วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ประเด็นวิวาทะใน รธน.

ประเด็นวิวาทะใน รธน.

  • Share:

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ คงจะต้องดำเนินต่อไปและอาจเข้มข้นยิ่งขึ้นจนกว่าจะเสร็จสิ้นการออกเสียงประชามติ จะได้รับความเห็นชอบหรือถูกคว่ำ กระทบถึงกำหนดการเลือกตั้งตามโรดแม็ปของ คสช.ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.สัญญาว่าจะมีการเลือกตั้งประมาณเดือนกรกฎาคม 2560 จะทันกำหนดหรือไม่

จากคำชี้แจงของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่อแสดงว่าการเลือกตั้งอาจจะต้องเลื่อนออกไปถึงปลายปี 2560 แม้จะผ่านประชามติแล้ว แต่ กรธ.ก็ต้องขอเวลาอีก 8 เดือน เพื่อจัดทำร่างกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง อาจมีเสียงวิจารณ์ว่าทำไมจะต้องใช้เวลานานขนาดนั้น เพราะกฎหมายที่จำเป็นจะต้องออกมาไม่ได้มีความซับซ้อนแต่เป็นเรื่องเดิมๆ

ที่ผ่านๆมาเมื่อมีกฎหมายพรรค การเมือง กฎหมายการเลือกตั้ง และกฎหมาย กกต. ก็สามารถจัดการเลือกตั้งได้แล้ว ทั้ง สามฉบับเป็นกฎหมายธรรมดาสำหรับนักร่างกฎหมายไทยเพราะมีประสบการณ์การร่างรัฐธรรมนูญ และการจัดทำกฎหมายประกอบมาอย่างโชกโชน แต่เรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งคือสัญญาของนายกรัฐมนตรีเป็น “สัญญาประชาคม” ต่อคนไทยและประชาคมโลก

ส่วนเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.มักอ้างว่าประเด็นสำคัญที่นักการเมืองคัดค้าน คือบทบัญญัติว่าด้วยการป้องกันการทุจริต และการสกัดกั้นคนโกงไม่ให้เข้าสู่อำนาจ เรื่องนี้ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆก็มีบทบัญญัติคล้ายๆกัน เช่น ฉบับ 2550 ห้ามผู้ที่เคยถูกไล่ออกจากราชการฐานทุจริต และผู้ที่เคยถูกศาลยึดทรัพย์ฐานร่ำรวยผิดปกติไม่ให้สมัครเป็น ส.ส.

ไม่ได้ต่างกันมากมายจากการห้ามผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาว่าทุจริตหรือทุจริตเลือกตั้ง แต่ประเด็นที่ถูกคัดค้านมากที่สุด คือความเป็นประชาธิปไตย กรธ.บางคนอ้างว่าไม่มีที่ไหนในโลกที่บังคับว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. จะบังคับหรือไม่บังคับไม่รู้แต่ขอให้สอบถามสถานทูตประเทศประชา-ธิปไตยดู เอาแค่ประชาคมยุโรป 28 ประเทศก็ได้ มีประเทศใดที่ให้ “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนบทบัญญัติเรื่องการขจัดการทุจริตตามร่างของ กรธ. เป็นเพียงมาตรการป้องกันหรือสกัดกั้นคนที่เคยโกงเข้าสู่อำนาจ แต่จะจัดการอย่างไรกับคนที่ไม่เคยโกงที่เข้าสู่อำนาจ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองฟันธงว่า ต้องปราบปรามด้วย “ประชาธิปไตย” ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือผลการศึกษา 168 ประเทศทั่วโลกเมื่อเร็วๆนี้ พบว่าประเทศที่มีทุจริตมากที่สุดคือประเทศเผด็จการ

ส่วนกลุ่มประเทศที่องค์กรความโปร่งใสนานาชาติพบว่ามีความโปร่งใสหรือทุจริตน้อยสุด ได้แก่ กลุ่มประเทศประชาธิปไตย เริ่มต้นด้วยเดนมาร์ก ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เพราะประเทศประชาธิปไตยยึดหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ ต่างจากประเทศเผด็จการซึ่งบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกหน้า ตำรวจต้องฟังคำสั่งผู้มีอำนาจไม่สนใจกฎหมาย.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้