วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นักเรียนนอกเบี้ยวใช้ทุน เรื่องเศร้าระดับประเทศ

นักเรียนนอกเบี้ยวใช้ทุน เรื่องเศร้าระดับประเทศ

โดย ซูม
4 ก.พ. 2559 05:01 น.
  • Share:

ขอปรบมือให้กับ “พลังที่มองไม่เห็น” ของสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก ในกรณีที่ช่วยกันกดดันและประจานพฤติกรรมหนีทุน ของนักเรียนทุนของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ไม่ยอมกลับมาชำระเงินทุนปล่อยให้ผู้ค้ำประกันเดือดร้อน

ในที่สุดจากการเผยแพร่อย่างกว้างขวางในโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่ระยะหนึ่งก็กลายเป็นข่าวระดับชาติ เป็นที่รับรู้ผ่านสื่อปกติทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์และวิทยุในขณะนี้

แรงกดดันจะมีผลทำให้นักเรียนทุนดังกล่าวที่จบปริญญาเอกด้านทันตแพทย์ จากมหาวิทยาลัยชื่อดังมากของสหรัฐฯ ส่งเงินมาใช้ทุนเพื่อลดภาระผู้ค้ำประกันหรือไม่ ยังไม่อาจคาดเดาได้

แต่ที่แน่ๆจากแรงโหมที่แชร์กันจนว่อนไปทั้งโลก แม้ในสหรัฐอเมริกาเอง คนไทยก็แชร์ต่อ อ่านต่อ และไปกดดันต่อถึงขั้นปิดประกาศให้เห็นโฉมหน้าของด็อกเตอร์หญิงนี้เกือบทั่วมหาวิทยาลัยอันมีชื่อแห่งนั้น...น่าจะเป็นผลให้เธออยู่อย่างไม่มีความสุขไปตลอดชีวิต

การหนีทุนที่เกิดขึ้นตามข่าวนี้ ถือเป็นบาปอย่างน้อย 2 ประการ

ประการแรกได้แก่บาปจากเบี้ยวทุน ซึ่งเป็นเงินภาษีอากรของคนไทยทั่วประเทศ ที่เจียดมาเป็นทุนเพื่อหวังจะให้ประเทศชาติของเรามีบุคลากรที่มีความรู้ในด้านต่างๆจากต่างประเทศกลับมารับใช้บ้านเมือง

อย่างกรณีที่เป็นข่าวครั้งนี้ ก็เป็นเงินถึง 10 ล้านบาท เพราะไปเรียนจนจบปริญญาเอก ซึ่งก็จะคุ้มหากเธอกลับประเทศเพราะเราจะได้หมอฟัน ที่มีความรู้ความชำนาญจากมหาวิทยาลัยระดับโลกมาสอนนักศึกษาทันตแพทย์ของเราให้มีมาตรฐานระดับโลกต่อไปในอนาคต

การเรียนจบแล้วไม่กลับมา จึงถือว่าผิดข้อตกลงที่ให้ไว้กับประเทศชาติ (ผ่านมหาวิทยาลัยหรือหน่วยราชการ หรือ ก.พ.แล้วแต่กรณี) เป็นบาปทางใจ เพราะรู้อยู่แก่ใจก่อนไปแล้วว่าจะต้องกลับมาทำงานตอบแทนพระคุณ “เงินแผ่นดิน” ก้อนนี้

สำหรับบาปประการที่ 2 ก็คือ นอกจากไม่กลับแล้ว ยังไม่ใช้เงินแผ่นดินคืนอีกด้วย โยนภาระให้แก่ผู้ค้ำประกัน ซึ่งแม้จะเป็นคนรู้จัก คนใกล้ชิดหรือญาติมิตร แต่ก็ไม่ควรจะต้องมารับเคราะห์ใช้เงินทุนแทน ซึ่งเมื่อรวมค่าปรับด้วยแล้วจะเป็นเงินก้อนมหาศาล

การที่สื่อสังคมออนไลน์ช่วยกันขุดค้นจนพบว่า ด็อกเตอร์หญิงรายนี้มีเงินเดือน มีรายได้ดี มีบ้านหรูอยู่อาศัย ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในสหรัฐอเมริกา...ก็ยิ่งทำให้กระแสต่อต้านเธอเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

ผมถึงได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่า น่าจะเป็นผลให้เธอผู้นี้ใช้ชีวิตอย่างจะหาความสงบสุขทางใจได้ยากในอนาคต

ถ้าจะว่าไปแล้วกรณีเบี้ยวทุนรัฐบาลไทยมิใช่ไม่เคยเกิดขึ้น แท้ที่จริงแล้วก็เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะเมื่อไปเรียนจบต่างประเทศเกิดได้งานดี เงินดี จึงถือโอกาสเบี้ยวเสียเลย 

เบี้ยวแล้วยอมชดใช้ทุนด้วยตัวเองก็มีเยอะถือว่าเป็นบาปอย่างอ่อนๆ คือตัวเองเบี้ยวข้อตกลงแต่ก็ยังกัดฟันควักเงินตัวเองมาชดใช้

ที่ทำให้ผู้ค้ำประกันเดือดร้อนก็มีไม่น้อย เพียงแต่สมัยก่อนๆ ยังไม่มีโซเชียลมีเดียสำหรับระบายให้คนอื่นๆรับรู้...เรื่องจึงเงียบๆกันไป

ผมก็ได้แต่หวังว่า กรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้คงจะช่วยสร้างจิตสำนึกให้แก่ผู้รับทุนรัฐบาลทั้งหลาย ได้ตระหนักถึงคุณค่าของเงินทุนที่ประชาชนทั้งประเทศเสียสละมาให้ผ่านภาษีอากรต่างๆ

การกลับมารับใช้ทุน แม้จะต้องใช้ในเวลาที่ยาวนานพอสมควร แต่เราก็จะได้รับเงินเดือนได้เป็นข้าราชการมียศถาบรรดาศักดิ์ ถึงเวลาก็เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเรื่อยๆ

อาจจะไม่ได้เงินเดือนมากเหมือนภาคเอกชนก็ต้องกัดฟันทนเพราะเราใช้เงินของประชาชนไปเรียน...ก็ต้องใช้หนี้ประชาชนให้หมดเสียก่อน หลังจากนั้นจะไปไหนก็ไม่มีใครว่าอะไร

ถ้าไม่อยากจะมีภาระมีข้อผูกมัดกับใครๆเราก็ใช้ทุน “พ.ก.” หรือทุน “พ่อกู” อย่างที่เขาเรียกกันสมัยก่อนซีครับ เมื่อมาใช้เงิน “ก.พ.” ซึ่งเป็นเงินหลวงหรือเงินภาษีของราษฎรก็ต้องมีข้อผูกมัดกันบ้าง

กระแสสังคมที่เกิดขึ้นครั้งนี้คงจะมีผลบ้าง ไม่มากก็น้อยที่จะสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้องแก่ “นักเรียนทุนรัฐบาล” ในทุกระดับ ทุกประเภท...ว่าจะไม่เบี้ยวทุน...กลับมาทำงานใช้ทุน เพื่อตอบแทนพระคุณพี่น้องประชาชนที่เจียดเงินมาเป็นเงินทุนให้แก่ท่านทั้งหลาย

เพราะถ้ายังขืนเบี้ยวและเบี้ยวแบบบาปกำลัง 2 ด้วย คือ ทั้ง เบี้ยวประเทศและทำให้คนค้ำประกันเดือดร้อนก็จะโดน “สังคม” ประณามอย่างหนัก ดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นกับ “ด็อกเตอร์” รายนี้.

“ซูม”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้