วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จากน้ำปูนถึงน้ำยา

จากน้ำปูนถึงน้ำยา

  • Share:

ทีวีช่องไทยพีบีเอส เริ่มโครงการแบ่งน้ำใช้ ปันน้ำใจ สู้ภัยแล้ง...นัด 10 กลุ่มธุรกิจ...นำร่อง นำเสนอต้นแบบการประหยัดน้ำ...ผมกำลังตามดู...มีการประหยัดน้ำแบบไหน ที่คนคนหนึ่ง...พอจะทำตามได้บ้าง

ประมาณการการใช้ภาคครัวเรือน 600 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศ 800 ล้าน ลบ.ม. ภาคการเกษตร พืชสวนใช้ 200 ล้าน ลบ.ม. นาปรัง ใช้ 1,000 ล้าน ลบ.ม. รวมความต้องการใช้น้ำ...2,600 ล้าน ลบ.ม. ยังขาดน้ำอีก 1,400 ล้าน ลบ.ม.

การใช้น้ำรักษาระบบนิเวศ...เป็นความจำเป็น...ภาคเกษตร พืชสวน นาปรัง...ผมเห็นความจำเป็น...วิถีชีวิตเกษตรกร...ไม่ได้สุขสบาย...ทำเพื่อความอยู่รอด ถ้ารัฐบาลมีอำนาจ...จะดูแลน้ำส่วนนี้ให้พวกเขาได้ ก็ต้องทำ

มีก็แต่การใช้น้ำภาคครัวเรือน...นี่แหละครับ...มีตัวเลขคนเมืองใช้น้ำเฉลี่ยรายละ 200 ลิตรต่อวัน คนชนบทใช้น้ำเฉลี่ย 80 ลิตรต่อวัน...น้อยกว่ากันเกินเท่าตัว

ตัวเลขนี้ชี้ว่าคนเมืองซึ่งเป็นคนรวยกว่า มีระบบน้ำประปาถึงบ้าน ใช้น้ำเพื่อความสะดวกสบาย...คนชนบทนั้น ระบบน้ำ...ครึ่งๆกลางๆใช้น้ำตามกำลัง ตามความจำเป็น

เราน่าจะช่วยๆกันคิด ในภาวะวิกฤติน้ำ คนเมือง...น่าจะมีส่วน...ช่วยประหยัดน้ำตรงไหน

เริ่มที่น้ำกิน...แต่ละวัน เรากินทิ้งกินขว้าง...น้ำเต็มแก้วที่ยกมารับแขก...แขกดื่มรักษาน้ำใจ ทิ้งไว้ครึ่งค่อนแก้ว

บางองค์กร ผมเคยฟังมีวิธีหาน้ำให้แขก ด้วยการตั้งเหยือกน้ำไว้...แขกตั้งใจจะดื่มเท่าไร ก็รินไปแค่นั้น...วิธีนี้ช่วยประหยัดน้ำดื่มได้ปีละ...
ไม่ใช่น้อยๆ

น้ำใช้...วิถีชีวิตคนสมัยใหม่...แปรงฟันในอ่างล้างหน้า...ระหว่างแปรงฟัน ก็มักเปิดน้ำทิ้ง แต่เราจะย้อนกลับมาใช้ขัน...ก็คงทำได้ยาก เพราะใช้น้ำก๊อกสบายจนเคยตัวกันมานาน...จำ “มหา 5 ขัน” พลตรี จำลอง ศรีเมือง กันได้ไหม...นานเต็มที ท่านเป็นต้นแบบการประหยัดน้ำ...ใช้น้ำอาบเพียง 5 ขัน ผู้คนก็ขานรับ นับถือท่านกันมาก เลือกท่านเป็นผู้ว่าฯ กทม.สองสมัย แต่ตอนนี้ดูจะลืมๆกันไป

ครั้งหนึ่ง...ผมเคยไปหาท่านที่บริษัทเท่าทุน...ถนนพระราม 5 มหาสาธิตวิธีอาบน้ำให้ดู...เอาเข้าจริงๆ มหาอาบน้ำเสร็จสรรพ...ด้วยน้ำเพียง 3 กะโหลก...เท่านั้น

ในภาวะวิกฤติน้ำ...ถ้าคนกรุงเอาอย่าง “มหา 5 ขัน” ได้สักครึ่งเมือง...เราคงเหลือน้ำไปแบ่งปันให้คนชนบทและเกษตรกรใช้ได้มหาศาล น้ำที่บ่นกันว่าไม่มี ก็เกิดมีเหลือกินเหลือใช้

ที่จริงคนไทยเรามีชีวิตอยู่กับน้ำ รู้จักวิธีบริหารจัดการน้ำ...เชี่ยวชาญในการใช้น้ำ ตัวอย่างที่พูดกัน คุณสมบัติของแม่บ้านแม่เรือน...ต้อง“ เรือนสามน้ำสี่”

เรือนสาม...เรือนนอน เรือนครัว และเรือนผม...ส่วนน้ำสี่นั้น... 1 น้ำกิน 2 น้ำใช้ 3 น้ำใจ และ 4 น้ำปูน

แม่บ้านแม่เรือน...ต้องรู้จักดูแล ทั้งน้ำกิน น้ำใช้ ต้องมีน้ำใจ เจือจาน เหมือนที่สำนวนโบราณ น้ำผักบุ้งไป น้ำสายบัวมา แกงผักบุ้งแบ่งเอาไปให้เพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านก็ตอบแทนด้วยแกงสายบัว...

คนไทยสมัยก่อนรักใคร่ปรองดองกันดี ก็เพราะมีแม่บ้านที่บริหาร “น้ำใจ” เป็น

มาถึงน้ำ 4 คือ น้ำปูน เด็กรุ่นใหม่...คงสงสัย ก็แค่น้ำปูน อะไรจะถึงขั้นต้องบริหารจัดการ

น้ำปูนที่ใช้เติมในเต้าปูน วางในเชี่ยนหมากทุกบ้านสมัยโบราณ น้ำปูนที่ใช้ป้ายพลูนั้น...ถ้าใส เพราะใส่น้ำมาก ก็เหลวป้ายปูนไม่ติดถ้าใส่น้ำน้อย ปูนก็ข้น ป้ายหมากได้ไม่ดี...อีก

เพราะเหตุนี้ ทุกวันแม่บ้านจะต้องหมั่นเติมน้ำในเต้าปูนทีละน้อยๆ ให้พอดี

แม่บ้านขี้เกียจ... ก็จะเติมน้ำปูนทีเดียวมากๆ ถ้าเป็นคนไม่ถี่ถ้วน...ก็เหยาะน้ำน้อย...น้ำปูน จึงเป็นเครื่องวัดอุปนิสัยผู้หญิงในบ้าน ไม่ว่าแม่บ้าน หรือลูกสาวเจ้าบ้าน...เป็นคนแบบไหน

4 เดือนนี้ น้ำเป็นปัญหาใหญ่ น้ำเป็นตัววัดสติปัญญาพลานุภาพของผู้อาสา วันนี้เราไม่มีน้ำปูนในเต้า วัดอะไรใคร...ได้ ก็เห็นจะต้องเปลี่ยนมาใช้ “น้ำยา” เริ่มมีเสียงถามหาน้ำยากันอยู่

หากถึงวันเวลา...ที่ขอกันไว้...ยังหาน้ำยากันไม่เจอ...อย่ามาคุยว่าจะต้องขออยู่ดูแลใครต่อไป เวลาที่ทนอยู่กันมาได้นั้น มากเกินไปแล้วด้วยซ้ำ.

กิเลน ประลองเชิง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้