื่อนบ้านมาจ่ายค่านมซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักขณะนี้ เงินอุดหนุนที่ได้รับคนละ 400 บาทรวม 2 คน 800 บาท ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระได้มาก”

นี่เป็นเพียงเสียงสะท้อนเสี้ยวหนึ่งจากผู้ที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อเดือนมี.ค.2558 ในการอนุมัติงบประมาณ 680 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้กับเด็กที่เกิดระหว่าง 1 ต.ค.2558 ถึง 30 ก.ย.2559 ในครอบครัวยากจนหรือเสี่ยงต่อความยากจนรายละ 400 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 12 เดือน คาดการณ์ว่าจะมีเด็กที่ได้รับสิทธิ์ประมาณ 128,000 คน

จากการเปิดรับลงทะเบียนวันแรก 15 ก.ย.2558 จนถึงล่าสุด 26 ก.พ.2559 กว่า 5 เดือน กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รายงานมีผู้ลงทะเบียนแล้ว 64,579 คน คิดเป็นร้อยละ 50.45 ของกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด จังหวัดที่ลงทะเบียนสูง 5 อันดับแรกคือ ปัตตานี 3,016 คน รองลงมา บุรีรัมย์ 2,657 คน ศรีสะเกษ 2,549 คน นครศรีธรรมราช 2,517 คน และนครราชสีมา 2,431 คน โดยกำหนดให้ลงทะเบียนถึง 31 มี.ค.2559

นภา เศรษฐกร


นางนภา เศรษฐกร อธิบดี ดย. กล่าวว่า “จากการประเมินผลครอบครัวที่ได้รับสิทธิ์ล้วนมีเสียงตอบรับว่าช่วยแบ่งเบาภาระและเกิดประโยชน์มากสำหรับลูกที่เกิดมา อีกทั้งยังได้รับรู้ปัญหาเฉพาะหน้าอื่นๆ ที่สามารถประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที ถือว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จมากพอสมควร เพราะ เด็กแรกเกิดจนถึง 6 ขวบถือเป็น “วัยทองคำ” หากได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างมาก”

“ยูนิเซฟและหน่วยงานพันธมิตรเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง โดย ขยายระยะเวลาการช่วยเหลือให้ครอบคลุมเด็กแรกเกิดจนถึง 3 ปี และเพิ่มวงเงินเป็น 600 บาทต่อเดือน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก ซึ่งสถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ยังชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มเป็น 600 บาท ยังช่วยลดช่องว่างความยากจนได้ถึง 8.6 เท่า คณะกรรมการส่งเสริม การพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ซึ่งมี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการจึงมีมติเห็นชอบหลักการขยายวงเงินและระยะเวลาดังกล่าว และได้นำเสนอเข้าสู่วาระการพิจารณาของ ครม. คาดว่าจะได้รับการพิจารณาเร็วๆนี้” นางนภา ย้ำถึงความสำคัญของโครงการ

โธมัส ดาวิน

ขณะที่ นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ชี้ชัดถึงโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดว่า “เป็นโครงการสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ช่วยเหลือเด็กยากจนให้ได้รับการพัฒนาเพราะข้อมูลจากการวิจัยระบุถึง การลงทุนกับเด็กช่วงอายุ 0–6 ปีซึ่งเป็นช่วงสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสมองถือเป็นนาทีทองที่ต้องลงทุนเพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้จึงไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะเด็กยากจน แต่ยังตอบโจทย์ช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องลงทุนในเด็กเล็ก”

“ต้องชื่นชมรัฐบาลไทยที่ผลักดันให้เกิดโครงการนี้ รวมถึงการบูรณาการทำงานของหน่วยงานต่างๆ อย่างเข้มแข็ง ทำให้เพียง 5 เดือนกว่าสามารถขับเคลื่อนโครงการโดยมีผู้ลงทะเบียนถึงร้อยละ 50 ของเป้าหมาย ถือเป็นความสำเร็จที่เป็นแบบอย่างให้กับหลายประเทศ ทั้งยังมีระบบติดตามประเมินผล จะทำให้ทราบข้อเท็จจริงสะท้อนกลับที่เป็นประโยชน์ต่อการผลักดันโครงการไปสู่เป้าหมายที่ยูนิเซฟตั้งเป้าการอุดหนุนรายละ 600 บาทต่อเนื่อง 6 ปี” นายโธมัส กล่าว

จากการที่ ทีมข่าวการพัฒนาสังคม ได้ลงพื้นที่และสัมผัสกับผู้ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากโครงการ ยิ่งทำให้เราตระหนักชัดถึงคุณค่า และความสำคัญที่จะส่งผลต่อสังคมและประเทศ ชาติในระยะยาวและเราขอเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ฝากไปถึงรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ย้ำเสมอมาถึงความสำคัญของการพัฒนาคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะปฐมวัยซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องต่อพัฒนาการในช่วงวัยต่างๆ

จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะเห็นความสำคัญต่อการลงทุนพัฒนาช่วงวัยทองของเด็ก 0-6 ขวบ ที่จะทุ่มเทสนับสนุนงบประมาณและระยะเวลาให้มากยิ่งขึ้นตามเป้าหมายที่หลายฝ่ายเรียกร้อง โดยเฉพาะครอบครัวยากจนที่ได้ใช้ประโยชน์จากเงินก้อนนี้จริงๆ

เพราะเงินอุดหนุนเด็กเล็กแม้จะเป็นเงินจากงบประมาณแผ่นดิน

แต่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาเด็กไทยซึ่งเป็นอนาคตของชาติระยะยาวที่ให้ผลคุ้มค่า.

ทีมข่าวการพัฒนาสังคม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้