วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สติปัญญาและความไว้วางใจ

สติปัญญาและความไว้วางใจ

  • Share:

กรณี อดีตอาจารย์คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับทุนไปเรียนต่อที่สหรัฐฯจนจบปริญญาเอก แต่ไม่ยอมกลับมาทำงานชดใช้ทุนให้ประเทศไทยตามเงื่อนไข ทำให้ ผู้ค้ำประกัน 4 ราย ถูกมหาวิทยาลัยมหิดลฟ้องให้ชดใช้เงินแทน ทำให้ผมนึกถึง เรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่กำลังส่งต่อกันในไลน์ช่วงนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง แต่เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจยิ่ง

เรื่องราวในไลน์เริ่มต้นอย่างนี้ครับ

สิบสองปีก่อน มีสาวน้อยผู้หนึ่ง เพิ่งจบการศึกษาไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส ใช้ชีวิตกึ่งเรียนกึ่งทำงาน ต่อมาเธอพบว่า ระบบขายตั๋วรถโดยสารสาธารณะ เป็นระบบช่วยเหลือตัวเอง สถานีรถก็เป็นระบบเปิดหมด ไม่มีจุดตรวจตั๋ว ไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋ว การตรวจแบบสุ่มก็มีน้อยครั้งมากๆ เมื่อเธอเห็นช่องโหว่นี้ ก็อาศัยความฉลาดคำนวณอย่างถี่ถ้วนพบว่า ถ้าเธอฉ้อโกงค่าตั๋วโอกาสที่จะถูกตรวจพบมีเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้น

เธอกระดี๊กระด๊าภูมิใจการค้นพบครั้งนี้มาก ตั้งแต่นั้นมา เธอก็มักโกงค่าโดยสารมาตลอด และหาเหตุผลมาปลอบตัวเองว่า เธอยังเป็นนักศึกษา ประหยัดได้ก็ประหยัด

สี่ปีผ่านไป เธอเรียนจบมหาวิทยาลัยชื่อดัง ผลการเรียนยอดเยี่ยม เธอไปสมัครงานในบริษัทต่างชาติในกรุงปารีสอย่างมั่นใจ บริษัทเหล่านี้ แรกเริ่มก็กระตือรือร้น หลังจากผ่านไปหลายวัน ต่างก็ปฏิเสธด้วยความนุ่มนวล เธอผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เธอโกรธมาก เธอคิดว่าบริษัทเหล่านี้อาจมีความลำเอียงแบ่งแยกเชื้อชาติ

ในครั้งสุดท้าย เธอบุกเข้าไปห้องผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทหนึ่ง วิงวอนขอร้องผู้จัดการ ถามถึงเหตุผลที่ไม่บรรจุเธอเข้าทำงาน

คำตอบที่ได้รับเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน

ผู้จัดการตอบว่า ไม่มีการลำเอียงหรือแบ่งแยก ตอนมาสมัครงาน ภูมิหลังการศึกษาและผลการศึกษาของเธอน่าสนใจอย่างยิ่ง เธอคือผู้ที่บริษัทต้องการอย่างมาก แต่ที่ไม่รับ เพราะได้ตรวจสอบ “เครดิตความน่าเชื่อถือ” ของเธอแล้วพบว่า เคยถูกบันทึก ถูกลงโทษ โกงค่าโดยสารรถสาธารณะสามครั้ง

เธอไม่ปฏิเสธ แต่อ้างว่า เรื่องเพียงเล็กน้อยนี้ ท่านกลับละทิ้งผู้มีความสามารถพิเศษคนหนึ่งที่วิทยานิพนธ์ได้รับการตีพิมพ์หลายครั้งในวารสารหรือ

เธอก็ได้รับคำตอบว่า เรื่องเล็กน้อย แต่พวกเรากลับไม่คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย พวกเราพบว่า การโกงค่าโดยสารของเธอในครั้งแรก เป็นเวลาที่เธอเข้ามาในประเทศเราหลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเชื่อในคำอธิบายของเธอว่า เธอยังไม่เข้าใจระบบการจำหน่ายตั๋วแบบช่วยเหลือตัวเอง จึงให้เธอชดเชยตั๋วใหม่ แต่หลังจากนั้นเธอก็ยังโกงค่าโดยสารอีกสองครั้ง

เมื่อจำนนต่อข้อมูล เธอก็อ้างว่าตอนนั้นในกระเป๋าไม่มีเงินปลีกพอดี ผู้จัดการตอบว่า ไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายของเธอและเชื่อว่า ก่อนถูกตรวจพบ เธออาจโกงค่าตั๋วโดยสารเป็นร้อยๆครั้งก็ได้ เธอก็เถียงว่าโทษคงไม่สาหัสอะไรหรอก ทำไมจึงต้องจริงจังเช่นนี้ แก้ไขไม่ได้หรือ

ผู้จัดการตอบเธอว่า เรื่องนี้ยืนยันและพิสูจน์ได้สองอย่าง “1.เธอไม่เคารพกฎระเบียบ เธอชำนาญในการค้นพบช่องโหว่ของกฎระเบียบ และนำไปใช้ในทางเลวร้าย 2.เธอไม่มีค่าพอที่จะได้รับความไว้วางใจ” บริษัทของเรามีงานมากมาย ที่ต้องอาศัยความไว้วางใจในการปฏิบัติ หากเธอต้องรับผิดชอบบุกเบิกตลาดในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง บริษัทจะถ่ายโอนอำนาจให้เธอมากมาย เพื่อประหยัดต้นทุน พวกเราไม่สามารถตั้งหน่วยงานตรวจสอบที่สับสนวุ่นวาย ดังนั้น เราจึงไม่สามารถจ้างเธอได้

เรื่องนี้ได้มีการสรุปในตอนท้ายว่า “บ่อยครั้งที่คุณธรรมจริยธรรม สามารถชดเชยจุดบกพร่องของสติปัญญาได้ แต่สติปัญญากลับไม่สามารถเติมเต็มคุณธรรมจริยธรรมที่ว่างเปล่าได้”

เขียนจบแล้วก็นึกถึง “ร่างรัฐธรรมนูญ” ขึ้นมาอีกเรื่อง.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้