วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไทยจับมือสหรัฐฯ สกัด"มะเร็ง" คุกคามโลก.

ไทยจับมือสหรัฐฯ สกัด"มะเร็ง" คุกคามโลก.

  • Share:

4 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น “วันมะเร็งโลก” หรือ World Cancer Day ซึ่งสมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากล (Union for International Cancer Control, UICC) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO) กำหนดขึ้น เพื่อให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญ และสาเหตุของโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชากรโลก

องค์การอนามัยโลกประมาณการว่า ในปี 2563 จะมีประชากรโลกตายด้วยโรคมะเร็งมากกว่า 11 ล้านคน ในจำนวนนี้ 7 ล้านคน จะอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ ให้ข้อมูลว่า มะเร็งเป็นปัญหาการเสียชีวิตอันดับต้นๆของประชากรโลก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ปีละประมาณเกือบ 8 แสนราย เสียชีวิตประมาณกว่า 500,000 ราย โดยมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และ มะเร็งช่องปาก

สำหรับในประเทศไทย อธิบดีกรมการแพทย์ บอกว่า มะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประชากรไทย รองลงมา คือ อุบัติเหตุ และโรคหัวใจ

“จากข้อมูลล่าสุดมีคนไทยตายจากโรคมะเร็งปีละประมาณ 60,000 ราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 7 ราย มะเร็งที่ทำให้เสียชีวิตมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ทวารหนัก และมะเร็งปากมดลูก” คุณหมอสุพรรณบอกพร้อมกับให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับมะเร็งตับเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด แต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งตับรายใหม่มากถึง 20,000 ราย เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชาย และอันดับ 3 ในเพศหญิง อัตราการเสียชีวิตประมาณ 15,000 รายต่อปี โรคมะเร็งตับที่พบมากในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ โรคมะเร็งของเซลล์ตับ และโรคมะเร็งท่อน้ำดีตับ พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ

อธิบดีกรมการแพทย์ บอกว่า มะเร็งแต่ละชนิดจะมีการดำเนินของโรคและวิธีการรักษาที่แตกต่างตามอวัยวะที่เป็นมะเร็ง ระยะของมะเร็ง สภาพร่างกาย และความเหมาะสมของผู้ป่วยมะเร็ง ส่วนการรักษาจะยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็งและการดำเนินโรคของมะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งผิวหนัง รักษาง่ายกว่ามะเร็งปอด มะเร็งสมอง เป็นต้น

การป้องกันควบคุมโรคมะเร็งนอกจากทำในระดับประเทศแล้ว ความร่วมมือกับต่างประเทศในระดับนานาชาติก็เป็นเรื่องสำคัญ นพ.สุพรรณ บอกว่า ประเทศ ไทยมีการทำแผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งระดับชาติตามแนวทางขององค์การอนามัยโลกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 และถือเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการจัดทำแผนในเรื่องนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2556 ได้มีการผลักดันแผนนี้ลงสู่การปฏิบัติในระบบบริการสุขภาพทุกระดับ หรือที่เรียกว่า Service Plan สาขาโรคมะเร็ง มีการดูแลประชาชนตั้งแต่การป้องกันโรค จนถึงผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายในทุกเขตสุขภาพทั่วประเทศ รวมทั้งความร่วมมือของสถาบันมะเร็งแห่งชาติกับศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (U.S.-CDC) ผ่านทางศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐอเมริกา ด้านสาธารณสุข เรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non communicable disease) ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองประเทศได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันมากขึ้น รวมถึงความร่วมมืองานวิจัยที่เกี่ยวกับโรคมะเร็งซึ่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา มีความก้าวหน้าและมีประสบการณ์ในเรื่องนี้เป็นอย่างดี

ด้าน นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ บอกว่า การมีแผนป้องกันรักษาโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพจะทำให้อัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งลดลงเช่นเดียวกับการรักษามะเร็งให้หายขาดก็จะทำได้มากขึ้นในส่วนของประเทศไทยมีสถาบันมะเร็งแห่งชาติเป็นแกนนำหลักในการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ในการจัดทำแผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งให้กับประเทศเพื่อนบ้านมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ เช่น การจัดฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ภายใต้โครงการ ASEAN Collaborative Training on Cancer พร้อมกัน 6 หลักสูตร ประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์จากประเทศต่างๆ ในภูมิภาคจำนวน 152 คน จาก สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และ มาเลเซีย นอกจากนี้ยังนำทีมผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งสาขาต่างๆ จากประเทศไทยและต่างประเทศลงพื้นที่เพื่อจัดการฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ เช่น การทำทะเบียนมะเร็ง การคัดกรองและการรักษามะเร็งปากมดลูกให้แก่ประเทศต่างๆ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งเห็นผลเป็นรูปธรรมในความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้

ทั้งนี้ Dr.Edward L. Trimble ผู้อำนวยการ NCI Center of Global Health สหรัฐอเมริกา บอกว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งและเป็นผู้นำด้านนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาโดยตลอด โดยสหรัฐอเมริกามีความยินดีที่มีความร่วมมือกับประเทศไทยและประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ และเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน จะทำให้การแก้ปัญหาโรคมะเร็งของภูมิภาคนี้ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้